PR News

‘คิงสเตลล่า กรุ๊ป (KSG)’ ฉลอง ‘ครบรอบ 60 ปี’ ลุยทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ กางแผน 5 ปี ทุ่มงบ 250 ล้านบาท บุกตลาดเต็มสูบ โกยยอดทะลุ 2,000 ล้านบาท

คิงสเตลล่า กรุ๊ป จัดทัพองค์กรในรอบ 60 ปี เดินหน้าทรานส์ฟอร์มกลุ่มบริษัทในเครือ หวังยกระดับการดำเนินธุรกิจสอดรับกับสถานการณ์ การทำงานกระชับมากขึ้น ประกาศแผน 5 ปี บุกตลาดไทย-ต่างประเทศ ทุ่มงบ 250 ล้านบาท เตรียมโกยรายได้ทะลุ 2,000 ล้านบาท นายชนะพันธุ์ กิตติเกษมศักดิ์ ประธานกรรมการ…

1

คิงสเตลล่า กรุ๊ป จัดทัพองค์กรในรอบ 60 ปี เดินหน้าทรานส์ฟอร์มกลุ่มบริษัทในเครือ หวังยกระดับการดำเนินธุรกิจสอดรับกับสถานการณ์ การทำงานกระชับมากขึ้น ประกาศแผน 5 ปี บุกตลาดไทย-ต่างประเทศ ทุ่มงบ 250 ล้านบาท เตรียมโกยรายได้ทะลุ 2,000 ล้านบาท

นายชนะพันธุ์ กิตติเกษมศักดิ์ ประธานกรรมการ บริษัท คิงสเตลล่า กรุ๊ป จำกัด (King Stella Group Co.,Ltd.  หรือ KSG) เปิดเผยว่า “จากวิกฤติราคาพลังงานที่ทำให้ต้นทุนทางการดำเนินธุรกิจมีการปรับตัวสูงขึ้นนั้น บริษัทฯ มีนโยบายคือจะปรับราคาสินค้าหลังสุดในตลาด หากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้จริงๆ โดยที่ผ่านมาต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทฯ เฉลี่ยแล้วมีการปรับขึ้นมากถึง 30% ซึ่งทำให้บริษัทฯ ต้องมีการปรับตัวในการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายชนะพันธุ์

ขณะเดียวกันมองว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาสถานการณ์เริ่มคงที่ แต่ก็ยอมรับว่ายังสูงกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายขึ้นราคาสินค้ากันไปบ้างแล้ว เพราะได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าบริษัทฯ จะเลือกปรับราคาหลังสุด ก็มองว่าจะกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทฯ ในระยะสั้น แต่จะเป็นการสร้างความประทับใจในระยะยาวให้กับลูกค้ามากกว่า เนื่องจากลูกค้าจะเข้าใจบริษัทฯ ที่ช่วยเหลือค่าครองชีพผู้บริโภคโดยการประครองราคาในส่วนนนี้ไว้ให้นานที่สุด

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจปี 2566 นี้ มองว่าการท่องเที่ยวเริ่มมีการขยายตัวเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้ามา แน่นอนว่าภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย และจะทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคได้รับอานิสงส์ที่ดีจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ หลังจากที่ได้ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลา 60 ปี จากการก่อตั้งโดย คุณสุเทพ กิตติเกษมศักดิ์ ในปี 2506 และในปี 2566 นี้ บริษัทฯ ได้ทำการทรานส์ฟอร์มกลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งแต่เดิมมีอยู่ด้วยกัน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท สยามพูลทรัพย์ อินเตอร์เคมีคอล จำกัด, บริษัท แบร์ริ่ง เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท คิงส์สเตลล่า แลบบอราทอรี่ จำกัด เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกันคือ ‘บริษัท คิงสเตลล่า กรุ๊ป จำกัด (KING’s STELLA GROUP Co., Ltd หรือชื่อย่อ KSG)’ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจสอดรับกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงทำให้การทำงานกระชับกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Air Care, Home Care, Car Care, Pet Care และ Personal Care สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในหลากหลายตลาด โดยเฉพาะในกลุ่ม Personal Care ที่มีเจลล้างมือ  “King’s Stella Hand Sanitizer” เป็นสินค้าที่มียอดขายดีเป็นอย่างมากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งมียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาทในช่วงนั้น และยังมีสเปรย์ปรับอากาศรายแรกในไทยกับ “King's Stella Classic Series” ที่ช่วยให้บรรยากาศ work from home ดีขึ้น และ “King's Stella Freshy Bear Gel”  เจลน้ำหอมปรับอากาศหมีคิงส์ หรือที่เรียกติดปากว่า “เจลหมีซิ่ง”

3-74

ขณะที่กลุ่ม Pet Care ซึ่งมีแบรนด์เรือธงอย่าง “BEARING Petcare” ในการเข้าทำตลาด โดยมีผลิตภัณฑ์แชมพูกำจัดเห็บหมัดสำหรับสัตว์เลี้ยง “BEARING Tick & Flea Dog Shampoo” โดยบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในผลิตภัณฑ์แชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยง ในร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง

ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ามากกว่า 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงประมาณ 80% ที่เหลือเป็นอื่นๆ อาทิ แชมพู และของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงอีกประมาณ 20% จะเห็นได้ว่าตลาดสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะพฤติกรรมของผู้คนเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน มาเป็นให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองจนเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งสมาชิกในครอบครัว โดยในปีนี้บริษัทฯ จะขยายผลิตภัณฑ์เข้าสู่กลุ่มสินค้าพรีเมียมและอัลตร้าพรีเมียมมากขึ้น จากเดิมที่สินค้าส่วนมากจะเป็นกลุ่มสแตนดาร์ด ทำให้บริษัทฯ ได้ลงทุนในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงไปมากกว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นแผนนับตั้งแต่ปี 2563-2567

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีสินค้าอาหารทานเล่นสำหรับสุนัขอย่าง “BEARING Jerky Treats Soft Snack” ที่เติบโตค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทฯ ต้องมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น  โดยในตอนนี้ได้มีการสั่งซื้อเครื่องจักรมาจากเยอรมัน ภายใต้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตจากกว่า 1 ตันต่อวัน เป็นเกือบ 10 ตันต่อวัน แน่นอนว่าจะทำให้บริษัทฯ มีศักยภาพที่สามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ส่วนผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลีย “BEARING Cat Liquid Snack” ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตมากขึ้น โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มทำตลาดดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังมีแผนงานที่ขยายการผลิตเช่นเดียวกัน เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนด้านเครื่องจักรในช่วงปลายปี 2566 นี้ ควบคู่ไปกับการขยาย Pack Size ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น รวมถึงพัฒนาสูตรที่ให้ความสำคัญกับโรคไตของแมว จึงได้มีการออกสินค้าในสูตรโซเดียมต่ำ แต่โปรตีนสูง โดยบริษัทฯ จะเน้นให้เนื้อไก่คุณภาพสูงในการผลิต และมีส่วนประกอบของปลาทะเลด้วย ซึ่งจะทำให้รสชาติที่ทำเป็นเกรดญี่ปุ่น”

นายชนะพันธุ์ ยังกล่าวถึงกลุ่มธุรกิจ Car Care อีกว่า “President's WaxOne หนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดคาร์แคร์ในไทยนับตั้งแต่ปี 2516 โดยเป็น สเปรย์บำรุงรักษาเครื่องหนังรายแรกของไทย และยังครองความเป็นผู้นำตลาดในเวียดนามอีกด้วย โดยปัจจุบันบริษัทมีสินค้าอยู่ด้วยกัน 2 ซีรียส์ ได้แก่ WaxOne Easy จับกลุ่มคอนซูเมอร์หรือลูกค้าทั่วไป ว่างจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรดและร้านค้าดั้งเดิม มีราคาจับต้องได้ ไม่สูงมากนัก และ WaxOne Gold ที่ถูกพัฒนามาเป็นอย่างดี ทำให้เป็นสินค้าที่มี Performance สูง เทียบเท่าสินค้านำเข้า ตอนนี้วางจำหน่ายผ่านช่องทางบูธคีออส ตั้งตามสถานที่ต่างๆ โดยจะมีพนักงานขายคอยแนะนำสินค้าให้ใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ วางแผนที่จะไปตั้งบูธคีออส อีกมากกว่า 10 แห่งในอนาคต

สำหรับในกลุ่มธุรกิจคาร์แคร์บริษัทฯ ได้วางแผนว่าในปี 2567 จะมีการลงทุนเพื่อเปิดร้านคาร์แคร์ ซึ่งจะกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ และจะมีการลงทุนนำเข้าเครื่องล้างรถอัตโนมัติรูปแบบใหม่ รวมถึงตอบโจทย์การทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะขยายตัวมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย ส่วนนี้เน้นกลยุทธ์การตอกย้ำถึงแบรนด์ President's WaxOne ที่ใส่ใจความต้องการผู้บริโภค และใช้อินโนเวชั่นในการขับเคลื่อนแบรนด์ รวมถึงยังจะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ President's WaxOne ทางหนึ่งด้วย

4-27

ในขณะที่ นายชุติพนธ์ กิตติเกษมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คิงสเตลล่า กรุ๊ป กล่าวว่า “แนวทางในการดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีนับจากนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อทำการพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดและทำการตลาดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันเป้าหมายรายได้ให้เพิ่มขึ้นมาเป็น 2,000 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีวิกฤติจากการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ก็ยังมีการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี มองว่าจากปัจจัยบวกของเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดของบริษัทฯ ในปีนี้จะทำให้มีรายได้ 1,000 ล้านบาท

โดยหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจข้างต้นนั้น มองว่าการขยายตลาดต่างประเทศจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก จากปัจจุบัน ได้มีการส่งออกไปยัง 13 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 15-20% โดยตลาดส่งออกมีการเติบโตค่อนข้างดีตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา และแผนงานที่จะโฟกัสคือการเข้าไปลงทุนสร้างเครือข่าย Global Distribution เพื่อจัดส่งสินค้าให้ถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด จากเดิมที่ตลาดส่งออกจะเป็นในลักษณะของผู้นำเข้าซื้อไปเพื่อจำหน่ายต่อ แต่จากนี้จะมีการลงทุนในประเทศปลายทางที่ตลาดมีศักยภาพ เนื่องจากสามารถดูแลลูกค้าได้ดีกว่า

โดยที่ผ่านมาได้ไปเปิดบริษัทที่ประเทศเวียดนาม และไปหา Distribution ปลายทาง มองว่าการที่เข้าไปลงทุนเปิดบริษัทฯ จะทำให้เข้าใจตลาดและคนท้องถิ่นได้ดี สามารถติดตามการขายและทำการตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยพบว่าผลตอบรับในเวียดนามค่อนข้างดี บริษัทฯ จึงจะทำโมเดลนี้ไปประเทศอื่น อาทิ อินเดีย ที่ได้มีการไปสำรวจตลาดแล้ว เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก เบื้องต้นน่าจะเปิดในไตรมาส 2 และจะให้ความสำคัญกับการขยายโมเดลดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ฟิลิปปินส์ น่าจะสามารถเข้าไปในช่วงไตรมาส 4 และมาเลเซียที่จะเข้าไปในปี 2567

นายชุติพนธ์ กล่าวต่อว่า “ในปีนี้บริษัทฯ เตรียมออกสินค้าใหม่ 60 รายการ แบ่งเป็น Pet Care 40% Air Care  และ Home Care รวมกัน 40% และ Car Care อีก 20% โดยสำหรับตลาดสเปรย์ปรับอากาศนั้นยังมีโอกาสการเติบโตอยู่มาก ปัจจุบันบริษัทฯ ติดท็อป 3 ของตลาดและคาดหวังว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งภายใน 5 ปี

นอกจากนี้ การทำตลาดของบริษัทฯ ยังจะขยายกลุ่มลูกค้าให้เด็กลงอีกด้วย เนื่องจากบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลา 60 ปี โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นผู้บริโภคอายุเฉลี่ย 45 ปี จึงพยายามขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนที่อายุน้อยลงในช่วง 25-34 ปี เนื่องจากเป็นวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็ออกแบบสินค้าให้มีการตอบโจทย์กลุ่มคนดังกล่าวมากขึ้น รวมถึงยังต้องตอบสนอบ Lazy Economy ที่จะต้องนำพฤติกรรมดังกล่าวไปใช้ในทุกสินค้าของบริษัทฯ

ทางด้าน นางวิลาสินี กิตติเกษมศักดิ์ รองประธานกรรมการ บริษัท คิงสเตลล่า กรุ๊ป  จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่นโครงการที่ให้ความสำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการตลาดนัดปันสุข เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ตำบลคลองนิยมยาตราประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพืชผลผลิตทางการเกษตรเพียงพอแต่ยังขาดพื้นที่การซื้อขาย จึงได้จัดเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสเพิ่มช่องทางการขายในโรงงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนเดือนละ 4-6,000 บาท ทั้งนี้ยังขยายพื้นที่โดยร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วยการพาไปร่วมขายสินค้าภายในงาน  DIPROM  และโครงการสร้างสื่อออนไลน์ “เพจชุมชนชวนโชว์” เพื่อสื่อสารสถานที่ดีและของเด่น ในตำบลคลองนิยมยาตรา

ส่วนทางด้านสังคม จากช่วงสถานการณ์โควิด -19 ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนเป็นวงกว้าง ซึ่งทาง KSG ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมในด้านการสนับสนุนเจลแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐ, โรงพยาบาล, โรงพยาบาลสนาม, โรงเรียนต่างๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของ covid-19 นอกเหนือจากนี้ยังให้ความสำคัญในด้านการเรียนด้วยการพัฒนาโรงเรียนเช่นโครงการทาสี แต้มฝันให้โรงเรียนคลองพระยานาคราช, โครงการพี่เพื่อน้องในวันเด็ก และรวมถึงการสนับสนุนพระพุทธศาสนาเช่นโครงการแห่เทียน,  โครงการสอนนาฏศิลป์ให้กับนักเรียนในชุมชน เป็นต้น

ด้านสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการโดยโครงการถนนกินได้ เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของตำบลคลองนิยมยาตราที่ได้รับรางวัลผู้นำการเปลี่ยนแปลงการกรมพัฒนาชุมชน เนื่องจากในปี 2563 ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาโรคระบาด  covid-19 ทำให้รายได้ลดลงแต่รายจ่ายเพิ่มมากขึ้น และการประกอบอาชีพบางอาชีพหยุดชะงัก ในปี 2564 ทาง King's Stella จึงร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลคลองนิยมยาตราและผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดำเนินงานภายใต้พระราชดำริ ร.9 เศรษฐกิจพอเพียง และสนับสนุนพืชผักสวนครัวรั้วกินได้จำนวน 399 ต้น และอุปกรณ์ทางการเกษตร สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัว และในปี 2565 จึงต่อยอดโครงการถนนกินได้ สู่รั้วโรงเรียนคลองพระยานาคราช เพื่อสร้างพื้นที่อาหารและลดค่าใช้จ่ายในโรงเรียน และทำให้เด็กๆ มีผักปลอดสารพิษ พร้อมกับส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเกษตรให้กับเด็กในชุมชน ซึ่งในปี 2566 ได้ต่อยอดโครงการถนนกินได้ ในรูปแบบออแกนิคสตรีท(Organic Street) เพื่อมุ่งเน้นผักและผลไม้ที่ปลอดภัย ภายใต้วิสัยทัศน์ "ส่งต่อชีวิตที่ดีกว่า สร้างสรรค์คุณค่าเพื่อทุกคน

อย่างไรก็ดี KSG ได้นำ BCG(Bio Circular Green Economy) มาใช้เพื่อเป็น model ในการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development Goals : SDGs ด้วยการพัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรมและรวมถึงเป็นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน มูลค่า 20 ล้านบาท การใช้พลังงานทดแทนด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop 300kWh มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 222,395 kgCO2e หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 639,617 ต้น/ปี, การใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบล่าโดม) มูลค่ากว่า 1 ลบ. เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการได้รับการรับรอง Carbon footprint product จากผลิตภัณฑ์สเปรย์ปรับอากาศคิงส์สเตลล่า และไฮจีนิค เป็นรายแรกของประเทศไทยอีกด้วย” นางวิลาสินี ทิ้งท้าย