ยุโรปกำลังเผชิญวิกฤต คลื่นความร้อน (Heatwave) และ โดมความร้อน (Heat Dome) ที่รุนแรง โดยอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 40 - 44 องศาเซลเซียส องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ายุโรปเป็นทวีปที่ร้อนเร็วที่สุดในโลก (ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,300 ราย
นอกจากนี้ สภาพอากาศสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือแม้แต่ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เอง เนื่องจากความต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจทำให้โครงสร้างสายส่งไฟฟ้าแบกรับภาระหนักเกินไป (Overload) จนนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโนต่อโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในยุโรปเท่านั้น
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงกลายเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียในพอร์ตโฟลิโอประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ของบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อย่าง Zurich โดย แพทริก แมคไบรด์ (Patrick McBride) หัวหน้าฝ่ายการก่อสร้างระหว่างประเทศของ Zurich เปิดเผยกับสำนึกข่าว CNBC ว่า ความเสียหายจากสภาพอากาศคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าความสูญเสียทั้งหมดของบริษัทแล้ว
"สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองข้าม หรือปล่อยให้เป็นแค่ปัจจัยเสี่ยงเบื้องหลังธรรมดา ๆ ได้อีกต่อไป" — แพทริก แมคไบรด์, หัวหน้าฝ่ายการก่อสร้างระหว่างประเทศของ ZURICH
เขากล่าวเสริมว่า ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลหลายแห่งเริ่มย้ายไปตั้งในแถบชานเมืองหรือพื้นที่ชนบทเนื่องจากราคาที่ดินถูกกว่า ทว่าพื้นที่เหล่านั้นมักจะมีบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่รุนแรงค่อนข้างจำกัด เพราะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามาก่อน "แต่ในตอนนี้ เรากลับมีสินทรัพย์มูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ที่ต้องไปตั้งตระหง่านท้าทายเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติเหล่านี้เป็นระยะทางยาวกว่าหนึ่งไมล์"
ทำไมบริษัทประกันภัยต้องจับตาความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ?
ผลการศึกษาล่าสุดจาก First Street บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ พบว่า 79% ของศักยภาพการรองรับข้อมูลในศูนย์ข้อมูลทั่วโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างมากจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศแบบเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม, ลมพายุรุนแรง หรือไฟป่า ซึ่งภัยเหล่านี้ล้วนแต่สามารถขัดขวางการทำงาน ทำให้ระบบต้องหยุดชะงัก (Downtime) ยาวนานขึ้น และดันให้ค่าเบี้ยประกันรวมถึงค่าซ่อมบำรุงพุ่งสูงตามไปด้วย
โจ เมเซแฮก (Joe Macejak) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและทรัพย์สินในสหรัฐฯ ของบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัย Marsh Risk ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า "มันไม่ใช่คำถามที่ว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ 'จะ' ส่งผลกระทบต่อการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหรือไม่ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมนี้จะระบุ ประเมินมูลค่า และบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไรให้อยู่ในระดับที่พวกเขารับได้ต่างหาก"
เมเซแฮกเตือนว่า หากธุรกิจต่าง ๆ ไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงลิ่วและประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ซึ่งสิ่งนี้ "กำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเงินทุนมหาศาลที่คอยค้ำจุนการปฏิวัติศูนย์ข้อมูลยุค AI อยู่ในปัจจุบัน"
พิกัดเสี่ยง: ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่กำลังเผชิญหน้าภัยธรรมชาติที่ไหนบ้าง?
ในปีนี้ 64% ของศูนย์ข้อมูลที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้ขยับขยายออกไปนอกพื้นที่ศูนย์กลางเดิม ๆ (เช่น ทางตอนเหนือของรัฐเวอร์จิเนีย) และกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคที่เป็นตลาดเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า 'Frontier Markets' เช่น รัฐเท็กซัสตะวันตก, รัฐเทนเนสซี, รัฐวิสคอนซิน และรัฐโอไฮโอ
แมคไบรด์จาก Zurich กล่าวว่า สิ่งก่อสร้างในพื้นที่เหล่านี้อาจต้องเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจาก "พายุทอร์นาโด, ลูกเห็บ และลมกระโชกแรง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อหลังคาขนาดมหึมา ซึ่งเป็นจุดที่ต้องติดตั้งระบบปรับอากาศ (HVAC) หอระบายความร้อน (Cooling Towers) และแผงโซลาร์เซลล์รับพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้กลางแจ้ง"
เขายังได้ยกตัวอย่าง ประเทศบราซิล ในฐานะตลาดเกิดใหม่ของศูนย์ข้อมูลที่อาจต้องเจอกับความท้าทายเรื่องคลื่นความร้อน ในขณะที่ตลาดยุโรป ศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ กำลังอพยพโยกย้ายไปยังคาบสมุทรไอบีเรีย (เช่น สเปนและโปรตุเกส) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุณหภูมิโลกกำลังไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
"สภาพอากาศที่รุนแรงไม่ใช่สิ่งที่เราจะปล่อยผ่านได้อีกแล้ว มันกลายเป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่เราและเจ้าของโครงการต้องร่วมกันพิจารณา" แมคไบรด์ย้ำ
วิกฤตสองเด้ง: เมื่อความร้อนกดดันทั้งระบบหล่อเย็นและสายส่งไฟ
ไม่ใช่แค่ตัวศูนย์ข้อมูลเท่านั้นที่จะได้รับความเสียหายจากความร้อนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ มิชาล ธาดานี (Mishal Thadani) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Rhizome แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ AI ที่ช่วยคำนวณและระบุจุดอ่อนของระบบสาธารณูปโภคจากภัยคุกคามทางภูมิอากาศ อธิบายว่า "ความร้อนที่รุนแรงจะสร้างความตึงเครียดให้กับทั้งตัวศูนย์ข้อมูลและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ที่จ่ายไฟให้พร้อม ๆ กัน"
ปกติแล้ว ระบบหล่อเย็นหรือระบบทำความเย็น ต้องกินพลังงานสูงถึงประมาณ 40% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในศูนย์ข้อมูลอยู่แล้วแม้ในอุณหภูมิปกติ และตัวเลขนี้จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอีกเมื่อเจอความร้อนขั้นสุด ซึ่งเป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่ประชาชนทั่วไปต่างพากันเปิดแอร์จนทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมพุ่งทะยานเป็นเงาตามตัว ธาดานีระบุว่า "ศูนย์ข้อมูลต้องการพลังงานมากที่สุด ในช่วงเวลาที่โครงข่ายไฟฟ้ามีพลังงานเหลือให้จ่ายน้อยที่สุดพอดี"
เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึงประมาณ 38 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนในครั้งนั้นส่งผลให้สายเคเบิลใต้ดินเกิดความร้อนสะสมอย่างหนัก (Thermal Stress) จนทำให้เกิดไฟฟ้าดับซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วเมือง
"ลองจินตนาการว่า หากเราเพิ่มศูนย์ข้อมูลที่แต่ละแห่งสูบไฟเทียบเท่ากับบ้านเรือนแสนหลังเข้าไปในระบบ ความร้อนแรงของอากาศและภาระโหลดไฟฟ้ามหาศาลจะวิ่งเข้าชนสายไฟเส้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน แม้เราจะสามารถสั่งลดการจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูลได้ชั่วคราวในช่วงชั่วโมงวิกฤตที่สุด แต่โมเดลการวางแผนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้คำนวณเผื่อไว้เลยว่า วิกฤตคลื่นความร้อนจัดเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นขนาดไหนในอนาคต" ธาดานีกล่าวเสริม
ทางออกและการปรับตัว: บิ๊กเทคแก้เกมอย่างไร?
Microsoft หนึ่งในผู้นำแถวหน้าด้านการขยายศูนย์ข้อมูลระดับยักษ์ (Hyperscalers) เปิดเผยกับ CNBC ว่า ทางบริษัทกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้อย่างเต็มที่
โฆษกของ Microsoft ชี้แจงว่า บริษัทออกแบบศูนย์ข้อมูลให้สามารถทำงานได้อย่าง "ราบรื่นและน่าเชื่อถือภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โดยเราใช้การคัดเลือกทำแหน่งที่ตั้งอย่างรัดกุม, มีระบบสำรองรองรับ (Redundant Systems) และมีการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงจากความร้อนจัดและสภาพอากาศที่รุนแรง"
ด้านยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ก็เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่ของบริษัท สามารถทำงานร่วมกับน้ำยาหล่อเย็นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศาเซลเซียสได้แล้ว (ซึ่งขยับขึ้นมาจากเกณฑ์อุณหภูมิเดิมที่ต้องเย็นกว่านี้มาก) โดย Nvidia ระบุว่า การปรับเพิ่มอุณหภูมิของเครื่องทำความเย็น (Chiller) ขึ้นเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียส จะสามารถช่วยลดต้นทุนพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นลงได้ถึงราว ๆ 4%
แอรอน ลูอิส (Aaron Lewis) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ด้านโซลูชันศูนย์ข้อมูลระดับโลกของบริษัท Johnson Controlsซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ (HVAC) มองว่า ความท้าทายเหล่านี้กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ก้าวไปข้างหน้าสำหรับผู้เล่นทุกคนในอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันบริษัทของเขาได้ทำการทดสอบอุปกรณ์หล่อเย็นของศูนย์ข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถทนทานต่อสภาพอุณหภูมิที่แปรปรวนในทุกรูปแบบ
ลูอิสเผยว่า ล่าสุดเขาเพิ่งเห็นลูกค้าในยุโรปรายหนึ่ง สั่งเพิ่มเงื่อนไข "ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change Factor) เข้าไปในข้อกำหนดการก่อสร้าง (Specification) เป็นครั้งแรก เพื่อรับประกันว่าศูนย์ข้อมูลของพวกเขาจะถูกออกแบบมาให้รองรับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง
"ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดจะลงเอยด้วยการมีระบบและแอปพลิเคชันที่หลากหลายรูปแบบ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปเรื่อย ๆ เราก็จะค้นพบวิธีถ่ายเทความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อัตราเร่งของนวัตกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูลนี้ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินธุรกิจและอยู่รอดภายใต้เงื่อนไขสภาพอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ต่อไปได้อีกยาวไกลในอนาคต" ลูอิสกล่าวทิ้งท้ายกับ CNBC