PR News

อมรินทร์ จับมือ ไทยเบฟเวอเรจ สานต่อโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข ปีที่ 2”

โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เกิดขึ้นในช่วงเดือน เมษายน 2561  เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านสื่อครบวงจรอันดับ 1 ของประเทศ กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเครือข่…

1

โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เกิดขึ้นในช่วงเดือน เมษายน 2561  เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านสื่อครบวงจรอันดับ 1 ของประเทศ กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงศิลปิน ดารา นักแสดง   มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังอุปนิสัยรักการอ่านให้เกิดกับเด็กไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพราะเชื่อมั่นว่า การอ่านคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีในทุก ๆ ด้านทั้งด้านการศึกษา การคิดวิเคราะห์ รวมถึงจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้ต่อไป

คุณระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยใหญ่ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์     พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปีที่ 1 ว่า โครงการได้คัดเลือกหนังสือที่มีคุณภาพเหมาะกับความสนใจและพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัยของเด็กและเยาวชน พร้อมชั้นวางหนังสือ จัดส่งไปยัง 52 โรงเรียน ใน 29 จังหวัด และสนับสนุนให้โรงเรียนจัดตั้งชมรม “รักการอ่าน” รวมถึงกำหนดให้มีกิจกรรม“อ่านกันวันละ 15 นาที” โดยมีการติดตามเก็บข้อมูล มีการประเมินผลจากสมุด “บันทึกรักการอ่าน” ร่วมกับคุณครูบรรณารักษ์ หรือคุณครูผู้ดูแลโครงการ พบว่า 5 เดือน หลังจากการเริ่มโครงการ  นักเรียนที่เข้าร่วมชมรมรักการอ่าน  64% มีผลการเรียนดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจริง จากก้าวแรกของความสำเร็จนี้ ทำให้เกิดการสานต่อโครงการในปีที่ 2 และมีแผนจะขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี

3-6

คุณกมลนัย ชัยเฉนียน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ  กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการในปีที่ผ่านมาและในปีที่ 2 นี้ว่า จากปี 2561 โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้นำกิจกรรมสร้างสรรค์ไปสู่  52  โรงเรียนและประสบผลสำเร็จจากการดำเนินงาน ดังที่เห็นผลงานจัดแสดงเป็นนิทรรศการในวันนี้  เกิดเป็นงานประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์การอ่านของเด็ก ๆ ทั้งยังนำไปสู่สื่อการเรียนการสอนที่น่าสนใจ และยังได้ค้นพบโรงเรียนและบุคคลากรต้นแบบที่มีความตั้งใจจริงในการจะพัฒนาทักษะการอ่านให้เกิดขึ้นกับเด็กไทยอีกด้วย ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมให้การสนับสนุนโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันที่จะมุ่งเน้นการสร้างรากฐานการอ่านให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย เพราะเชื่อว่าการอ่านคือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็ก  อันจะเป็นวิถีที่ยั่งยืนของการอ่านในสังคมไทยต่อไป

นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมงาน ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ที่ดูแลและพัฒนาระบบการศึกษาของไทย กล่าวไว้ว่าทุกหน่วยงานของทางกระทรวง ให้ความสำคัญกับการอ่านโดยเห็นว่ามีส่วนก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการศึกษาได้ในทุก ๆ ระดับ และต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ระดับอนุบาลซึ่งขณะนี้คนไทยยังอ่านหนังสือน้อย  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังให้คนไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้เห็นประโยชน์จากการอ่านก่อน  ต่อมาคือโรงเรียน ที่มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันให้เกิดนิสัยรักการอ่าน  โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ  หากได้รับการดูแลเอาใจใส่  มีการเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่เด็ก ก็สามารถซึมซับสิ่งเหล่านี้ไว้ จนกลายเป็นความชอบ และมีนิสัยรักการอ่านไปเองโดยธรรมชาติสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องหาแนวทางในการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนหันมาอ่านหนังสือมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อรักการอ่านก่อน อาจจะยังไม่เน้นเนื้อหา แต่จะหาวิธีดึงดูดเด็กให้อ่านหนังสือมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ สพฐ. มีแนวทางการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมต่างๆ อยู่แล้ว แต่จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้ตอบโจทย์การรักการอ่านของเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กในเมือง ในอำเภอ ในตำบลต่างๆ หรือในพื้นที่ห่างไกล ด้วยรูปแบบวิธีการที่มีความสนใจอย่างต่อเนื่อง หรือด้วยโครงการดีๆ ที่ส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย เพื่อยกระดับการศึกษาของไทยให้ทัดเทียมกับประเทศที่กำลังพัฒนา ทั่วโลกต่อไป

ภายในงานแถลงข่าวโครงการครั้งนี้ ยังจัดให้มีช่วงการของกิจกรรมพิเศษ  “Book Talk”  การพูดคุยอย่างเป็นกันเองของนักแสดงมากความสามารถ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธาอภินันท์, ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ ประธานหลักสูตรวรรณกรรมเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และอาจารย์อาทร ไทยป้อม ครูตัวอย่างจากโรงเรียนวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท โดยทุกท่านจะมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แง่มุมเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน ในหัวข้อ “สุขเพราะอ่าน ...อ่านจึงสุข”

4-4

สำหรับโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข The Happy Read ปีที่ 2” ได้มีแผนการดำเนินงานระยะยาว ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นได้จริง โดยมีแผนงานขยายพื้นที่ มอบโอกาสให้แก่โรงเรียนเพิ่มเติมอีก 50 โรงเรียน กระจายไปยังจังหวัดในพื้นที่ใหม่ ให้ครอบคลุมกว่า  80% ทั่วประเทศในปี  2562 ด้วยการส่งมอบหนังสือ 500 ปก  จำนวน  1,000 เล่ม พร้อมชั้นวาง มูลค่า 250,000 บาท ต่อโรงเรียน โดยยังคงสนุบสนับสนุนให้โรงเรียนจัดกิจกรรม “อ่านกันวันละ 15 นาที” และจัดตั้งชมรม “รักการอ่าน” จัดให้มีการบันทึกคะแนนในสมุด“บันทึกรักการอ่าน” จัดกิจกรรมสัญจรทุกภูมิภาค โดยมีทูตนักการอ่านที่เป็นศิลปิน ดารา  นักแสดง อาทิ สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์, จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา, เจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์, ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ, โอม ค็อกเทล-ปัณฑพล ประสารราชกิจ ไปร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียนที่จัดให้มีกิจกรรมพิเศษ หลังจากนั้นคณะกรรมการของโครงการจะทำการคัดเลือก 10 บันทึกการอ่านที่น่าสนใจและนักเรียนที่มีผลการเรียนดี จัดงานมอบรางวัลพร้อมแสดงนิทรรศการ “อ่าน 15 นาที ทุกวัน สร้างมหัศจรรย์แห่งชีวิต” เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเด็ก ๆ ทั่วไป

ผู้สนใจสามารถติดตามบทความสั้นๆ และเคล็ดลับการอ่าน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เฟสบุ๊ค แฟนเพจ “The Happy Read” และเว็ปไซต์  TheHappyRead.com รวมถึงประมวลภาพผลลัพธ์ความสำเร็จของการปลุกพลังการอ่านและกิจกรรมการลงพื้นที่โรงเรียนอื่นๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

จากความมุ่งมั่นของ อมรินทร์ฯ และไทยเบฟเวอเรจ รวมถึงเหล่าพันธมิตร มั่นใจได้ว่า โครงการนี้ไม่เป็นเพียงนำหนังสือไปวางไว้ที่โรงเรียน แต่จะส่งเสริมให้เกิดการอ่านและกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากรางวัลที่นักเรียนจะภาคภูมิใจแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด คือนิสัยรักการอ่านซึ่งจะเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ และสิ่งนั้นย่อมกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้ยั่งยืนอย่างแน่นอน

สามารถติดตามรายละเอียด โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข The Happy Read” ได้ทาง www.TheHappyRead.com และเฟสบุ๊ค แฟนเพจ “The Happy Read”