PR News

ITC โชว์วิสัยทัศน์ผู้นำอาหารสัตว์ระดับโลก ชู 4 กลยุทธ์เด็ด เร่งสร้างนวัตกรรม-เพิ่มความยืดหยุ่น-เข้าใจตลาด-ยั่งยืนโปร่งใส มั่นใจปี 69 รายได้โตสองหลัก

บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดกลยุทธ์รักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมปักหมุดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 9–12% ในปี 2569

1.jpg

บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดกลยุทธ์รักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมปักหมุดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 9–12% ในปี 2569 (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและเทคโนโลยีออโตเมชัน การขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค และการต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มาตรการกีดกันทางการค้าตลอดจนต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นล้วนสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจส่งออกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเราจึงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นในสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากที่สุดได้แก่ราคาที่แข่งขันได้มาตรฐานการบริการที่น่าเชื่อถือและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอการจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับสองหลักในปี 2569 นี้เราจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบออโตเมชันขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละภูมิภาคและชูความยั่งยืนให้เป็นจุดแข็งสำคัญขององค์กรซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมคว้าโอกาสจากการขยายตัวของเทรนด์Pet Parents และกระแสPet Humanization ที่ผู้คนหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการระดับพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง”

2.jpg

4 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการเติบโตของไอ-เทล

1) การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ช่วยให้ไอ-เทลสามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดพรีเมียมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและความต้องการซื้อยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนแม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวมจะอยู่ภายใต้แรงกดดันแต่ความต้องการผลิตภัณฑ์โภชนาการสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านนั้นยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ไอ-เทลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ระดับ 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยขับเคลื่อนผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าระดับโลก (co-creation) ควบคู่กับความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 1 ปี 2569 ไอ-เทลได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 213 SKU ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวมซึ่งเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนสะท้อนแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่มีความแตกต่างมีมูลค่าเพิ่มสูงและมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายโดยสัดส่วนรายได้ของสินค้าพรีเมียมยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ราว 52–53%

ภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรมไอ-เทลได้ร่วมมือกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกในการพัฒนาโภชนาการสัตว์เลี้ยงโดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆอาทิผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลียที่มอบคุณค่าทางโภชนาการพร้อมเปิดประสบการณ์ในการให้อาหารที่เหนือกว่าขนมในรูปแบบซองทั่วไป

2) การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานทำให้ไอ-เทลสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าวบริษัทได้เดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยAI อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพประสิทธิภาพและความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์การใช้งาน (fit-for-purpose) โดยปัจจุบันไอ-เทลได้นำระบบออโตเมชันเข้ามาช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 25%

นอกจากนี้ระบบออโตเมชันยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไรและช่วยรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนโดยสิ่งนี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของไอ-เทลในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3%

ไอ-เทลยังได้ผสานความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการจัดซื้อของกลุ่มไทยยูเนี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเสริมความมั่นคงในด้านวัตถุดิบ (supply security) การจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าที่หลากหลายทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงวัตถุดิบหลักได้อย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก

3) การคว้าชัยชนะในตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค

การขับเคลื่อนความสำเร็จในแต่ละภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่รวมถึงรูปแบบการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดที่แตกต่างกันเนื่องด้วยรายได้เกือบทั้งหมดของไอ-เทลนั้นมาจากการส่งออกบริษัทจึงมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านการดำเนินงานที่ผสานความเชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์เข้ากับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานในการตอบสนองต่อความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการความน่าเชื่อถือและความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาด

สำหรับตลาดอเมริกาซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 60% ของรายได้รวมไอ-เทลยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าในกลุ่มPrivate Label ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการรุกเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์Chunk & Pate ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโดยไอ-เทลได้วางรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดอเมริกาผ่านการก่อตั้งUS Pet Nutrition (USPN) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปีโดยผสานระบบจัดการนำเข้าสินค้าคลังสินค้าและเครือข่ายการกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่นเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันไอ-เทลกำลังนำโมเดลความสำเร็จดังกล่าวไปปรับใช้ในภูมิภาคยุโรปซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 15% ของรายได้รวมท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นโดยนอกจากการต่อยอดจุดแข็งในเชิงพาณิชย์และการมีทีมงานขายในภูมิภาคแล้วบริษัทยังเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านความยั่งยืนอาทินวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรรูปน้อย (minimal processing) เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 25% ของรายได้รวมไอ-เทลมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการวางกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพการรักษามาตรฐานการบริการในระดับสูงตลอดจนการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละตลาด

4) การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ

ความยั่งยืนนั้นเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการประเมินและคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลกสำหรับไอ-เทลความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจรวมทั้งเป็นกลไกหลักในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆและส่งมอบคุณค่าที่แตกต่างแม้ในยามที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาโดยบริษัทมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามแนวทาง “From Source to Bowl” ทั้งนี้กลยุทธ์ความยั่งยืนSeaChange® และศักยภาพด้านการจัดหาวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยนช่วยให้ไอ-เทลสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำพร้อมส่งมอบมาตรฐานความโปร่งใสที่เหนือกว่าอุตสาหกรรม

ภายใต้แนวทางดังกล่าวปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยยูเนี่ยนนั้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมงและบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมาย 100% ขณะเดียวกัน 99% ของปลาทูน่าที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของMarine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมินหรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง

นอกจากนี้ไอ-เทลยังเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนโดยนำแนวคิด “head to tail” มาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุดผ่านการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (zero food loss) ในทั้งสองโรงงานได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

“ด้วยการต่อยอดจากกลยุทธ์ดังกล่าวไอ-เทลมีความพร้อมในการคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและการส่งมอบโภชนาการคุณภาพสูงที่ได้รับการรองรับทางวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง”นายรอยชานกล่าว