ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2569 จะมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 13.45 ล้านคน เติบโต 3% ชะลอตัวจากปีก่อนที่ขยายตัวถึง 12% สะท้อนกำลังซื้อและต้นทุนการเดินทางที่เริ่มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของตลาดท่องเที่ยวขาออก (Outbound Tourism)
หากย้อนดูสถิติย้อนหลัง พบว่า
-ปี 2566 มีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 8.5 ล้านคน
-ปี 2567 มีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 11.7 ล้าน
-ปี 2568 มีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 13.1 ล้านคน
-ปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 13.5 ล้านคน
ปัจจัยกดดันมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนท่องเที่ยวที่ปรับสูงขึ้น ทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศต้นทางและปลายทาง รวมถึงค่าครองชีพในประเทศที่เดินทางไป
ส่งผลให้บางกลุ่มเริ่มลดความถี่ในการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางและกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลของกลุ่มองค์กร (Incentive Travel) ที่มีความอ่อนไหวต่อค่าใช้จ่ายมากขึ้น

จีนยังเป็นจุดหมายอันดับ 1 ญี่ปุ่น-ฮ่องกงตามมาติด ๆ
ด้านจุดหมายปลายทาง คนไทยยังนิยมเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่เดินทางไม่ไกลและมีเที่ยวบินรองรับจำนวนมาก หากไม่นับการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างมาเลเซียและ สปป.ลาว จีนยังเป็นจุดหมายระยะใกล้อันดับ 1 ตามด้วยญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้
แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการฟรีวีซ่าที่จีนเริ่มใช้กับนักท่องเที่ยวไทยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ส่งผลให้จำนวนคนไทยเดินทางไปจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยปี 2568 มีคนไทยเดินทางไปจีน 3.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1,220% จากปี 2566 ที่มีเพียง 2.32 แสนคน และยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่องในปี 2569
สำหรับข้อมูล 9 เดือนแรกปี 2569 จำนวนคนไทยเดินทางไปต่างประเทศที่มีหารขยายตัวมากสุด ดังนี้

-เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 14.7%
-จีนเพิ่มขึ้น 6.7%
-ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 3.5%
-ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2.4%
-ไต้หวันเพิ่มขึ้น 1.8%
-สิงคโปร์ลดลง 4.2%
-มาเลเซียลดลง 3.4%
นอกจากนี้ การเดินทางไปจีนยังเริ่มกระจายตัวไปยังเมืองรองมากขึ้น โดยข้อมูลจำนวนเที่ยวบินไป 10 เมืองหลักของจีนในปี 2568 เทียบกับปี 2569 สะท้อนการเติบโตของหลายเส้นทาง เช่น
-เซี่ยงไฮ้ เพิ่มขึ้น 51.9%
-ฉงชิ่ง เพิ่มขึ้น 51%
-ซีอาน เพิ่มขึ้น 22.5%
-กว่างโจว เพิ่มขึ้น 16.3%
-เทียนจิน เพิ่มขึ้น 15%
ขณะเดียวกัน เที่ยวบินตรงจากไทยไปจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจำนวนเที่ยวบินไปยังเมืองหลักเพิ่มขึ้น 9% จาก 28,885 เที่ยวบินในปี 2568 เป็น 31,515 เที่ยวบินในปี 2569
ส่วนเมืองรองเพิ่มขึ้นถึง 50% จาก 3,261 เที่ยวบิน เป็น 4,892 เที่ยวบิน สะท้อนการขยายตัวของเส้นทางบินที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวไทย

ค่าธรรมเนียมเที่ยวต่างประเทศกินเงินเพิ่ม 3.5-9.5% ต่อทริป
อีกหนึ่งต้นทุนที่นักท่องเที่ยวต้องแบกรับนอกเหนือจากค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร และช้อปปิ้ง คือภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โดยเฉลี่ยคิดเป็นประมาณ 3.5-9.5% ของค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริป ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีทั้งที่เรียกเก็บจากประเทศไทยและประเทศปลายทาง โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1.เรียกเก็บผ่านตั๋วเครื่องบิน เช่น ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) และภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (Departure Tax) ซึ่งบางประเทศจัดเก็บเพิ่มเติม เช่น ญี่ปุ่นและฮ่องกง
2.ชำระล่วงหน้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าธรรมเนียมเข้าเมือง (Tourism Entry Fee) ค่าอนุมัติการเดินทาง (Electronic Travel Authorization: ETA) และค่าธรรมเนียมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีนักท่องเที่ยวของเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
3.ชำระเมื่อเดินทางถึงปลายทาง เช่น ภาษีการพำนัก (City Tax หรือ Occupancy Tax) ที่เรียกเก็บผ่านโรงแรมหรือที่พัก โดยบางประเทศอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียมีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
หากเปรียบเทียบภาระภาษีและค่าธรรมเนียมต่อทริป พบว่า สิงคโปร์มีสัดส่วนสูงสุด 9.5% ตามด้วย ฮ่องกง 8.5% ไต้หวัน 5.4% ญี่ปุ่น 4.8% สหราชอาณาจักร 4.5% เกาหลีใต้ 4.3% จีน 4% และเยอรมนี 3.5%

ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวไทยต้องจ่ายเพิ่มเติมในแต่ละประเทศ เมื่อรวมค่าธรรมเนียมสนามบินของไทย 1,120 บาท ได้แก่
-สหราชอาณาจักรรวม 5,933 บาท
-เยอรมนี 3,384 บาท
-สิงคโปร์ 2,855 บาท
-ฮ่องกง 2,654 บาท
-ญี่ปุ่น 2,451 บาท
-ไต้หวัน 1,902 บาท
-เกาหลีใต้ 1,732 บาท
-จีน 1,578 บาท
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแผนจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท แต่ได้เลื่อนการจัดเก็บออกไปก่อน ทำให้คนไทยยังไม่ต้องแบกรับภาระค่าเดินทางส่วนนี้เพิ่มเติม

เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ ความท้าทายตลาดเที่ยวต่างประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้การเลื่อนจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในระยะสั้น แต่ตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศยังต้องเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อ รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้คนไทยต้องปรับรูปแบบการเดินทาง ลดความถี่ หรือเลือกจุดหมายที่คุ้มค่ากับงบประมาณมากขึ้น