PR News

อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ฟันธง ปี 2019 ทิศทางอุตสาหกรรมอีเว้นท์พม่าโตขึ้น พร้อมรุกตลาดอาเซียน

อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการด้านความคิดสร้างสรรค์ และให้บริการด้านการตลาดอย่างครบวงจร ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจอีเว้นท์ในประเทศเมียนมา ด้วยความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญมาตรฐานสากล ฟันธง ปีนี้ทิศทางของตลาดอีเว้นท์ในพม่าโตขึ้นแน่นอน เนื่องจากการเติบโตของพื้นท…

นายเกรียงไกร

อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการด้านความคิดสร้างสรรค์ และให้บริการด้านการตลาดอย่างครบวงจร ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจอีเว้นท์ในประเทศเมียนมา ด้วยความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญมาตรฐานสากล ฟันธง ปีนี้ทิศทางของตลาดอีเว้นท์ในพม่าโตขึ้นแน่นอน เนื่องจากการเติบโตของพื้นที่การจัดงาน อาทิ เช่น พื้นที่แสดงสินค้าและนิทรรศการ โรงแรม ศูนย์การค้า ส่งผลให้อุตสาหกรรม อีเว้นท์ในปีนี้โตขึ้นประมาณ 20 % จากปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน อันดับ 7 ของโลกจัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “อุตสาหกรรมอีเว้นท์ในพม่าแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก โดยแบ่งเป็น 1.อีเว้นท์มาร์เก็ตติ้ง (Event Marketing) 2.Exhibition งานเทรดแฟร์ ประเภทธุรกิจ B2B หรือ B2C และ 3. Entertainment เช่น งานอีเว้นท์ที่เกี่ยวกับไลฟสไตล์ งานคอนเสิร์ต งานเทศกาลต่างๆ หากย้อนไปเมื่อก่อนในพม่าแต่ละปีมีการจัดอีเว้นท์น้อยมาก พื้นที่การจัดงานก็ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งจัดโดยบริษัทท้องถิ่น โดยอีเว้นท์ที่จัดไม่ใช่อีเว้นท์ขนาดใหญ่เหมือนประเทศไทยแต่เป็นการจัดอีเว้นท์ทางศาสนาและเทศกาลสำคัญต่าง ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ตลอดปีที่ผ่านมามีเทคโนโลยีใหม่ๆ พฤติกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ต่างประเทศหันเข้ามาลงทุนในพม่าเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมอีเว้นท์ในปีนี้มีการเติบโตขึ้นประมาณ 20 % จากปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเห็นได้จากการมีสถานที่ที่รองรับการจัดอีเว้นท์เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนๆ เช่น พื้นที่แสดงสินค้าและนิทรรศการ (exhibition halls) โรงแรม ศูนย์การค้า และเมื่อเทียบพื้นที่ในการจัดงานของพม่ากับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน พบว่าพม่ายังมีโอกาสขยายตัวของอุตสาหกรรมอีเว้นท์อีกมาก

นอกจากนี้กระแสของยุคดิจิตอลก็เข้ามาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ค่อยๆ ทยอยปิดตัวไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือธุรกิจที่ผลิตอุปกรณ์เก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิสก์ แผ่นซีดี หรือแผ่นดีวีดี ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการเพิ่มขึ้นของระบบการจัดเก็บออนไลน์ หรือ Cloud ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกใช้น้อยลง และหายไปในที่สุด แต่แน่นอนว่าธุรกิจอีเว้นท์จะยังคงอยู่ เพราะว่า ธุรกิจอีเว้นท์จะเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค นั้นคือ ดิจิ-ไลฟ์-เอ็กซ์พีเรียนส์ (Digi-Live Experience) และในปีนี้อินเด็กซ์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย พร้อมสร้างประสบการณ์ร่วม ในรูปแบบของธุรกิจการตลาด การสร้างแบรนด์ดิ้ง (Branding) งานเทรดแฟร์ ความบันเทิงไลฟสไตล์แก่ลูกค้าทั้งในส่วนของภาคเอกชน และรัฐบาล ให้กับลูกค้าอย่างมีเอกลักษณ์ โดยใช้เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นหลัก

นอกจากนี้บริษัท อินเด็กซ์ฯ เดินหน้าลุยงานธุรกิจการจัดแสดงนิทรรศการ (Exhibition) ชูเทรดแฟร์และงานแสดงสินค้าแบบครบวงจร บุกตลาดพม่าและอาเซียนโดยในปี 2019 นี้จะมี 4 งานหลัก คือ

1. งานแคมโบเดีย อาร์คิเทค แอนด์ เดคคอว์ (Cambodia Architect & Décor) จัดขึ้นในวันที่ 6-8 มิถุนายน 2562 2. งานแบงคอก บิวตี้ โชว์ และ เค บิวตี้ เอ็กซ์โป (Bangkok Beauty Show and K-Beauty Expo) จัดขึ้นในวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2562

3. งานเมียนมา ฟู้ด เบฟ (Myanmar FoodBev) งานแสดงสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม ควบคู่กับ งานเมียนมา รีเทล ซอสซิ่ง เอ็กซ์โป (Myanmar Retail Sourcing Expo) งานแสดงสินค้ากลุ่มธุรกิจรีเทล รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในร้านค้าอย่างครบวงจร ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2562 และ

4. งานเมียนมา บิวท์ แอนด์ เดคคอว์ (Myanmar Build & Decor) งานแสดงสินค้านวัตกรรม และเทคโนโลยีกลุ่มธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งภายใน จัดขึ้นในวันที่ 3-5 ตุลาคม 2562

นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากการชูกลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มที่แตกต่างเพื่อเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ  ในรูปแบบของโมเดลเทรดแฟร์ (Modern Trade Fair) เพื่อหนุนการเติบโตธุรกิจในพม่าและระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกทำให้เศรษฐกิจพม่าและอาเซียนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงยังเรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี”