Strategic Move

เปิดเบื้องหลัง ‘เลย์’ ทำไมกล้าออกรสชาติชวนอึ้ง ทั้งผักชี,ทุเรียน ,บิงซู และอีกหลายรสสุดแหวกแนว ไอเดียมาจากไหน ทำแล้วได้อะไร

เราได้เห็น ‘เลย์’ ออกรสชาติใหม่ชวนอึ้ง ทั้งผักชี,ทุเรียน ,บิงซู,ไอซ์ทีเลม่อน และอีกหลายรสสุดแปลก รวมถึงการไปคอลแลบข้ามอุตสาหกรรมอย่างล่าสุด ‘ไอศกรีมเลย์’ ซึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย คือ ‘แบรนด์ทำไปเพื่ออะไร?’ และ ‘สร้างยอดขายได้จริงหรือ?’

LAYS.jpg

Positioning ได้มีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นนี้กับ ‘พรรณทิพา พงศ์ชัยฤกษ์’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ ‘ปนิตา จันทะยาสาคร’ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเลย์ ซึ่งได้เฉลยคำตอบว่า เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์รสชาติแหวกแนวเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่ ‘ยอดขาย’ หรือ ‘อัตราการซื้อซ้ำ’ เหมือนรสชาติหลักอย่าง เลย์ คลาสสิก และ เลย์ โนริสาหร่าย

lay1.JPG

แต่คือกลยุทธ์ Seasonal หรือ LTO (Limited Time Offer) ที่ถูกออกแบบมา เพื่อดักจับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เบื่อง่าย มีนิสัยชอบลองของแปลกและพร้อมเปลี่ยนใจตลอดเวลา

โดยกลยุทธ์นี้มาจากอินไซต์ผู้บริโภคที่ต้องการก้าวข้ามจาก ‘ความอร่อยธรรมดา’ ไปสู่ ‘การสัมผัสประสบการณ์ที่คาดไม่ถึง’ ประกอบกับพฤติกรรมการกินข้ามสาย (Cross-food) การกินอาหารที่ผสมผสานกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งคนไทยเปิดรับมากขึ้น 

มากไปกว่านั้น ในสมรภูมิปัจจุบัน เลย์ตระหนักดีว่า ‘คู่แข่ง’ ไม่ได้มีแค่แบรนด์มันฝรั่งทอดด้วยกันอีกต่อไป แต่เลย์กำลังลงแข่งกับ ‘ทุกอย่างที่ผู้บริโภคเอาเข้าปาก’ ไม่ว่าจะเป็น ขนมขบเคี้ยวทุกประเภท อาหารพร้อมทาน สตรีทฟู้ด หรือเครื่องดื่ม

ดังนั้น สินค้า Seasonal จึงทำหน้าที่เป็น ‘แม่เหล็ก’ ดึงดูดให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นและกลับมาหาแบรนด์อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้แบรนด์ ‘ถูกลืม’ หรือมองว่า ‘น่าเบื่อ’ ในฐานะแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมานานถึง 31 ปี

สำหรับสินค้า Seasonal ของเลย์ที่โดดเด่นและมีกระแสตอบรับดีก่อนหน้านี้ ได้แก่ ‘บิงซู’ ความแปลกใหม่แนวเย็นฉ่ำที่สร้างความตื่นเต้นและภาพจำได้ดีมาก จนผู้บริโภคยังพูดถึงและถามหากันมาถึงทุกวันนี้

‘รสไข่เค็ม’ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยตอนแรกเปิดตัวในฐานะรสชาติ Seasonal แต่เพราะขายดีและมีศักยภาพสูง แบรนด์จึงเลือกขายต่อเนื่องเป็นระยะยาว และปัจจุบันได้รับการอัปเกรดขึ้นมาเพื่อประเมินเป็นรสชาติหลัก รสที่ 9 ในพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติมจากรสคลาสสิคแผ่นเรียบ, คลาสสิคแผ่นหยัก, โนริสาหร่ายที่ยอดขายเป็นอันดับ 1, บาร์บีคิว, ซาวครีม, 2 in 1 ซีฟู้ด, ปลาหมึกย่าง และเมี่ยงคำครบรส

‘ทรัฟเฟิล’ หนึ่งในรสชาติ Seasonal ที่มีศักยภาพสูงและวางแผนจะวางขายในระยะยาว โดยใช้วิธีหยุดขายไปช่วงหนึ่ง เพื่อให้คนคิดถึงและเรียกร้อง ก่อนจะนำกลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้ง

Love it or Hate it ขอให้พูดถึง ไม่ว่า ‘ชม’ หรือ ‘ด่า’

มาถึงล่าสุดกับ ‘ผักชีทรงเครื่อง’ และ ‘ทุเรียนดีไลท์’ ซึ่งโจทย์หลักต้องการดึงแบรนด์กลับเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของวัยรุ่นบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะ ‘ชม’ หรือ ‘ด่า’ ขอแค่ให้คนพูดถึง ส่วนเป้าหมายด้านยอดขายหรือการซื้อซ้ำ เป็นเรื่องรอง

นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาสินค้าทั้งสอง ภายใต้คอนเซปต์ Love it or Hate it ที่ตั้งใจสร้างดีเบตสุดขั้วในโลกออนไลน์ผ่านสองรสชาติวัดใจ

“เลย์ตั้งใจตั้งแต่แรกว่า อยากได้รสชาติที่สร้างความฮือฮา และกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาในกลุ่มวัยรุ่นอย่างมาก แม้จะมีคนโพสต์ด่าแบรนด์ก็ยอมรับได้ เพื่อดึงแบรนด์เลย์กลับเข้ามาอยู่ในกระแสความสนใจของ Gen Z อีกครั้ง เพราะเราอยู่ในตลาดมานาน 31 ปี ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆ อาจถูกลืม”พรรณทิพากล่าว

ในฝั่ง R&D ทางปนิตาบอกว่า ทั้งสองรสชาตินี้ถือเป็นโจทย์ ‘ปราบเซียน’ ในการนำวัตถุดิบที่ปกติไม่น่าจะทานคู่กับมันฝรั่งทอดมาอยู่บนแผ่นขนมแล้วยังต้องอร่อย เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำของเลย์ใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การเป็น ‘Master of Flavor’ ทำรสชาติแปลกแค่ไหนก็ทำออกมาได้อร่อย  และ ‘Trendsetter’ การเป็นผู้นำเทรนด์ไปจนถึงการสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ไม่ใช่วิ่งไล่ตามกระแส

สำหรับ ‘ผักชีทรงเครื่อง’ ได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ฮิตในไต้หวัน ทีมพัฒนาเลือกที่จะไม่พัฒนาตามสูตรเดิมที่เน้นกลิ่นเหม็นเขียวของใบสด แต่หันมาใช้อินไซต์ความคุ้นเคยของคนไทยที่รับประทานผักชีทั้งต้นและราก โดยนำเบสรสชาติของ ‘สามเกลอ’ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) มาเป็นฐานความอร่อย แล้วค่อยเสริมอโรมากลิ่นผักชีไว้ด้านบน

ขณะที่ ‘ทุเรียนดีไลท์’ แก้เกมความขัดแย้งระหว่างความหวานมันของผลไม้และความเค็มของมันฝรั่ง ด้วยการสร้างโปรไฟล์รสชาติแบบ Sweet-Savory ดึงเสน่ห์ของ ‘ทุเรียนน้ำกะทิ’ มาเป็นตัวเชื่อม พร้อมสอดแทรกกลิ่นอายของมะพร้าวอ่อนๆ จนกลายเป็นรสชาติที่ทำยอดขายพุ่งสูงใกล้เคียงกับรสทรัฟเฟิล โดยได้แรงหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองว่าทุเรียนคือ Soft Power ของไทย

งานดีไซน์ที่ต้อง ‘ตะโกน’ จากชั้นวาง

เพื่อให้สินค้าโดดเด่นกระแทกตาผู้บริโภคท่ามกลางสินค้าละลานตา เลย์ได้ฉีกกฎการออกแบบเดิมๆ ด้วยการนำภาพผลทุเรียนและต้นผักชีมาวางหราบนซอง เพื่อให้แพ็กเกจจิ้ง ‘ส่งเสียงตะโกนออกมาจากชั้นวาง’ ให้ผู้บริโภครู้ทันทีว่าเป็นรสอะไรโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด 

ผลการตอบรับ สินค้าขาดตลาดอย่างรวดเร็วในช่วงแรกที่วางขายแบบ Exclusive ในช่องทาง 7-Eleven และเกิดไวรัลติดท็อปเทรนด์ค้นหาอันดับ 8 บน TikTok มีผู้บริโภคเข้ามาทำคลิปรีวิวด้วยตัวเองมากกว่า 600 คลิปภายในเวลาเพียง 7 วันแรก

สำหรับก้าวต่อไป แบรนด์จะขยายช่องทางจำหน่ายสู่โมเดิร์นเทรดอื่นๆ ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อประเมินผลตอบรับและพิจารณาการส่งออกต่อไป

เดินหน้าคอลแลบสร้างประสบการณ์ใหม่

นอกเหนือจากการออกรสชาติแปลก เลย์ยังใช้กลยุทธ์การคอลแลบข้ามอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดควบคู่ไปกับขยายฐานลูกค้า โดยเลย์มีแผนรุกเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การทำเมนู DIY ร่วมกับ 7-Eleven นำมันฝรั่งไปท็อปปิ้งบนอาหารพร้อมทาน

และล่าสุดกับการจับมือข้ามค่ายกับ Nestlé เปิดตัว ‘ไอศกรีมรสมันฝรั่งเลย์’ ไอศกรีมรสมันฝรั่งแท้เคลือบเกร็ดเลย์บดกรอบ ที่จะมอบสัมผัสหวานเค็มลงตัว ซึ่งเตรียมวางจำหน่ายในวันที่ 24 กันยายน 2569

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ เลย์ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแค่แบรนด์มันฝรั่งทอดอีกต่อไป เพราะในสนามธุรกิจยุคปัจจุบันแบรนด์กำลังแข่งกับทุกสิ่งที่ผู้บริโภคเอาเข้าปาก และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาแค่ ‘ความอร่อย’ เท่านั้น ทว่ายังต้องการ ‘ประสบการณ์ที่แปลกใหม่’ ซึ่งไม่สามาถทำการตลาดแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป  

สำหรับภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวในไทยยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2569 ประเมินว่า จะมีมูลค่าราว51,000 ล้านบาท ส่วนตลาดมันฝรั่งทอดกรอบมีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท เติบโต 5–7%

PSX_20260513_112624.jpg