หลายคนรู้ดีว่าไม่ใช่แค่ตลาดสตรีมมิ่งจากค่ายยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่แข่งขันกัน แต่วงการ วิดีโอสั้น ก็แข่งสูงไม่ต่างกัน ดังนั้น ค่ายไหนสามารถปล่อยคอนเทนต์ออกมาได้ไว ก็ยิ่งได้เปรียบ เพราะมาแย่งความสนใจจากผู้ชม และ AI ก็เข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ ทั้งแง่เวลาและต้นทุน
Ashley Dudarenok ผู้ก่อตั้งบริษัท ChoZan เล่าว่า “ค่ายซีรีส์สามารถลองปล่อยคลิปสั้น ๆ ตอนแรก ๆ ออกไปลองเชิงกับกลุ่มเป้าหมายดูก่อน ถ้าเห็นว่าคนดูแล้วชอบจริง ถึงค่อยอัดฉีดงบโปรโมตเพิ่ม” วิธีนี้เรียกว่า "ล้มให้ไว" (Fail-fast) คือเรื่องไหนแป้กก็พร้อมตัดใจทิ้งทันที แล้วเอาเงินไปทุ่มให้เรื่องที่มีแววทำเงินได้จริงๆ
Generative AI ตัวช่วยประหยัดเวลาและเงิน
AI เข้ามาช่วยย่อทั้งเวลาและต้นทุนในการผลิต ตัวเลขคาดการณ์จากสมาคมบริการบรอดคาสติ้งฯ ของจีน ระบุว่า แค่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 มีซีรีส์สั้นเปิดตัวในจีนไปแล้วกว่า 128,000 เรื่อง และ เกิน 95% ในนั้นใช้ AI ช่วยสร้าง
นอกจากนี้ ตลาดซีรีส์สั้นและคอมมิกออนไลน์ในจีนปี 2025 ยังมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านหยวน (ราว 5 แสนล้านบาท) แถมยังแย่งเวลาชีวิตคนดูไปจนแซงหน้าวิดีโอยาวๆ ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของสื่อบันเทิงทั้งหมดแล้ว ที่น่าทึ่งคือโฆษณาในซีรีส์แนวตั้งทำเงินได้ดีมาก โดยโฆษณาประเภทที่คนดูเต็มใจกดดู (Opt-in ads) ทำรายได้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยปกติถึง 11 เท่า
ถึง AI จะเซฟค่าถ่ายทำไปได้เยอะ แต่กำไรก็อาจโดนกินหมดไปกับ "ค่าดึงดูดคนดู"
Dudarenok บอกว่า ซีรีส์เรื่องนึงอาจใช้เงินสร้างแค่ไม่กี่แสนหยวน แต่ “ค่าใช้จ่ายในการยัดซีรีส์เรื่องนั้นไปอยู่บนหน้าจอของคนดู กลับแพงกว่านั้นหลายเท่า” เธอประเมินว่า ค่าโฆษณา (CPM) ยอดคนเห็นทุกๆ 1,000 ครั้ง พุ่งจาก 50–80 หยวนในปี 2023 ไปเป็น 150–200 หยวนในปี 2025 และถ้าเป็นช่วงแย่งลูกค้ากันหนักๆ อาจพุ่งเกิน 300 หยวนเลยทีเดียว
การผลิตได้เยอะในราคาถูก เลยไม่ได้แปลว่าจะขายดีเสมอไป Dudarenok เสริมว่า มีแค่เรื่องดังระดับท็อปไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ทำเงินมหาศาล ส่วนใหญ่ที่เหลือคือขาดทุนหรือได้ไม่คุ้มเสีย แถมคู่แข่งยังเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนค่าดึงคนดูให้กดโหลดแอปพุ่งสูงกว่าปกติถึง 2.3 เท่า
ศึกแย่งชิง "เวลา" ของผู้ชม
Seema Shah ผู้บริหารจาก Sensor Tower ให้มุมมองว่า ค่ายบันเทิงทุกแห่งกำลังแข่งกันแย่ง "เวลา" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจำกัด จำนวนผู้ใช้งานต่อวันและระยะเวลาที่คนอยู่บนแอป จึงกลายเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุด
เมื่อคนแย่งสายตากันเยอะ "การอัดเงินซื้อโฆษณา" จึงกลายเป็นทางรอดเดียว James Haslam ฝ่ายการตลาดของ Mintegral มองว่า การทำให้ซีรีส์สั้นดังได้ ต้องผสมระหว่างความเป็นไวรัล โซเชียลมีเดีย และการยิงโฆษณาต้อนคนดูอย่างหนัก เพราะแทบไม่มีใครค้นหาแอปเจอได้เองตามธรรมชาติเลย
ส่วนคำถามที่ว่า ระหว่าง "บริษัทซีรีส์สั้นรุ่นใหม่" กับ "ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่" ใครจะได้เปรียบกว่ากัน? Expert ยังมองต่างกัน:
- Haslam เชื่อว่า: ค่ายซีรีส์สั้นได้เปรียบ เพราะคล่องตัวกว่า ยิงโฆษณาแม่นกว่า และปรับตัวตามช่องทางใหม่ๆ ได้ไวกว่า
- Shah เชื่อว่า: ยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix ยังได้เปรียบที่สุด ด้วยขนาดธุรกิจ ฐานลูกค้าที่แน่นหนา และช่องทางฉายทั่วโลก
แล้วซีรีส์สั้นจะมาแทนที่หนังโรงหรือซีรีส์ยาวไหม?
แม้ซีรีส์สั้นจะมาแย่งเวลาคนดูไปได้เยอะ แต่ Expert มองว่า มันไม่ได้มาแทนที่กันตรงๆ
Shah มองว่าซีรีส์สั้นคงไม่สามารถฆ่าสื่อบันเทิงแบบเดิมได้ จุดเด่นของมันคือความดูง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ และป้อนความสนุกให้ทันที แต่การที่หนังฟอร์มยักษ์ยังทำเงินได้มหาศาล ก็พิสูจน์ว่าคนยังต้องการ "งานโปรดักชันคุณภาพสูง" อยู่
Dudarenok ทิ้งท้ายว่า การที่คนหันมาดูซีรีส์สั้นกันเยอะ ไม่ได้แปลว่าโรงหนังหรือซีรีส์ทีวีพรีเมียมกำลังจะหายไป เพราะหนังโรงยังมีความอลังการบนจอใหญ่ มีความทรงเกียรติ ยิ่งใหญ่น่าจดจำ และสามารถเอาไปต่อยอดเป็นแฟรนไชส์อื่นๆ ได้ ซึ่งซีรีส์สั้นยังทำแทนไม่ได้