Insight

หรือ ‘มังงะ’ กำลังกินบุญเก่า? แม้ตลาดโตทำสถิติ แต่ผู้อ่าน ‘วัยมัธยม’ ลดฮวบเหลือแค่ 1 ใน 10

ตลาดมังงะญี่ปุ่นกำลังเจอความย้อนแย้งครั้งใหญ่ ตลาดรวมยังโตและอยู่ใกล้ระดับสถิติสูงสุด แต่เด็กและวัยรุ่นอ่านมังงะกับนิตยสารน้อยลงเรื่อย ๆ จากยุคที่ Weekly Shonen Jump เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มาสู่ยุคที่เวลาของคนรุ่นใหม่ต้องแบ่งให้ TikTok, YouTube และเกม คำถามจึงไม่ใช่แค่มังงะยังขายได้ไหม แต่คืออุตสาหกรรมกำลังสร้าง "นักอ่านรุ่นต่อไป" ได้มากพอหรือเปล่า

MANGHA-01_0.jpg

ข้อมูลจากบทความใน PRESIDENT Online ชี้ให้เห็นว่า แม้มังงะยังขายดี แต่คนที่จะเป็น "ลูกค้ารุ่นถัดไป" กำลังอ่านน้อยลง และปัญหาอาจไม่ใช่การแข่งกันเองระหว่างมังงะ แต่เป็นการแย่ง "เวลาและความสนใจ" กับคอนเทนต์ทุกประเภทบนหน้าจอ

จากยุครอ Jump สู่ยุคที่ความสนใจแตกเป็นร้อยทาง

ย้อนไปทศวรรษ 1990 นิตยสารมังงะเป็นช่องทางหลักที่เด็กญี่ปุ่นใช้ค้นหาคอนเทนต์ใหม่ โดยเฉพาะ Weekly Shonen Jump ที่แทบเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวัยรุ่น

ตัวเลขปี 1996 เทียบกับ 2019 ต่างกันมาก นี่คือนิตยสารที่นักเรียนแต่ละชั้นอ่านมากที่สุด 

  • นักเรียนชายมัธยมต้นปี 1 ที่อ่าน Jump ลดจาก 433 คน เหลือ 27 คน
  • นักเรียนชายมัธยมปลายปี 1 ลดจาก 487 คน เหลือ 44 คน

เมื่อปรับให้จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจเท่ากับปี 1996 ตัวเลขปี 2019 จะเป็น 41 และ 54 คน หรือราว 1 ใน 10

เรื่องนี้สำคัญกว่ายอดขายนิตยสาร เพราะนิตยสารคือ "ประตูทางเข้า" ของอุตสาหกรรม จนถึงปี 2004 ตลาดมังงะนิตยสารยังใหญ่กว่าตลาดเล่มรวมด้วยซ้ำ เด็กซื้อ Jump เพราะอยากอ่านเรื่องเดียว แต่ก็เจอเรื่องอื่นอีกมาก ถ้าถูกใจก็ตามไปซื้อเล่มรวม ดูอนิเมะ ซื้อเกม หรือกลายเป็นแฟนคาแรกเตอร์ นิตยสารจึงไม่ได้ขายแค่กระดาษ แต่สร้างนักอ่านและแฟนในอนาคต เมื่อประตูนี้มีคนเดินผ่านน้อยลง สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่ยอดขายวันนี้ แต่คือลูกค้าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

ไม่ได้เลิกอ่านแค่ Jump

ภาพไม่ได้แย่ไปทุกกลุ่ม Coro Coro ของเด็กชาย ป.4 ยังทรงตัวได้ดี แต่นิตยสารมังงะหญิงอันดับหนึ่งสูญผู้อ่านไปราวครึ่งหนึ่ง และผู้เขียนประเมินว่าอัตราการอ่านมังงะของเด็กชั้นประถมถึงมัธยมน่าจะลดลงกว่าในอดีต

การอ่านมังงะฉบับกระดาษก็ลดลงเช่นกัน ในปี 2023 เด็กที่อ่านมังงะกระดาษมีสัดส่วนราว 68% ในระดับประถม 60% ในมัธยมต้น และ 49% ในมัธยมปลาย ซึ่งลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับกลางทศวรรษ 1980 ส่วนนิตยสารเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดกว่านั้น จากการสำรวจการอ่านในโรงเรียนของสมาคมห้องสมุดโรงเรียนแห่งชาติ

  • ปี 1995: นักเรียนมัธยมปลายอ่านนิตยสารเฉลี่ย 6.4 เล่มต่อเดือน
  • ปี 2021: เหลือ 1.6 เล่ม และคนที่ไม่อ่านเลยมี 65.5%
  • ปี 2025: เหลือ 1 เล่ม และคนที่ไม่อ่านเลยเพิ่มเป็น 77.7%

สำหรับเด็กญี่ปุ่นวันนี้ นิตยสารไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันอีกต่อไป

แล้วเวลาที่หายไปอยู่ที่ไหน?

คนรุ่นใหม่ไม่ได้โตมากับโลกที่มีสื่อให้เลือกแค่ไม่กี่อย่างแล้ว สมาร์ตโฟนทำให้คอนเทนต์จำนวนมหาศาลอยู่ในมือตลอดเวลา YouTube เปิดวิดีโอใหม่ได้ทันที TikTok ป้อนคลิปสั้นแบบไม่รู้จบ เกมกินเวลาได้เป็นชั่วโมง โซเชียลมีเดียก็รวมการสื่อสาร ความบันเทิง และข่าวไว้ในหน้าจอเดียว

เวลาในแต่ละวันเท่าเดิม แต่สิ่งที่แย่งเวลาเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่มังงะแข่งกับโทรทัศน์ หนังสือ หรือเกม วันนี้ต้องแข่งกับทุกอย่างบนสมาร์ตโฟน

ตลาดไม่ได้พัง แต่อนาคตไม่รู้

ถ้าดูแค่ตัวเลขการอ่านของเด็ก อาจคิดว่าอุตสาหกรรมกำลังขาลง แต่ตลาดมังงะญี่ปุ่นยังโตต่อ โดยเฉพาะหลังย้ายจากกระดาษสู่ดิจิทัล ตลาดรวมช่วงปี 2020s อยู่ราว 7 แสนล้านเยน ใกล้ระดับสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปี 2021 ทำสถิติที่ 6.759 แสนล้านเยน เมื่อรวมกระดาษและดิจิทัล

แรงขับเคลื่อนคือผู้อ่านวัยผู้ใหญ่และตลาดดิจิทัล ที่ซื้อและอ่านได้สะดวกขึ้น ผู้ใหญ่ก็มีกำลังซื้อและจ่ายเงินออนไลน์ได้ ในระยะสั้นนี่พยุงตลาดได้ แต่ระยะยาวมีคำถามที่ต้องตอบ คือใครจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ่านมังงะในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

แฟนมังงะวัย 30-40 ปีวันนี้ ส่วนหนึ่งโตมากับนิตยสาร หนังสือรวมเล่ม และร้านหนังสือ ไม่ได้เกิดจากตลาดดิจิทัลของวันนี้ เมื่อเด็กยุคนี้สัมผัสมังงะน้อยลง การสร้างฐานแฟนรุ่นใหม่ก็ยากขึ้น

มังงะกำลังเข้าสู่สงคราม Attention

มังงะยังแข็งแรงในฐานะ IP ตัวละครยังต่อยอดเป็นอนิเมะ ภาพยนตร์ เกม และสินค้าระดับโลกได้ ที่เปลี่ยนไปคือวิธีที่คนรุ่นใหม่ค้นพบคอนเทนต์ จากเด็กที่เดินเข้าร้านหนังสือ ซื้อ Jump แล้วเจอเรื่องใหม่ ๆ กลายเป็นเด็กที่เปิดสมาร์ตโฟนแล้วเจอคอนเทนต์นับล้านรออยู่ ทุกแพลตฟอร์มจึงแย่งกันตอบคำถามเดียวกันว่า จะทำอย่างไรให้คนหยุดดูสิ่งอื่นแล้วอยู่กับเรานานขึ้น

เว็บตูนเกาหลีใต้ตอบโจทย์นี้อีกแบบ ตอนโตมากับ Naver และ Daum คอนเทนต์ส่วนใหญ่เปิดให้อ่านฟรี เพราะแพลตฟอร์มหารายได้จากโฆษณาและทราฟฟิก คำถามตั้งต้นจึงไม่ใช่ "ใครพร้อมจ่าย?" แต่คือ "ทำอย่างไรให้คนเข้ามาอ่านเยอะที่สุดก่อน?" พอมีฐานผู้อ่านใหญ่แล้วค่อยต่อยอดไปขายตอน เปิดสมาชิก และนำ IP ไปทำซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม เด็กที่วันนี้ยังไม่มีเงินซื้อจึงมีค่าในฐานะผู้อ่านในอนาคต ขณะที่ถ้าเน้นเก็บเงินจากคนที่พร้อมจ่ายวันนี้มากเกินไป ก็เสี่ยงเกิดช่องว่างระหว่างรายได้ปัจจุบันกับฐานลูกค้าในอนาคต

สรุป มังงะกำลังอยู่ในสนามแข่งใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องไหนสนุกกว่า แต่คือใครจะได้เวลาของผู้บริโภค