SCB EIC ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างปีงบประมาณ 2570 (พ.ศ.2569-2570) เผชิญภาวะชะลอตัวและแรงกดดันรอบด้าน
ก่อสร้างภาครัฐหดตัว งบลงทุนถูกหั่น -13%
ทั้งนี้ มูลค่าก่อสร้างภาครัฐ คาดว่าจะลดลง -5% YOY ลงมาอยู่ที่ 927,000 ล้านบาท โดยมีข้อจำกัดจากกรอบงบประมาณรายจ่ายปีงบ 2570 ในหมวดงบลงทุนที่ถูกจัดสรรลดลง 13% YOY เหลือประมาณ 496,000 ล้านบาท
ทำให้ 4 หน่วยงานหลักด้านที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้รับงบลงลดลงตามไปด้วย ดังนี้
1.กรมทางหลวง เหลือ 1.17 แสนล้านบาท ลดลง 11% YoY
2.กรมชลประทาน 7.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 10% YoY
3.กรมทางหลวงชนบท 4.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 14% YoY
4.กรมโยธาธิการและผังเมือง 3.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 17% YoY
ทั้งนี้ งานก่อสร้างภาครัฐยังมี Mega project ช่วยพยุง ส่วนใหญ่ยังมาจากโครงการต่อเนื่อง (On-going projects) จากปี 2569 ทำให้มีเงินทยอยเข้าภาคก่อสร้าง อาทิ
-สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2 แสนล้านบาท
-รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ 1.4 แสนล้านบาท
-รถไฟส่วนต่อขยายสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์รังสิต 6.1 พันล้านบาท

ปี 2570 จะมีการเริ่มประมูลโครงการ Mega project ใหม่ ๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงนครราชสีมา-หนองคาย, ทางพิเศษ Double Deck (งามวงศ์วาน-พระราม 9), รถไฟทางคู่ เฟส 2 (ชุมพร-สุราษฎร์, สุราษฎร์-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และหาดใหญ่-ปาดังเบซา)
ในระยะปานกลาง ยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐ และโครงการ Mega project เช่น โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม โครงข่ายทางหลวง โครงข่ายระบบราง
ขณะที่ความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการใหม่ ๆ ยังเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนภาครัฐ รวมถึง พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะสร้างความเสี่ยงการคลังเพิ่มเติม เป็นข้อจํากัดในการจัดสรรงบประมาณมาลงทุนในโครงการก่อสร้างภาครัฐในระยะข้างหน้า

ก่อสร้างที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์ชะลอตัวหนัก
ปี 2570 มูลค่าก่อสร้างภาคเอกชน โดยรวมอยู่ในภาวะทรงตัวที่ 598,000 ล้านบาท (+1% YOY)
อย่างไรก็ดี การก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเหลือหน่วยเปิดตัวใหม่เพียง 44,000 หน่วย ในปี 2570 จากช่วงปี 2565 - 2566 เคยเปิดตัวสูงถึง 102,000 - 107,000 หน่วย
การเปิดตัวน้อยลง มาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน การถูกปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มราคากลาง-ล่าง ประกอบกับกลุ่มระดับบนชะลอตัวเนื่องจากกำลังซื้อถูกดูดซับไปก่อนหน้า และเผชิญภาวะสินค้าคงเหลือ (Oversupply) ที่ต้องใช้เวลาระบายนานกว่า 4 ปี
"การเปิดโครงการใหม่กลุ่มราคาปานกลาง-ล่าง เป็นไปอย่างระมัดระวังสูง เนื่องจากกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมา มีความเปราะบางด้านรายได้ และหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้มีความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และเริ่มขยับมาเป็นกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทมากขึ้น"
ขณะที่ อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่ามีแนวโน้มชะลอการเปิดโครงการใหม่ จากภาวะอุปทานล้นตลาดและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันทที่อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพยเ์ชิงพาณิชย์ชะลอ หรือทบทวนแผนการเปิดโครงการ ท่ามกลางภาวะ Oversupply ของพื้นที่ให้เช่า คือ
-เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ รวมถึงกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง
-จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้า

สวนทาง "โรงงานอุตสาหกรรม - Data Center" พุ่งแรง
ด้านการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี ตามยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2569 อนุมัติการลงทุนมูลค่า 1.036 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% YoY
"เทรนด์การลงทุน Data Center เติบโตอย่างโดดเด่น หนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีโอกาสในกลุ่มงานปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน (Green Building / BEC Standard) ด้วย"

3 ปัจจัยท้าทายรับเหมาก่อสร้างปี 70
1.ต้นทุนวัสดุผันผวน ความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและวัสดุก่อสร้างให้สวิง (อ้างอิงราคาช่วง ส.ค. 69) อาทิ
-ราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเหล็ก -0.6%
-ราคาผลิตภัณฑ์คอนกรีต +9.6%
-ราคาอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา +12%
-ราคาซีเมนต์ -0.2%
-ราคากระเบื้อง +4%
2.รัฐบาลมีข้อจำกัดทางการคลัง ทำให้างบลงทุนก่อสร้างปี FY2027 ลดลง 8% เหลือ 7.9 แสนล้านบาท โครงการใหม่อาจชะลอหรือถูกยกเลิก รัฐบาลจึงต้องหันไปพึ่งพาการร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) และกองทุน TFFIF แทน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้รับเหมางานรัฐ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นและสภาพคล่องตึงตัว
โดยกลุ่มที่จะรอดและได้ประโยชน์คือผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และผู้รับเหมาขนาดกลาง-เล็กที่รับงานต่อ
3.กฎระเบียบความปลอดภัยเข้มงวด ภาครัฐเริ่มบังคับใช้ "สมุดพกผู้รับเหมา", ระบบ Blacklist และมาตรฐานเหล็ก มอก. ใหม่ ทำให้ผู้รับเหมาต้องแข่งกันด้วยคุณภาพและมาตรฐานวิศวกรรมมากกว่าการตัดราคา
SCB EIC แนะนำว่า ผู้ประกอบการต้องบริหารกระแสเงินสด กระจายรับงานสู่กลุ่มที่มีศักยภาพ (เช่น Data Center/อาคารเขียว) และเร่งนำเทคโนโลยีอย่าง BIM หรือ Automation เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนแรงงาน