ตลาดนมไฮโปรตีน (High Protein Milk)ในไทยกำลังขยับจากสินค้าสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น จากกระแส Longevity และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไปจนถึงความต้องการโปรตีนเพื่อควบคุมน้ำหนักและรักษามวลกล้ามเนื้อ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ปี 2570 ตลาดนมไฮโปรตีน จะมีมูลค่า 9,100 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน สูงกว่าภาพรวมตลาดนมพร้อมดื่มในไทย
จากสายฟิตเนสสู่คนทั่วไป คนไทยออกกำลังกายเพิ่มเป็น 68%
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีอายุยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดี (Longevity) และการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทำให้โปรตีนกลายเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ฐานผู้บริโภคที่ต้องการโปรตีนสูงยังขยายตัวตามพฤติกรรมการออกกำลังกาย โดยสัดส่วนคนไทยที่ออกกำลังกายเพิ่มจาก 57.5% ในปี 2564 เป็น 68.2% ในปี 2569 ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.5-2.5 เท่า
นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ตลาดเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น
อีกปัจจัยคือความสะดวกในการบริโภคนมไฮโปรตีน ตอบโจทย์คนที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบ ด้วยรูปแบบพร้อมดื่ม หาซื้อง่าย และมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีนตามเป้าหมายในแต่ละวันโดยไม่ต้องเตรียมอาหารเอง

เดิมตลาดนมไฮโปรตีน เจาะกลุ่มนักกีฬาและคนออกกำลังกายที่ต้องการโปรตีนเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังฝึกซ้อม แต่ปัจจุบันความต้องการขยายไปยังผู้บริโภคที่มีเป้าหมายด้านสุขภาพแตกต่างกัน ได้แก่
-พนักงานออฟฟิศ มองหาทางเลือกเสริมโปรตีนที่สะดวก หรือใช้ทดแทนมื้ออาหารในบางโอกาส
-กลุ่มควบคุมน้ำหนัก ให้ความสำคัญกับความอิ่มนานและการควบคุมความอยากอาหาร
-ผู้สูงอายุ ต้องการดูแลและรักษามวลกล้ามเนื้อ
-ผู้ป่วย บางกลุ่มมีความต้องการโปรตีนเพื่อสนับสนุนภาวะโภชนาการและการดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
การขยายฐานลูกค้าจากสายฟิตเนสไปสู่ผู้บริโภคที่มีเป้าหมายด้านสุขภาพหลากหลาย ทำให้ตลาดมีโอกาสเติบโตในวงกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ออกกำลังกายเป็นประจำอีกต่อไป

ปี 70 มูลค่าตลาดแตะ 9,100 ล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในปี 2570 ตลาดนมไฮโปรตีนของไทยจะมีมูลค่า 9,100 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นตลาดไฮโปรตีนนมวัวประมาณ 75% และนมไฮโปรตีนจากพืช 25%
นอกจากนมวัวจะครองส่วนแบ่งตลาดหลักแล้ว ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่านมจากพืชและภาพรวมตลาด สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการโปรตีนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะขยายยอดขายได้ง่ายขึ้น เพราะการแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและกำลังซื้อยังเป็นโจทย์สำคัญ

เปิด 3 โจทย์ใหญ่นมไฮโปรตีนโตเร็วแต่ต้นทุนและการแข่งขันกดดัน
1. แข่งเดือดท่ามกลางราคาที่สูงกว่านมทั่วไป
นม High Protein มีราคาสูงกว่านมทั่วไปประมาณ 1.5-2 เท่า ทำให้ผู้บริโภคอาจเปรียบเทียบราคาและพิจารณาความคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ขณะที่แบรนด์ที่มีความได้เปรียบด้านช่องทางจำหน่ายและราคามีโอกาสแข่งขันได้มากกว่า
2. ต้นทุน Whey Protein Isolate พุ่งต่อเนื่อง
วัตถุดิบสำคัญอย่าง Whey Protein Isolate (WPI) มีต้นทุนสูงขึ้น สะท้อนจากราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23% ต่อปี ในช่วงปี 2563-2568 (CAGR) ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ มีแนวโน้มส่งออกลดลงจากการสำรองสินค้าเพื่อใช้ในประเทศมากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ
3. เทรนด์โปรตีนเปลี่ยนเร็ว ต้องพัฒนาสินค้าให้ทัน
ความต้องการของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสุขภาพ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์ที่ต้องจับตาคือการบริโภคโปรตีนอย่างสมดุล การให้ความสำคัญกับคุณภาพโปรตีน และการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการปรุงแต่งหรือแปรรูปน้อยลง
ท้ายที่สุด แม้ตลาดนม High Protein จะมีโอกาสเติบโตสูง แต่การแข่งขันระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณโปรตีนเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการยังต้องสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ราคา และความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนกระแสสุขภาพให้กลายเป็นการซื้อซ้ำในระยะยาว