เวียดนามกำลังเร่งแก้ปัญหาอัตราการเกิดลดลง หลังเผชิญแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ไม่เพียงพอต่อการทดแทนประชากรรุ่นเดิม ล่าสุดกรุงฮานอยเตรียมจ่ายเงินสนับสนุน 4 ล้านด่ง (ประมาณ 5,000 บาท) ให้แก่ผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2570 หวังกระตุ้นให้ครอบครัวตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าประเทศอาจเผชิญปัญหากำลังแรงงานหดตัวและสังคมสูงวัยในอนาคต
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายประชากรเวียดนาม จากเดิมที่เคยส่งเสริมให้ครอบครัวมีบุตรไม่เกิน 2 คน มาเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตรตามความพร้อม หลังพบว่าอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งมีค่าครองชีพและต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้น
ฮานอยจ่าย 4 ล้านด่ง จูงใจมีลูกครบ 2 คนก่อนอายุ 35 ปี เริ่มปี 70
Vietnam News รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 สภาประชาชนกรุงฮานอยอนุมัติมาตรการให้เงินสนับสนุน 4 ล้านด่งแก่ผู้หญิงที่มีบุตร 2 คนก่อนอายุ 35 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
ผู้มีสิทธิ์ต้องมีทะเบียนพำนักถาวรหรือชั่วคราวในฮานอยอย่างน้อย 6 เดือน และเป็นเงินช่วยเหลือแบบจ่ายครั้งเดียว โดยการนับจำนวนบุตรจะพิจารณาจากจำนวนลูกที่ผู้หญิงให้กำเนิด ไม่ใช่จำนวนครั้งของการคลอด ส่วนการพิจารณาอายุจะนับ ณ วันที่คลอดบุตร
ทางการฮานอยประเมินว่าจะมีผู้เข้าเกณฑ์ประมาณ 15,000 คนต่อปี คิดเป็นงบประมาณราว 60,000 ล้านด่งต่อปี
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีมาตรการสนับสนุนระดับประเทศตามกฤษฎีกา Decree No. 168/2026/ND-CP กำหนดเงินช่วยเหลือขั้นต่ำ 2 ล้านด่ง สำหรับผู้หญิงที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี รวมถึงผู้หญิงในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร และผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย
อัตราเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หวั่นกระทบกำลังแรงงานระยะยาว
ปัจจัยสำคัญที่เวียดนามต้องเร่งกระตุ้นการมีบุตร มาจากอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า ปี 2568 เวียดนามมีอัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ย 1.93 คนต่อผู้หญิง 1 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.91 คนในปี 2567 แต่ยังต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร ขณะที่ในปี 2564 ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ที่ 2.11 คน
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ โดยฮานอยมีอัตราเจริญพันธุ์ 1.87 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 2568 ลดลงจาก 2.11 คนในปี 2554 สะท้อนแนวโน้มการมีบุตรน้อยลงของประชากรในเมืองหลวง
ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องจำนวนประชากร แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่พึ่งพาภาคการผลิต การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ หากจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อขนาดกำลังแรงงานในอนาคต ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานว่า จากการคาดการณ์ประชากรของเวียดนาม ประชากรวัยทำงานอาจเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2042 ก่อนที่จำนวนประชากรรวมจะเริ่มลดลงในปี 2054 ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบแรงงานและสวัสดิการของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ดร. Hoàng Tú Anh ผู้อำนวยการ Center for Creative Initiatives in Health and Population (CCIHP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว VOV ว่า มาตรการจ่ายเงินจูงใจให้มีบุตรอาจช่วยให้บางครอบครัวตัดสินใจมีลูกเร็วขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้จำนวนบุตรเฉลี่ยตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีมาตรการระยะยาวเข้ามารองรับ
"อุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่การขาดเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนการเลี้ยงดูบุตร และต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้หญิง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการทำงาน รายได้ และโอกาสเติบโตในอาชีพหลังมีลูก ซึ่งเงินช่วยเหลือครั้งเดียวไม่สามารถชดเชยภาระเหล่านี้ได้ทั้งหมด"
ด้าน ดร. Mai Xuan Phuong อดีตรองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารและการศึกษาของ Vietnam Population Authority ให้ความเห็นกับ Tuoi Tre ว่า หากเวียดนามต้องการแก้ปัญหาอัตราการเกิดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ที่อยู่อาศัย การดูแลเด็ก การจ้างงาน เวลา ค่าใช้จ่าย และบริการสุขภาพการเจริญพันธุ์
โดยเฉพาะการเพิ่มศูนย์รับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลที่เข้าถึงได้ในเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรม สนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ชายมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น
"เวียดนามต้องทำให้คนรุ่นใหม่มั่นใจว่าการมีลูกจะไม่กลายเป็นภาระที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวในระยะยาว"