วัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLP GROUP ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องจักรทางการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นเทรนด์คน Gen Y อายุระหว่าง 30-35 ปี ลาออกจากงานออฟฟิศใน กทม. ไปใช้ชีวิตสงบ ๆ ที่บ้านเกิด ผ่านการรับช่วงต่อธุรกิจเกษตรของครอบครัว ขณะที่บางส่วนผันตัวเป็น SME หยิบจับของพื้นบ้านมาทำเป็นสินค้า
"CLP มองเห็นเทรนด์ดังกล่าวจากการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยพบว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงมือทำนาและเก็บเกี่ยวด้วยตัวเอง แต่เลือกทำหน้าที่ในส่วนที่ตัวเองมีความถนัดมากกว่าคืองานด้านการตลาดและการทำแบรนด์ของตนเองขึ้นมา"
โดยเริ่มนำสินค้าเกษตรหลักอย่าง "ข้าว" ไปทำเป็นสาโท ไอศกรีม แครกเกอร์ ไปจนถึงเครื่องสำอางจากข้าว เปลี่ยนจากการขายผลผลิตในฐานะวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างสินค้าและธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

"หนึ่งในตัวอย่างคือเป็นตัวกลางระหว่าง SME และสมาคมเบียร์ในการพัฒนา “สาโท” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ไทยออริจินอล ให้สามารถเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้น โดยมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาสาโทในฐานะผลิตภัณฑ์ไทย"
CLP ยังสนับสนุนคนรุ่นใหม่ผ่านโมเดลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเครื่องมือและเงินลงทุน ผ่านหลากหลายโมเดล อาทิ
-Subscription ให้เช่าเครื่องจักรทางการเกษตรที่มีราคาเต็ม 2 แสนบาท/เครื่อง ปล่อยเช่าเพียงหลักพันบาท/เดือน เพื่อให้เข้าถึงเครื่องมือทางการเกษตรและแปรรูปในราคาเข้าถึงง่าย
-โมเดล Profit Sharing โดย CLP จะเข้าไปช่วยเกษตรกรในการตั้งไข่ธุรกิจ ในรูปแบบมีกำไรแล้วมาแบ่งกันตามสัดส่วนตามระดับการลงทุนและการเข้าไปช่วยเหลือ ตั้งแต่ 50:50, 70:30 หรือ 60:40

รูปแบบดังกล่าวเปิดช่องให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านการตลาดและธุรกิจ แต่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต สามารถเข้ามาสร้างธุรกิจจากฐานเกษตรในท้องถิ่นได้ โดยมี CLP เข้ามาช่วยเติมส่วนที่ขาด
เพราะในมุมของ CLP โอกาสของธุรกิจเกษตรไม่ได้มีแค่ “ต้นน้ำ” อย่างการปลูกและเก็บเกี่ยว หรือ “ปลายน้ำ” อย่างการขายสินค้า แต่ยังมีพื้นที่ตรงกลางอย่าง “การแปรรูป” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตได้อีกมาก
ดังนั้น การกลับบ้านของ Gen Y จึงอาจไม่ใช่แค่การหนีชีวิตเมืองเพื่อไปทำเกษตรแบบเดิม แต่เป็นการเอาทักษะจากโลกธุรกิจกลับไป “ต่อยอดของที่บ้านมี” เปลี่ยนที่ดิน ผลผลิต และวัตถุดิบในท้องถิ่น ให้กลายเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ในมือคนรุ่นใหม่