เมื่อนักการตลาดส่วนใหญ่เสพติดการมองหน้าจอ Dashboard และวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตจนสูญเสียสัญชาตญาณ คุยกับ คุณแพท-ภัทรพงศ์ นิติการ นักวางกลยุทธ์ผู้มองทะลุปรุโปร่งถึงข้อจำกัดของการทำตลาดด้วยตัวเลขเพียวๆ
ภัทรพงศ์วิเคราะห์ว่า Data บอกได้แค่พฤติกรรมที่ผ่านมา แต่มันไม่เคยบอก "ความรู้สึกดิบๆ" ของผู้คนในคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังของแฟนด้อมหรือวัฒนธรรมย่อยในโลกเกม การจะเข้าไปยืนในใจคนกลุ่มนี้ได้ เราต้องหันมาเรียนรู้ "โลกของพวกเขา"
วิสัยทัศน์ที่เฉียบคมในการอ่านเกมวัฒนธรรมและถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ของคุณแพท จึงเป็นเข็มทิศสำคัญให้กับองค์กรที่กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ในการรีเฟรชกลยุทธ์การสื่อสารให้ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งในตลาด
"เรากำลังอยู่ในยุคที่นักการตลาดเสพติด Data คุณไม่มีทางเข้าใจความเดือดดาลของแฟนด้อม หรือความผูกพันในโลกเกม ได้จากการก้มหน้ามองตัวเลขเพียงอย่างเดียว การทำการตลาดที่เฉียบคมที่สุดในวันนี้จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ข้อมูลให้ซับซ้อนอย่างเดียว แต่มันคือการถอดสูตรแล้วเดินเข้าไปฟังภาษาของคอมมูนิตี้ด้วยความเข้าใจ แบรนด์ที่อยากชนะในสมรภูมินี้ต้องเลิกคิดว่าจะไป 'โปรโมทอะไร' แล้วเปลี่ยนมาถามว่า 'เราจะไปสร้างคุณค่าอะไรให้คอมมูนิตี้เขาเติบโต' เพราะเกมเมอร์แยกแยะระหว่าง 'สปอนเซอร์ที่รักเกมจริง' กับ 'นายทุนที่แค่อยากขายของ' ได้แม่นยำยิ่งกว่าเรดาร์ตัวไหนๆ" คุณแพทกล่าว
มุมมองดังกล่าว สอดคล้องกับภาพใหญ่ของการทำตลาดยุคนี้ที่ นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร จาก Positioning Mag เคยให้แง่คิดถึงการที่แบรนด์จะกระโจนเข้าไปอยู่ในคอมมูนิตี้หรือตามกระแสต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“อย่ากลัวที่จะตามกระแส แต่ให้คิดว่าเราจะทำกระแสนั้นให้เข้ากับแบรนด์เรายังไง แล้วต่อยอดไปทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่ทำแล้วจบ การตามกระแสเป็นเรื่องดี ทำให้แบรนด์ดูมีสีสัน แต่ถ้าลงไปจับแค่ผิวเผิน แค่ให้รู้สึกว่ามีบ้าง มันจะไม่ได้อะไรกลับมา การสร้าง Community หรือจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่ถนัดก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้แบรนด์ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ใช้จุดแข็งแต่ละคนทำ Win-win กันหมด”
นัท-ณัฐชนัน เชียภาณุมาศ ครีเอทีฟผู้เชี่ยวชาญ ได้สะท้อนมุมมองในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อมารับไม้ต่อในการแปลงกลยุทธ์ให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ว่า ไอเดียที่ดีที่สุดในโลกคอมมูนิตี้ ดนตรี และเกม ไม่ได้เกิดจากการพยายามคิดงานให้ "ฉลาดล้ำ" จนเกินเอื้อม แต่เกิดจากการยอมถอดเกราะแล้วลงไปเข้าใจจังหวะชีวิตของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ อย่างจริงใจ
"งานครีเอทีฟที่จะรอดในยุคคอมมูนิตี้ ไม่ใช่งานที่พยายามตะโกนไอเดียเจ๋งๆ อย่างเดียว แล้วหวังให้คนดูปรบมือชื่นชม แต่มันคืองานที่ทำหน้าที่เป็น 'สะพาน' เชื่อมความรู้สึกของแบรนด์ ให้เข้ากับจังหวะชีวิตและความเชื่อของคอมมูนิตี้ได้อย่างแนบเนียนที่สุด เมื่อคุณเข้าใจหัวใจของคนในคอมมูนิตี้นั้น งานสร้างสรรค์จะไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ๋งของไอเดีย แต่มันคือภาษาเดียวกันที่ทำให้แบรนด์กับผู้คนเติบโตและหายใจไปพร้อมกัน" นัทกล่าวทิ้งท้าย