วันที่ 9 กันยายน 2569 กระทรวงสาธารณสุข และ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) ลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง “ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา” เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Medical Investment Hub จากกรอบนโยบายสู่ความร่วมมือและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง
Medical Investment Hub มุ่งยกระดับภาคการแพทย์และสุขภาพให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Service Hub ยกระดับบริการทางการแพทย์สู่เวทีโลก, Research & Development Hub ส่งเสริมการวิจัยและ Clinical Trial และ Product & Health Manufacturing Hub พัฒนาฐานการผลิตยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศ
นโยบายดังกล่าวตั้งเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน คือ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP ดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของไทย จากอันดับที่ 56 สู่ Top 50 ของโลก
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ภาคการแพทย์และสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของการดูแลประชาชน แต่ยังเป็นทั้งทุนมนุษย์ ความมั่นคงทางสุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบุคลากร ระบบบริการ ศักยภาพการวิจัย และฐานการผลิต ซึ่งสามารถต่อยอดเพื่อสร้างการลงทุนใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้
ทั้งนี้ก่อนการลงนามบันทึกความเข้าใจ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมหารือร่วมกับ ดร.ดรูว์ ออตโต ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ MSD และคณะผู้บริหารระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสำรวจแนวทางความร่วมมือภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub ใน 3 ด้าน ได้แก่ Service Hub, Research & Development Hub และ Product & Health Manufacturing Hub โดยการหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี และทั้งสองฝ่ายมุ่งหวังที่จะพัฒนาความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อระบบสุขภาพ ผู้ป่วย และเศรษฐกิจของประเทศ
การประชุมดังกล่าวมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเข้าร่วม รวมถึง นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งพร้อมร่วมขับเคลื่อนแนวนโยบายและพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาของกระบวนการอนุมัติการวิจัยทางคลินิก ตลอดจนสำรวจแนวทางการขึ้นทะเบียนแบบเร่งรัดสำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจที่มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และกระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ MSD นับเป็นก้าวที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมนโยบาย Medical Investment Hub ครอบคลุมการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV สำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย และวัคซีน PCV ในกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาศักยภาพการวิจัยทางคลินิก โดยเฉพาะหน่วยวิจัยภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2,500 ล้านบาทภายในปี 2570 ตลอดจนการสำรวจความร่วมมือด้าน Voluntary Licensing สำหรับยา HIV PrEP กับผู้ผลิตในประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางยา และสร้างโอกาสในการส่งออก ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำหรับการต่อยอดการลงทุน การวิจัย และการผลิตนวัตกรรมสุขภาพร่วมกับภาคเอกชนรายอื่นในอนาคต
ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “MSD มีความยินดีที่ได้สนับสนุนวาระด้านสาธารณสุขของรัฐบาลไทยผ่านบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างระบบสุขภาพไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวเภสัชภัณฑ์ภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub โดยมุ่งยกระดับสาธารณสุขและพัฒนาขีดความสามารถระยะยาวด้านการวิจัยและการผลิต
ในฐานะบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา MSD มุ่งค้นคว้า พัฒนา และส่งมอบนวัตกรรมยาและวัคซีนสำหรับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ ทั้งโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ และโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีในประเทศไทย ตั้งแต่การนำเข้ายาตัวแรกในปี พ.ศ. 2492 และการจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2547 เราได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในงานวิจัยทางคลินิก การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนไทย
ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ MSD และกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์และความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศไทย รวมถึงประเมินโอกาสความร่วมมือกับผู้ผลิตในประเทศในการผลิตยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีผ่านแนวทางการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ ตลอดจนสนับสนุนการวิจัย นวัตกรรม การเข้าถึงของผู้ป่วย และการพัฒนาศักยภาพการผลิตในประเทศ โดยแต่ละโครงการจะดำเนินการภายใต้การประเมินความเป็นไปได้ การอนุมัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์ของภูมิภาค ทั้งด้านการวิจัย นวัตกรรม และการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ขั้นสูง พร้อมสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้ป่วย เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
เป้าหมายระยะยาว คือการยกระดับประเทศไทยจาก ผู้ซื้อและผู้นำเข้านวัตกรรม ไปสู่การเป็นผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค พร้อมสร้างทั้ง Health Impact และ Economic Impact อย่างยั่งยืน