นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) กล่าวว่า บริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัท ร่วมกับ Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบชาร์จเร็ว และโปรโตคอลการสื่อสาร และ บริษัท เดอะ ฟิวเจอร์ นิว เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำเทคโนโลยีที่แต่ละบริษัทมีความเชี่ยวชาญมาร่วมกันพัฒนาระบบ fast charge ในแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมชาร์จเร็วประสิทธิภาพสูงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ ทำให้การใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ทั้งในชีวิตประจำวันและเชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยี DECO Fast Charge สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านี้ บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) รับผิดชอบการออกแบบ ผลิต และปรับโครงสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการบูรณาการระบบและดูแลการตลาดในประเทศไทย ร่วมกับ Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบชาร์จเร็ว และโปรโตคอลการสื่อสาร และ บริษัท เดอะ ฟิวเจอร์ นิว เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ดูแลการวางแผน ลงทุน ติดตั้ง และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จเพื่อการค้า โดยเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปต่อยอดร่วมกับระบบนิเวศ NEXA EV Station Hub ซึ่งมีพันธมิตรเสริมทัพ ได้แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) สนับสนุนพื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และระบบ Cloud/IoT, บริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด (MEAei) สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึง บริษัท เมคทูวิน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (MTW) และ บริษัท เรด เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ร่วมเป็นกลุ่มพันธมิตรภาคธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี รถ แบตเตอรี่ และระบบดิจิทัล รองรับการขยายตัวของการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างครบวงจร

ความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้แบตเตอรี่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง เนื่องจากสาเหตุที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายอดขายยังไม่เติบโตเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นเพราะรถยนต์ไฟฟ้ามีพื้นที่บรรจุแบตเตอรี่ค่อนข้างเยอะ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการใช้รถในระยะทางไกล ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์มีพื้นที่บรรจุแบตเตอรี่น้อย จึงยังไม่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคหากต้องใช้ระยะทางในแต่ละวันค่อนข้างมาก
นายกฤตเมธกล่าวว่า ที่ผ่านมาการชาร์จไฟรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลา 2–3 ชั่วโมง หรือบางยี่ห้อต้องใช้เวลานานถึง 8–16 ชั่วโมง ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความสะดวก แต่ด้วยการพัฒนาแบตเตอรี่ระบบ Fast Charge ครั้งนี้ จะทำให้ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่เพียง 5–10 นาทีเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องเดินทางระหว่างวันแล้วไฟไม่พอ สามารถหาสถานีชาร์จเพื่อพักชาร์จเพียง 5–10 นาที แล้วเดินทางต่อได้ทันที
นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมติดตั้งสถานีชาร์จผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น หน่วยงานราชการ ที่ต้องการจัดหารถมอเตอร์ไซค์ไปให้เจ้าหน้าที่ใช้งาน รวมถึงศูนย์การค้า และร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น, โลตัส และซีเจ คาดว่าจะตั้งสถานีชาร์จประมาณ 40,000 ถึง 50,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในช่วง 2 ปี เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค

“นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการบรรจุไฟและการเพิ่มพลังงานให้กับยานพาหนะในเวลาอันรวดเร็ว แก้ไข Pain Point เรื่องความไม่สะดวกสบายในการใช้งานที่เคยเกิดขึ้น และถือเป็นการปฏิวัติของวงการรถไฟฟ้า”นายกฤตเมธกล่าวและว่า
ปัญหาหลักในอดีตของแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีอยู่ 2 อย่าง คือ เรื่องการบรรจุไฟที่ใช้เวลานาน และระยะทางที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน การทำ Fast Charge ที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ในการชาร์จไฟจาก 0% ถึง 100% จะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าหันมาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะนอกจากความสะดวกแล้ว รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังให้ประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน หากวิ่งระยะทาง 100 กิโลเมตร รถน้ำมันอาจต้องเสียค่าน้ำมันมากกว่า 100 บาท แต่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากินไฟประมาณ 3 หน่วย ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 10 กว่าบาทเท่านั้น (กรณีชาร์จจากบ้าน ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาทกว่า) หรือประหยัดกว่าถึง 10 เท่า ส่วนเรื่องค่าบริการชาร์จที่สถานี ขณะนี้กำลังคำนวณค่าไฟ ซึ่งล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับลดค่าไฟในส่วนของสถานีชาร์จ ทำให้สามารถให้บริการเติมไฟระหว่างทางได้ในราคาที่ไม่แพง

นายกฤตเมธกล่าวต่อว่า ในอดีตก่อนจะมีระบบ Fast Charge โรงงานผลิตรถไฟฟ้าอย่างเดโก้ ต้องผลิตแบตเตอรี่หลายสเปค ทั้งสเปคที่วิ่งได้ 40–50 กิโลเมตรต่อการชาร์จ, 70–80 กิโลเมตร, 80–100 กิโลเมตร จนถึง 100–150 กิโลเมตร ซึ่งขนาดแบตเตอรี่ใหญ่เกินกว่าที่จะเพิ่มขนาดได้อีก แต่เมื่อมีระบบ Fast Charge เข้ามา ขนาดความจุของแบตเตอรี่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป สำหรับแบตเตอรี่ Fast Charge ที่จะผลิตจะเลือกนำมาใช้ 1 ขนาดก่อน เพื่อดูการปูพรหมสถานีชาร์จว่าจะทำได้เร็วเพียงใดจากที่คาดการณ์ไว้ว่าปีหน้าจะปูพรมสถานีชาร์จให้ครบทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา ตลาดรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเติบโตเพียงปีละประมาณ 2–3% เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตถึง 30% โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีรถมอเตอร์ไซค์ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายวิ่งอยู่บนท้องถนนประมาณ 25 ล้านคัน ซึ่งมากกว่ารถยนต์หลายเท่า และมีรถมอเตอร์ไซค์ป้ายแดงเกิดขึ้นใหม่ปีละประมาณ 1.8 ล้านคัน ในขณะที่ยอดขายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 30,000 กว่าคันต่อปี หรือคิดเป็นเพียง 2–3% เท่านั้น เดโก้คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายรถมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ระบบ Fast Charge ได้ในไตรมาสที่ 4 นี้
เดโก้เข้ามาในตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเมืองไทยเกือบ 10 ปี โดยเน้นเตรียมระบบหลังบ้านให้มีความพร้อม และศึกษาการใช้งานให้เหมาะสมกับคนไทยอย่างแท้จริง เดโก้ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวเมื่อ 10 ปีก่อนที่เริ่มผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย และเป็นโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

เดโก้เริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะได้รู้จักกับพาร์ทเนอร์ชาวไต้หวันที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามานานกว่า 20 ปี ประกอบกับตนมีความต้องการมองหาธุรกิจใหม่ๆ มาพัฒนาในประเทศ และในช่วงปี 2016 ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เริ่มรุนแรง ทำให้ทั่วโลกหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และประเทศไทยได้ไปเซ็นสัญญาสนธิสัญญาปารีสว่าด้วยเรื่องโลกร้อน จึงมองเป็นโอกาสในการทำธุรกิจ Green Energy
“พาร์ทเนอร์ไต้หวันมองว่าประเทศไทยมีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งการเป็นจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางของอาเซียน เป็นประเทศที่เปิดรับการลงทุนและเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ อีกทั้งยังมีฐานการผลิตมอเตอร์ไซค์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก มีแรงงานที่มีประสิทธิภาพ และสินค้า "Made in Thailand" ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในไทย โดยมีเป้าหมายทั้งการขายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเริ่มส่งออกไปยังลาวแล้ว และมีแผนขยายไปยังตลาดในยุโรปและแอฟริกา
บริษัท เดโก้ ทำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าโดยมีเครือข่ายบริษัทในเครือที่สนับสนุนระบบนิเวศ (Ecosystem) ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประกอบรถ ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ผลิตแบตเตอรี่ กระจายสินค้า ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์อบรม และให้บริการจัดไฟแนนซ์แก่ผู้บริโภค
ณ ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเดโก้ลงทุนในไทยไปแล้วกว่า 2,200 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

“เดโก้ได้สะสมองค์ความรู้ด้าน R&D ร่วมกับไต้หวันมานานกว่าทศวรรษ เพื่อออกแบบชิ้นส่วนหลักให้เหมาะกับสภาพอากาศและลักษณะการใช้งานของคนไทย เดโก้ไม่ใช่แบรนด์ที่ซื้อรถสำเร็จรูปจากจีนมาขายแล้วจบไป แต่เรามีนโยบายที่ต้องดูหลังบ้านให้แข็งแรง และพร้อมเติมเต็ม ecosystem ให้ครบวงจร ด้วยความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม และฐานการผลิตในประเทศ DECO ได้ตั้งเป้ายอดขายของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเดโก้ไว้ที่ 50,000 คันในปีหน้า และจะทะยานสู่เป้าหมาย 200,000 คันภายในปี 2030
“DECO คือต้นแบบของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่เป็นการแก้ปัญหา (Problem Solving) ให้กับสังคม การทลายกำแพงเวลาด้วย Fast Charge และการสร้างราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนถนนในประเทศไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”นายกฤตเมธกล่าวสรุป