ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำประเทศไทย ระบุว่า ปี 2019 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด 19 มีคนไทยเดินทางไปไต้หวัน 413,926 คน รั้งอันดับ 9 ของตลาดต่างชาติทั้งหมด และเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคอาเซียน
ปี 2024 ธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว มีนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนไต้หวัน 400,038 คน ยังครองอันดับเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
สำหรับปี 2026 ช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม – กรกฎาคม) ตัวเลขคนไทยไปเที่ยวไต้หวันสูงถึง 241,000 คน เพิ่มขึ้น 3.78 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ตลาดไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน เป็นรองจากฟิลิปปินส์และเวียดนาม
‘ซินดี้ เฉิน’ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำประเทศไทย บอกว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเยือนไต้หวันจะไม่ได้เป็นอันดับ 1 แต่หากวัดกันที่ ‘การใช้จ่าย’ คนไทยอยู่ในระดับพรีเมียม โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 บาท/คน/ทริป (ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 5 วัน) สูงกว่านักท่องเที่ยวจากฟิลิปปินส์และเวียดนามชัดเจน และเป็นสถิติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“ไทยเป็นตลาดสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามมองเป็นอย่างมากสำหรับการท่องเที่ยวไต้หวัน อย่างปีนี้ตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยให้ได้ 430,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19”

ถอดรหัสอินไซต์น่าสนใจคนไทยไปเยือนไต้หวัน
กลุ่ม FIT ครองเมือง: นักท่องเที่ยวไทยนิยมไปแบบ FIT เดินทางและจัดการแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเองสูงถึง 70% – 80% ส่วนกรุ๊ปทัวร์ปรับตัวจาก ‘กรุ๊ปใหญ่’ มาเป็น ‘กรุ๊ปเล็ก’ หรือทัวร์องค์กร (Incentive Group)
วัยรุ่นและคนทำงานคือกลุ่มหลัก : นักท่องเที่ยวไทยกลุ่มหลักที่ไปไต้หวัน คือ วัยรุ่นและคนทำงาน อายุ 20–49 ปี โดยเป็น ‘ผู้หญิง’ สูงถึง 60% ส่วนหนึ่งมาจากไต้หวันมีความปลอดภัยสูง จึงเกิดเทรนด์ Female Solo Trip และทริปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนสาวอย่างแพร่หลาย
เที่ยววันหยุดมากกว่า : คนไทยนิยมบินไปเที่ยวแบบทริปสั้น 3–5 วัน โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
อัตราการเที่ยวซ้ำ : นักท่องเที่ยวไทยกลับมาเที่ยวซ้ำ 30% โดยผลสำรวจ 2025 Survey on Visitors to Taiwan ระบุว่า ในกลุ่มที่เคยไปมากกว่าหนึ่งครั้ง เป็นกลุ่มที่เดินทางไปไต้หวัน 2 ครั้งภายในระยะเวลา 3 ปี อยู่ที่ 22% ตามมาด้วย 3 ครั้ง ที่ 6% , 4 ครั้งและ 5 ครั้งขึ้นไป อยู่ที่ 1%

ทำไมไต้หวันถึงเป็นจุดหมายยอดฮิต?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตอันดับต้นๆ สำหรับคนไทย เนื่องจาก มาตราการ ‘ฟรีวีซ่า’ ประกอบกับมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ สู่ไทเปและเกาสง รวมกันประมาณ 180 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเดินทาง
กิจกรรมหรือแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมนั้น ได้แก่
1.ตระเวนกิน เพราะไต้หวันมีอาหารให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่สตรีทฟู้ดข้างทาง ไปจนถึงบุฟเฟต์ชาบูหมาล่า และร้านอาหารมิชลิน ไกด์ & บิ๊บ กูร์มองด์ มากกว่า 400 ร้าน รวมถึงเป็นต้นตำรับชานมไข่มุกที่มีให้เลือกมากกว่า 100 แบรนด์
2.ท่องเที่ยวสายมู ไต้หวันมีวัดมากกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากวัดดังอย่างหลงซาน ซึ่งคนไทยจะปักหมุดตามโซเชียลเพื่อขอพรเรื่องต่างๆ ทั้งความรัก โชคลาภ และการงาน
3.ท่องเที่ยวธรรมชาติ และย้อนยุคย่านชิค เช่น ไปท่องเที่ยวอาลีซาน, แช่น้ำพุร้อนที่อี้หลาน, ย่านตี้ฮั่วเจี๋ย ที่รีโนเวทอาคารสไตล์บาโรกเป็นคาเฟ่วินเทจ ฯลฯ

top 5 จุดหมายยอดฮิตของคนไทย
‘นครไทเป’ เช่น ย่านซีเหมินติง
‘นครนิวไทเป’ เช่น หมู่บ้านโบราณจิ่วเฟิ่น และอุทยานธรณีเย่หลิ่ว
‘เขตหนานโถว’ เช่น ทะเลสาบสุริยันจันทรา และวัดเหวินอู่
‘นครไถจง’ เช่น วัดต้าเจี่ยมาจู่ และตลาดกลางคืนเฝิงเจี่ย
‘นครจีหลง’ เช่น ท่าเรือประมงเจิ้งปิน และอุทยานเกาะเหอผิง
ชูเอกลักษณ์เฉพาะตัวดึงนักท่องเที่ยวไทย
แม้หลายคนจะมองไต้หวันเป็น ‘Little Japan’ จากบรรยากาศธรรมชาติและวัฒนธรรมบางส่วนที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำประเทศไทย ยืนยันว่า ไต้หวันมีจุดขายของตนเองชัดเจนแบบไม่เหมือนใคร โดยเดินหน้ารุกตลาดผ่านแคมเปญ Taiwan 100 Waves ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ยาวไปจนถึงปี 2030
แคมเปญนี้ดังกล่าว จะเป็นการยกระดับประสบการณ์ไปสู่การท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของแต่ละคน ผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่
-Waves of Flavor ที่พร้อมเอาใจสายชิมด้วยรสชาติระดับมิชลิน ไกด์ และสตรีทฟู้ดหลากสไตล์
-Waves of Culture เปิดประตูสู่เสน่ห์ทางวัฒนธรรมและเส้นทางสายมู ไม่ว่าจะเป็นการร่วมพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่แห่งเมืองไถจง หรือการย้อนเวลาเดินชมบรรยากาศบนถนนโบราณหลูกัง
-Waves of Vitality ในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิง LOHAS รูปแบบการเดินทางที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายใจ ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
-Waves of Love เจาะกลุ่ม LGBTQ+ ด้วยที่พักแบบ Friendly และแลนด์มาร์กสายรุ้ง เช่น ทางข้ามสายรุ้ง MRT ซีเหมินติง ทางออก 6

พร้อมทั้งดึง Influencers ทำคอนเทนต์วิดีโอ จับมือพาร์ทเนอร์อย่างสายการบิน แพลตฟอร์ม OTA และบัตรเครดิต KTC มอบแพ็กเกจพิเศษ ควบคู่กับสิทธิ์สุ่มรางวัล Lucky Land เพื่อกระตุ้นการเดินทางจริง รวมถึงการสนับสนุนเที่ยวบินเหมาลำ (Charter Flight) สู่เมืองรองอย่างไถจงหรือฮวาเหลียนในช่วงไฮซีซั่นอย่างสงกรานต์และปีใหม่ เพื่อกระจายการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง
เมื่อรวมกับด้วยข้อได้เปรียบของไต้หวันที่ชนะใจคนไทย ทั้งใช้เวลาเดินทางจากไทยเพียง 3.5 ชั่วโมง ค่าครองชีพคุ้มค่า จับต้องได้ง่าย ค่าเงินที่มีอัตราแลกเปลี่ยนใกล้เคียงกับบาทไทย ทำให้ช้อปปิ้งได้เพลิดเพลินโดยไม่ต้องคำนวณซับซ้อน บวกกับอัธยาศัยและน้ำใจของชาวไต้หวันที่อบอุ่น ทางซินดี้มั่นใจว่า ภายในสิ้นปี 2026 จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนไต้หวันได้ 430,000 คนแน่นอน