ในวันที่วิกฤตธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งปัญหาด้านวัตถุดิบ การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ชุมชน และระบบเศรษฐกิจโดยตรง การดูแลธรรมชาติจึงไม่อาจเป็นเพียงกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจ หากต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด วางแผน และตัดสินใจเกี่ยวกับการเติบโตตั้งแต่ต้น
“สราวุฒิ อยู่วิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหาทางออกให้กับการเติบโตในยุค Nature Normal ภายในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 งานสัมมนาด้านความยั่งยืนประจำปีของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมกับผู้นำจากหลากหลายธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ และชุมชน เพื่อร่วมกันสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาประเทศ
ธรรมชาติไม่ได้อยู่รอบธุรกิจเท่านั้น แต่อยู่ในหัวใจของธุรกิจเครื่องดื่มโดยตรง
ธุรกิจเครื่องดื่มมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่น้ำและวัตถุดิบทางการเกษตร ไปจนถึงพลังงาน อะลูมิเนียม และทรายที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ปัจจัยการผลิต” แต่ล้วนพึ่งพาความสมบูรณ์ของระบบธรรมชาติที่เชื่อมโยงถึงกัน
สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งดำเนินธุรกิจและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาเป็นเวลา 70 ปี ความมั่นคงของน้ำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีน้ำเพียงพอสำหรับการผลิต แต่ครอบคลุมทั้งปริมาณ คุณภาพ และความสามารถของแหล่งน้ำในการรองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ขณะเดียวกัน น้ำที่ภาคธุรกิจพึ่งพาก็เป็นทรัพยากรเดียวกับที่ชุมชน เกษตรกร อุตสาหกรรมอื่น และระบบนิเวศในลุ่มน้ำเดียวกันต้องใช้ร่วมกัน หากลุ่มน้ำเกิดความเปราะบาง ต่อให้โรงงานแห่งใดแห่งหนึ่งบริหารน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจนั้นก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเชิงระบบได้

“ถ้าถามว่าธรรมชาติอยู่ตรงไหนในธุรกิจเครื่องดื่ม คำตอบคือธรรมชาติอยู่ในทุกขวดที่เราผลิต ทุกผลิตภัณฑ์ที่เราส่งถึงมือผู้บริโภค โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งไม่ได้อยู่เพียงรอบธุรกิจของเรา แต่อยู่ในผลิตภัณฑ์ของเราโดยตรง ธุรกิจไม่ได้ต้องการเพียงมีน้ำใช้ แต่ต้องการทั้งปริมาณ คุณภาพ และความมั่นคงของน้ำ และเพราะเราทุกคนพึ่งพาทรัพยากรเดียวกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะใช้น้ำอย่างไร แต่คือเราจะช่วยกันทำให้ทรัพยากรที่ทุกฝ่ายพึ่งพามีความมั่นคงและยั่งยืนขึ้นได้อย่างไร เพราะธุรกิจที่จะไปรอดได้ ต้องพึ่งพาธรรมชาติที่แข็งแรง” คุณสราวุฒิ กล่าว
จาก Efficiency สู่ Stewardship และ Resilience
กลุ่มธุรกิจ TCP นำความเข้าใจเรื่องการพึ่งพาธรรมชาติมาพัฒนาเป็นแนวทางบริหารจัดการน้ำ 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพภายในโรงงาน การดูแลทรัพยากรร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งลุ่มน้ำ และการเสริมสร้างความสามารถของชุมชนและระบบนิเวศในการรับมือกับความเสี่ยง ที่ต้องทำควบคู่กันไป
คุณสราวุฒิ เผยว่า การจะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือ Efficiency ภายในโรงงานได้นั้น บริษัทต้อง “ใช้น้ำของเราให้ดี” โดยต้องจัดการสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรให้ดีที่สุดก่อน ทั้งลดการใช้น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ นำน้ำกลับมาใช้ และบริหารจัดการน้ำในโรงงานให้ดี ผ่านหลัก 4R ได้แก่ Reserve, Reduce, Reuse และ Recycle ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Smart Manufacturing
“ก่อนที่เราจะบอกว่าต้องดูแลธรรมชาติ เราต้องจัดการสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราให้ดีที่สุดก่อน แต่การเพิ่มประสิทธิภาพภายในโรงงานอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหากลุ่มน้ำรอบโรงงานยังเผชิญความเสี่ยง ธุรกิจก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี”

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการมิติที่สองจึงเป็นเรื่องของ Stewardship หรือการเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นน้ำเป็นเพียงวัตถุดิบในการผลิต ไปสู่การเห็นน้ำเป็นทรัพยากรร่วมของทุกฝ่ายในลุ่มน้ำ โดยโรงงานปราจีนบุรีของกลุ่มธุรกิจ TCP ได้นำมาตรฐาน Alliance for Water Stewardship หรือ AWS มาใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจผู้ใช้น้ำ ความท้าทาย ความเสี่ยง และโอกาสร่วมกันในลุ่มน้ำบางปะกง และได้รับการรับรอง AWS Core Certification ทำให้กลุ่มธุรกิจ TCP เป็นบริษัทเครื่องดื่มสัญชาติไทยแห่งแรกที่ได้รับการรับรองดังกล่าว
การบริหารจัดการมิติที่สามคือ Resilience หรือการเสริมความแข็งแรงให้กับชุมชน ลุ่มน้ำ และระบบนิเวศที่ธุรกิจพึ่งพา ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อทำให้ทั้งระบบสามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำได้ดีขึ้น
หนึ่งในกลไกสำคัญคือโครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับชุมชนและพันธมิตรในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำโขง โครงการดังกล่าวไม่ได้มุ่งสร้างเพียงแหล่งน้ำ แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถของชุมชนในการบริหารจัดการน้ำตามบริบทของพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ยังทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการทวนสอบปริมาณน้ำที่เกิดจากโครงการ เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถวัดและมีหลักฐานรองรับ ตลอดจนมีความร่วมมือด้านการดูแลป่าในโครงการป่าคาร์บอนที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองการทำงานกับธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น เพราะความรับผิดชอบของกลุ่มธุรกิจ TCP ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีโรงงานเท่านั้น
“การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เรื่องที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะทำได้เพียงลำพัง การหาพันธมิตรจึงไม่ใช่เพียงการหาคนมาช่วยทำโครงการ แต่คือการนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันมาช่วยให้เราทำงานกับธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง วัดผลได้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนขึ้น” คุณสราวุฒิ กล่าว
นอกจากปริมาณน้ำ ไม่ใช่แค่มีน้ำที่มากพอ แต่ “คุณภาพน้ำ” คืออีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญ กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเริ่มเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพทั้งภายในและรอบโรงงาน เพื่อจัดทำข้อมูลพื้นฐานสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในระยะยาว รวมถึงการจัดทำพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ปลาร่วมกับชุมชนรอบโรงงานอีกด้วย เพื่อให้องค์กรสามารถเก็บข้อมูลเชิงรูปธรรมได้ว่าระบบธรรมชาติกำลังอยู่ในสถานะใด กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด และแข็งแรงขึ้นอย่างไร
นิยามใหม่ของการเติบโตอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมา เมื่อภาคธุรกิจพูดถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Growth สิ่งที่มักให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้น้อยลง การลดคาร์บอน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณสราวุฒิเห็นว่ายังคงเป็นสิ่งสำคัญและต้องดำเนินการต่อไป แต่ในยุคที่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของธุรกิจโดยตรง องค์กรจำเป็นต้องวางแผนการเติบโตใหม่ เพื่อให้ทั้งธรรมชาติและธุรกิจสามารถเติบโตและแข็งแรงไปด้วยกันได้อย่างสมดุล เพราะหากธุรกิจเติบโต แต่แหล่งน้ำมีความเสี่ยงมากขึ้น ชุมชนรอบข้างเปราะบางลง หรือระบบนิเวศอ่อนแอลง การเติบโตดังกล่าวย่อมไม่ใช่การเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว
นี่คือที่มาของเป้าหมาย Net Water Positive ภายในปี 2030 ซึ่งมุ่งคืนปริมาณน้ำให้แก่ธรรมชาติและชุมชนมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพภายในโรงงานและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง ในมุมมองของคุณสราวุฒิ Nature Normal ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะต้องมีโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หมายถึงการนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผน ตั้งเป้าหมาย กำหนดตัวชี้วัด จัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงการตัดสินใจลงทุน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนเกณฑ์ที่องค์กรใช้วัดความสำเร็จของการเติบโต
“การเปลี่ยนวิธีคิดอย่างเดียวคงไม่พอ หากเราอยากให้ Nature เป็น Normal Business จริง ๆ เราต้องทำให้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ คือ ต้องมีแผน มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัด และมีการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง และวันที่ความแข็งแรงของธรรมชาติเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราใช้วัดความแข็งแรงของธุรกิจ วันนั้น Nature ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ” คุณสราวุฒิ กล่าว