PR News

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นหลังนักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลต่อประเด็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับความคาดหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 9 -12 เมษายน 2562 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-8 เม.ย. 2562) ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังปธน.ทรัมป์อาจจะประกาศแผนการจัดประชุมสุดยอดร่วมกับ ปธน.สี จิ้นผิง ประกอบกับนั…

SCB CIO

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-8 เม.ย. 2562) ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังปธน.ทรัมป์อาจจะประกาศแผนการจัดประชุมสุดยอดร่วมกับ ปธน.สี จิ้นผิง ประกอบกับนักลงทุนเริ่มคลายกังวลต่อประเด็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังข้อมูลภาคการผลิต และตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง รวมทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และภาคบริการของจีน กลับมาฟื้นตัวอย่างมาก นอกจากนี้ มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มกลุ่มการเงิน ตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ปรับเพิ่มขึ้น และแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังมอร์แกน สแตนลีย์ ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของปริมาณน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในปีนี้ลง อย่างไรก็ตาม ประเด็น Brexit ที่สร้างความผันผวนให้กับตลาด ยังคงส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการซื้อขายออกไป

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากข่าวความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการผลิต และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารปรับเพิ่มขึ้น ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ปรับเพิ่มขึ้ตลาดหุ้นยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นขานรับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคบริการของยูโรโซน เดือน มี.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย.2018 แม้ว่านักลงทุนบางส่วนชะลอการซื้อขาย เพื่อจับตาในประเด็น Brexit ก็ตาม

2-42

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่า สหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้า ประกอบกับ มีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มส่งออก ตามเงินเยนที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์ สหรัฐฯ

ตลาดหุ้นจีน (A Share) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังดัชนี PMI ภาคการผลิต และภาคบริการของจีน เดือน มี.ค.ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ดัชนีฯยังได้แรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังปธน.ทรัมป์ อาจจะประกาศแผนการจัดประชุมสุดยอดร่วมกับ ปธน. สี จิ้น ผิง ของจีน

ตลาดหุ้นไทย ปิดบวกเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจากการที่ผู้จัดทำดัชนี MSCI จะปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนชะลอการซื้อขาย เนื่องจาก เข้าใกล้ช่วงวันหยุดยาว และจับตาปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

ตลาดน้ำมัน ปิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ และจีนออกมาแข็งแกร่ง และการคาดการณ์อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจประสบภาวะตึงตัว จากสถานการณ์รุนแรงในลิเบีย และการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก

ตลาดทองคำ ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

  • นักลงทุนรอติดตามการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังปธน.ทรัมป์คาดว่า จะมีการประกาศการบรรลุข้อตกลงการค้าภายในเวลา 4 สัปดาห์ และระบุว่าจะจัดการประชุมกับปธน.สี จิ้น ผิงของจีน หากทั้ง 2 ฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ขณะที่ ปธน.สี จิ้นผิง ระบุว่า มีความคืบหน้าอย่างมากในข้อตกลงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
  • ความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit โดยล่าสุดทางนายกฯ เทเรซ่า เมย์ของอังกฤษได้ขอให้สหภาพยุโรป (EU) เลื่อนระยะเวลาการใช้มาตรา 50 (Article 50) ออกไปจากกำหนดการณ์เดิมในวันที่ 12 เม.ย. เป็น 30 มิ.ย.นี้ เนื่องจาก ข้อตกลง Brexit ยังไม่สามารถผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาอังกฤษ โดยเราคาดว่า สหภาพยุโรป (EU) จะไม่เห็นชอบต่อคำร้องขอในการขยายระยะเวลาดังกล่าวของนายกฯ เทเรซ่า เมย์ แต่ EU น่าจะต้องการให้ขยายเวลา Article 50 ออกไปอีก 1 ปี
  • การประชุม ECB โดยเราคาดว่า ECB มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจาก เศรษฐกิจยูโรโซนส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ท่าทีของ ECB น่าจะเป็นไปในเชิง Dovish หลังประธาน ECB ระบุก่อนหน้านี้ว่า พร้อมขยายระยะเวลาในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปหากจำเป็น

ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจาก 1) ความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ส่งสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น 2) การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายอาจเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจาก ความไม่แน่นอนประเด็น Brexit โดยยังมีความเสี่ยงที่ สหราชอาณาจักร (UK) อาจจะต้องออกจาก EU วันที่ 12 เม.ย.นี้ ประกอบกับ หากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ กลับมาส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และหากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มที่กลุ่มการเงิน ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ นักลงทุนกลับมากังวลต่อประเด็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต่อไป

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ PMI ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ, ยอดค้าปลีก/ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก/การจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ และทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน
  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และความคืบหน้าประเด็น Brexit