“คุณใช้ AI หรือยัง?” คำถามนี้อาจฟังไม่ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนที่ผู้คนถามกันว่า “ใช้อินเทอร์เน็ตหรือยัง” เพราะวันนี้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน จากเทคโนโลยีสำหรับผู้เชี่ยวชาญ สู่เครื่องมือพื้นฐานที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และการดำเนินธุรกิจในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล วิเคราะห์เอกสาร สร้างเนื้อหา การบริการลูกค้า หรือการสนับสนุนการตัดสินใจ
ขณะที่หลายองค์กรเริ่มนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกหรือไม่ เพราะคำตอบเกิดขึ้นแล้ว แต่คือเราพร้อมแค่ไหนที่จะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด
จาก AI ผู้ช่วย สู่ AI ที่เริ่มคิดและลงมือทำงาน
ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ผู้คนคุ้นเคยกับ Generative AI ในฐานะผู้ช่วยที่สามารถตอบคำถาม เขียนบทความ สรุปรายงาน หรือสร้างภาพตามคำสั่ง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวไปอีกขั้นสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งเป็น AI ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองต่อคำสั่ง แต่สามารถวางแผน เชื่อมโยงข้อมูลและดำเนินงานหลายขั้นตอน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายได้ด้วยตนเอง
หากในอดีตผู้ใช้งานต้องสั่งงานทีละลำดับ ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ สรุป และจัดทำรายงาน วันนี้ AI สามารถเชื่อมโยงกระบวนการเหล่านั้นเข้าด้วยกันและดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายในระบบเดียว ความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังส่งผลต่อแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การศึกษา การตลาด การแพทย์ ไปจนถึงภาคการเงินและบริการ ทำให้ AI กำลังก้าวจากบทบาทของ "เครื่องมือ" สู่ "ผู้ช่วยดิจิทัล" ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ใกล้ชิดกว่าที่เคย
AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก
หลายสำนักวิจัยระดับโลกมองตรงกันว่า AI จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า รายงานของ PwC ประเมินว่า AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ McKinsey คาดการณ์ว่า Generative AI สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีก 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการทำงาน
การใช้ AI ไม่ได้จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมงานที่ใช้ความรู้ในแทบทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การตลาด กฎหมาย การสื่อสารองค์กร การศึกษา หรือการบริการลูกค้า องค์กรที่สามารถใช้ AI ลดภาระงานซ้ำซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำกว่าเดิม ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสอาจมาพร้อมการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
แม้ AI จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำตอบที่ AI สร้างขึ้นจะถูกต้องเสมอไป ปัญหาที่เรียกว่า Hallucination หรือการสร้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตระหนัก ความสามารถของ AI ในการสร้างข้อความ เสียง ภาพและวิดีโอที่สมจริง อาจเพิ่มความเสี่ยงจากข่าวปลอม การปลอมแปลงตัวตน และการหลอกลวงทางไซเบอร์ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งในยุค Agentic AI ที่ระบบสามารถเข้าถึง ประมวลผล
และเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาลได้โดยอัตโนมัติ ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับบุคคล แต่สามารถส่งผลกระทบต่อองค์กร ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้เช่นกัน
ในอดีต การอ่านออกเขียนได้ถือเป็นทักษะพื้นฐานของการดำรงชีวิต ต่อมาคือยุคของ Digital Literacy ที่ผู้คนต้องเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจุบัน AI Literacy หรือความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นทั่วโลกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 AI Literacy ไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถในการใช้งาน AI แต่รวมถึงความเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร รู้จักตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และเข้าใจขอบเขตของเทคโนโลยี เพราะในอนาคตความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ใครสามารถเข้าถึง AI ได้ก่อน แต่อยู่ที่ใครสามารถใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณมากกว่า
ใช้ AI เป็น ต้องใช้ข้อมูลเป็นด้วย
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการรู้เท่าทันเรื่องข้อมูล ปัจจุบันหลายคนเริ่มใช้ AI ช่วยสรุปประชุม วิเคราะห์เอกสาร สร้างรายงาน หรือจัดการข้อมูลในการทำงาน แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ไม่ใช่ทุกข้อมูลจะสามารถนำเข้าสู่ระบบ AI ได้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน หรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ ไม่ควรถูกนำเข้าสู่ระบบ AI สาธารณะโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
การนำข้อมูลสำคัญเข้าสู่ระบบโดยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งบุคคล องค์กร และความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว ในโลกที่ AI ทำงานได้เก่งขึ้นทุกวัน ความสามารถในการปกป้องข้อมูลจึงมีความสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เคทีซีกับการเตรียมพร้อมสู่โลก AI อย่างรับผิดชอบ
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และความไว้วางใจของสมาชิก ในฐานะสถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ด้าน AI ของบุคลากร ควบคู่กับการกำกับดูแลข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด การนำ AI มาใช้ภายในองค์กรจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก และสร้างคุณค่าได้โดยไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัวหรือความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ
ในโลกที่ AI กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ทักษะที่มีคุณค่ามากกว่าการเข้าถึงเทคโนโลยี คือความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ เพราะผู้ที่จะได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักใช้ AI ได้อย่างชาญฉลาดและรับผิดชอบที่สุด