ด้านการค้าระหว่างประเทศ ตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สินค้าสร้างสรรค์ของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเวทีโลก มีมูลค่าการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 สู่ 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 2 เท่า
ทว่าการจ้างงานในระบบของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกลับมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอย่างฟิลิปปินส์หรือบราซิล
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า แม้คนไทยจะมีความสามารถในการผลิตผลงานคุณภาพสูง แต่ยังติดกับดักและขาดกลไกในการเปลี่ยนความสร้างสรรค์นั้นให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโต ยั่งยืน และสร้างตำแหน่งงานคุณภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ ขณะที่ไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ในรูปแบบเดิม ตลาดโลกได้หมุนไปสู่ยุคของ ‘บริการสร้างสรรค์’ และ ‘ดิจิทัลคอนเทนต์’ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยตลาดส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่าสินค้าสร้างสรรค์กว่า 2 เท่า
ส่วนอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงก็กำลังเติบโตมุ่งสู่ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดวิดีโอเกมเพียงอย่างเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
สิ่งเหล่านี้คือโอกาสทองที่เปิดกว้างสำหรับทุนทางวัฒนธรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี หรือ งานฝีมือ ที่พร้อมจะก้าวไปทำตลาดในระดับสากล
World Bank ยังได้ฉายภาพแบบจำลองที่น่าสนใจว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนเข้าใกล้โมเดลของเกาหลีใต้ได้ สัดส่วนการจ้างงานในระบบของไทยจะพุ่งสูงขึ้นเกือบ 9% ภายในปี 2583
หมายถึงการสร้างงานใหม่ให้คนไทยมากถึง 3 ล้านตำแหน่ง และหากเรายกระดับบริการวิชาชีพสร้างสรรค์ให้เทียบเท่าสหรัฐอเมริกา สาขานี้จะสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 6.1% และรองรับการจ้างงานได้มากถึง 12% ของประเทศเลยทีเดียว
การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ทาง World Bank ได้เสนอทางออกสำคัญ 3 ข้อ
1.ต้องเปลี่ยนจากการสนับสนุนเป็นรายโครงการ มาเป็นการเน้นสร้างธุรกิจให้เติบโตจริง โดยวัดผลจากความสามารถในการขยายกิจการ การบุกตลาดใหม่ และการดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน แทนที่จะมองแค่จำนวนเงินทุนที่ได้รับ
2.ต้องเปลี่ยนจากการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพียงเพื่อเก็บไว้ สู่การเร่งสร้างรายได้จาก IP ผ่านการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เพื่อเปลี่ยนงานออกแบบ คาแรกเตอร์ หรือดนตรี ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
และ 3. ต้องเปลี่ยนจากการปั้นแค่ตัวบุคคล มาเป็นการสร้างบริษัทและระบบนิเวศที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยดึงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม และเครือข่ายผู้ซื้อต่างชาติเข้ามาเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจคือการสร้างระบบประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์สามารถนำลิขสิทธิ์ คลังเพลง หรือคาแรกเตอร์ มาใช้เป็นหลักประกันในการระดมทุนและขอสินเชื่อได้ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP ข้ามประเทศ