ธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหารกำลังเผชิญอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ เมื่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลโครงสร้างค่าบริการของแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยต้องการให้ผู้ให้บริการเปิดเผยที่มาของค่าธรรมเนียม (GP) และชี้แจงเหตุผลทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยน เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาการเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวกำลังกลายเป็นประเด็นที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องการเข้าไปทำความเข้าใจกับหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะ Grab ที่มองว่าธุรกิจเรียกรถและส่งอาหารมีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างจากอีคอมเมิร์ซอย่างมาก การใช้หลักเกณฑ์กำกับดูแลจึงควรพิจารณารายละเอียดของแต่ละธุรกิจให้ชัดเจน
กขค. ขยับกำกับ GP หลังข้อร้องเรียนเพิ่ม เป้าหมายไม่ใช่ควบคุมราคา
ก่อนหน้านี้ กขค. ได้เดินหน้าศึกษาปัญหาการแข่งขันในตลาดแพลตฟอร์มเรียกรถและบริการจัดส่งออนดีมานด์ หลังพบข้อร้องเรียนจากร้านอาหารและไรเดอร์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เงื่อนไขทางการค้า และระบบการทำงานของแพลตฟอร์ม
ข้อมูลที่ กขค. เปิดเผยผ่านสื่อระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลรวม 89 เรื่อง โดยเฉพาะในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 7 ตุลาคม มีเรื่องร้องเรียน 37 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 100 เรื่อง หรือคิดเป็นประมาณ 37%
ขณะที่ข้อร้องเรียนจากกลุ่มร้านอาหารและไรเดอร์ประมาณ 90% เกี่ยวข้องกับ GP โดย กขค. ระบุว่าตรวจพบการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม 8 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา
นอกจากนี้ ปัญหาที่ถูกร้องเรียนไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียม แต่ยังรวมถึงการบังคับเข้าร่วมโปรโมชัน การใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่อาจทำให้ค่าตอบแทนต่อรอบลดลง รวมถึงการจัดสรรงานและการคำนวณระยะทางผ่าน GPS ที่อาจไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง
หากมองในภาพรวม กขค. จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างกติกาให้ธุรกิจแพลตฟอร์มมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่มีผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่ราย และร้านค้าหรือผู้ขับอาจมีทางเลือกในการเปลี่ยนแพลตฟอร์มไม่มากนัก
ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ตลาดบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 49,000 ล้านบาทภายในปี 2572 ขณะที่มีผู้ขับให้บริการมากกว่า 400,000 ราย
สำหรับร่างประกาศเรื่องการกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะและบริการจัดส่งตามอุปสงค์ ซึ่ง กขค. เห็นชอบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 มีสาระสำคัญให้แพลตฟอร์มเปิดเผยองค์ประกอบของค่าบริการ 5 ประเภท รวมถึงค่า GP ส่วนแบ่งรายได้ ค่าบริการ และค่ารอคอย ตลอดจนชี้แจงเหตุผลและข้อมูลประกอบเมื่อมีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการ เช่น ต้นทุนดำเนินงานหรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม กขค. ยืนยันว่าร่างประกาศนี้ไม่ได้มีเป้าหมายกำหนดเพดานค่า GP หรือบังคับให้ทุกแพลตฟอร์มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราเดียวกัน แต่ต้องการให้การกำหนดและปรับค่าบริการมีเหตุผล สามารถตรวจสอบได้ และไม่สร้างความเสียเปรียบให้กับคู่ค้า
Grab ชี้ GP ไม่ใช่กำไรทั้งหมด ต้องนำไปจ่ายคนขับและทำโปรโมชัน
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้ปรับเพิ่มอัตรา GP ของธุรกิจ Food Delivery โดยอัตราสูงสุดยังอยู่ที่ 30% อย่างไรก็ตาม ในมุมของ Grab บริษัทมองว่าการพิจารณาค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง เพราะเงินที่เรียกเก็บจากร้านอาหารไม่ได้กลายเป็นรายได้หรือกำไรของบริษัททั้งหมด
จันต์สุดายกตัวอย่างว่า หากผู้บริโภคสั่งข้าวมันไก่ 2 จาน มูลค่า 150 บาท และแพลตฟอร์มเรียกเก็บ GP 30% คิดเป็น 45 บาท เงินส่วนใหญ่จากจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับคนขับ
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังมีต้นทุนด้านการทำโปรโมชันเพื่อกระตุ้นการใช้บริการ โดยผู้บริโภคอาจได้รับส่วนลด 10 บาท 20 บาท หรือ 30 บาทต่อคำสั่งซื้อ
ดังนั้น จึงไม่ควรมองว่า GP ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บเป็นกำไรที่บริษัทได้รับทั้งหมด เพราะยังมีต้นทุนที่ต้องนำไปจัดสรรให้กับผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ ทั้งคนขับ ร้านอาหาร และผู้บริโภค
ขณะที่ธุรกิจเรียกรถ (Ride Hailing) มีโครงสร้างการกำกับดูแลอยู่แล้วภายใต้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งกำหนดอัตราค่าโดยสารตามประเภทรถที่ผู้บริโภคต้องจ่าย และกำหนดให้แพลตฟอร์มเรียกเก็บค่าคอมมิชชันจากคนขับได้ไม่เกิน 25% โดย Grab ระบุว่าบริษัทปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวมาโดยตลอด
สิ่งที่บริษัทกังวลจึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยต้นทุน แต่เป็นการนำธุรกิจที่มีโครงสร้างรายได้และต้นทุนแตกต่างกันมาใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน โดยไม่ได้พิจารณาความแตกต่างของแต่ละบริการอย่างเพียงพอ
“เราไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงการกำกับดูแล แต่ต้องการให้การออกกฎมีความเหมาะสม และสอดคล้องกับธุรกิจแต่ละประเภท เราอยากเข้าไปพูดคุย ขอให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจว่า การนำธุรกิจเรียกรถ ฟู้ดเดลิเวอรี่ และอีคอมเมิร์ซมาอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันนั้น จะสามารถตอบโจทย์การกำกับดูแลได้จริงหรือไม่”
ขอ กขค. เข้าใจ Business Model ก่อนออกกฎ หวั่นกระทบคนขับ-ร้านอาหาร
จันต์สุดา ระบุว่า หากมีการปรับลดค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มลง ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะนำเงินส่วนไหนมาชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น
หากลดสัดส่วนเงินที่นำไปจ่ายให้คนขับ ก็อาจกระทบต่อรายได้ของผู้ให้บริการ แต่หากลดงบประมาณด้านโปรโมชัน ผู้บริโภคก็อาจได้รับส่วนลดน้อยลง และส่งผลต่อจำนวนคำสั่งซื้อของร้านอาหาร
เพราะรายได้ของร้านอาหารบนแพลตฟอร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับจำนวนคำสั่งซื้อที่ได้รับด้วย
Grab จึงมองว่าการกำกับดูแลควรพิจารณาสมดุลระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ร้านอาหาร ผู้บริโภค และแพลตฟอร์ม โดยไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนหรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
บริษัทเตรียมทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ กขค. โดยอาจหารือในนาม GrabFood หรือร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่ออธิบายโครงสร้างธุรกิจและเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณารายละเอียดก่อนกำหนดหลักเกณฑ์
ไม่ได้มีแค่ร่างคุม GP แต่ กขค. เตรียมกำกับพฤติกรรมแพลตฟอร์มด้วย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องค่าธรรมเนียม เพราะ กขค. ยังเดินหน้าจัดทำแนวทางกำกับพฤติกรรมทางการค้าในตลาดเรียกรถและบริการจัดส่งออนดีมานด์ด้วย
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 กขค. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวทางปฏิบัติทางการค้า ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การเปิดเผยโครงสร้างราคาและเงื่อนไขทางการค้า ความโปร่งใสของอัลกอริทึม การจัดอันดับบริการ การใช้ข้อมูลทางธุรกิจ การบังคับให้เข้าร่วมโปรโมชัน และการจำกัดไม่ให้ผู้ประกอบการใช้บริการแพลตฟอร์มคู่แข่ง
รวมถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า Self-preferencing หรือการที่แพลตฟอร์มจัดอันดับหรือแสดงบริการของตัวเองให้ได้เปรียบคู่แข่ง และ Dark Patterns ซึ่งเป็นการออกแบบหน้าจอหรือขั้นตอนการใช้งานที่อาจชักจูงให้ผู้บริโภคตัดสินใจโดยไม่เข้าใจข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยร่างแนวทางฉบับนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2569
จุดนี้ทำให้เห็นว่า กขค. กำลังขยับจากการกำกับดูแลเรื่องค่าธรรมเนียม ไปสู่การพิจารณาพฤติกรรมและกลไกการทำงานของแพลตฟอร์มในภาพรวมมากขึ้น