Strategic Move

ธุรกิจเกษตรยังเหนื่อย! เศรษฐกิจชะลอ "CLP" กาง 3 โมเดล ช่วยเกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักร พร้อมส่ง “สีสด” น้ำนมข้าวแคลต่ำ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่กินข้าวน้อยลง 30%

CLP-01.jpg

วัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLP GROUP กล่าวว่า ธุรกิจเกษตรไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว สภาพอากาศแปรปรวน และกำลังซื้อที่ลดลง

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เดิมรับประทานข้าวเฉลี่ย 3-5 กก./คน/สัปดาห์ ปัจจุบันลดลงถึง 30% จากกระแสรักสุขภาพและการหันไปเลือกอาหารประเภทเส้นและเบเกอรี่มากขึ้น โดยเทรนด์นี้เริ่มจากกลุ่มคนเมืองก่อนจะขยายไปต่างจังหวัด ซึ่งเป็นโกลบอลเทรนด์พบเจอได้ อาทิ ญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาคนทานข้าวน้อยลงเช่นกัน

โจทย์ดังกล่าวทำให้ CLP Group ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ต้องปรับแผนธุรกิจจากการขายเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว สู่การสร้าง Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านแบรนด์ “สีสด” เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่

คุณวัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLP GROUP_1.jpg

ส่ง “สีสด” ปั้นน้ำนมข้าวแคลต่ำมีโปรตีน เจาะ Gen Z รักสุขภาพ รับเทรนด์คนกินข้าวน้อยลง

กลยุทธ์สำคัญของ CLP คือการต่อยอดธุรกิจจากเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าสู่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านแบรนด์ “สีสด” เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการบริโภคข้าวที่ลดลง และเพิ่มช่องทางสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร

โดย CLP มองเห็นโอกาสจากตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) ที่มีมูลค่าประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมมีสัดส่วนหลักถึง 95% อยู่ในกลุ่มนมถั่วเหลือง ที่เหลือจะเป็นพวกนมอัลมอนด์ และนมโอ๊ต

ทำให้ปี 2569 บริษัทฯ พัฒนา “น้ำนมข้าวสีสด” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ เจาะกลุ่มคนทำงาน First Jobber และผู้บริโภคสายสุขภาพ (Wellness) และ Gen Z

น้ำนมข้าวสีสดวางตำแหน่งเป็นนมข้าวเกรนที่มีเนื้อสัมผัสเบา ดื่มง่าย มีโปรตีน 5 กรัม และตั้งราคาประมาณ 27 บาท/กล่อง เทียบเท่ากับนมอัลมอนด์และนมพิสตาชิโอ พร้อมตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาด 5% ในกลุ่มนมทางเลือก (ไม่รวมนมถั่วเหลือง)

ด้านการตลาด แบรนด์สีสดดึงศิลปิน NCT Dream มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันวางจำหน่ายแล้วใน Gourmet Market 14 สาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์ Shopee และ Lazada พร้อมเตรียมเปิด Rice Bar ร่วมกับห้างสรรพสินค้ามิตซูโคชิภายในสิ้นปีนี้ นำเสนอข้าวขัดสดในราคา 185-200 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำข้าวคั้นสดใหม่

ในอนาคตบริษัทมีแผนขยายไลน์สินค้า "น้ำนมข้าวโปรตีนสูง" เพื่อเจาะตลาดคนออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย
ผลิตภัณฑ์ SISOD (1).jpg

ดันน้ำนมข้าวซอฟต์พาวเวอร์ไทย ตีตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ 40% ของกลุ่มใน 5 ปี

นอกจากนี้ CLP ยังมีแผนผลักดันน้ำนมข้าวสีสดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างเจรจาขยายตลาดในฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ รวมถึงตลาดตะวันออกกลางอย่างบาห์เรนและซาอุดีอาระเบีย โดยวางเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในสินค้า Soft Power ของไทย

โดยแบรนด์สีสดมีอัตราการเติบโตของยอดขาย 300% ทุกเดือน โดยเน้นการทำกิจกรรมการตลาดแบบ On-ground เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภค

"CLP ตั้งเป้าให้สีสดมีสัดส่วนรายได้ 10% ของรายได้รวมภายในปี 2570 ก่อนขยับเป็น 30-40% ภายใน 5 ปีข้างหน้า"

ลุย 3 โมเดลธุรกิจ เฟ้นรายได้พอร์ตฯ เครื่องจักรเกษตร ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 800 ล้าน

ขณะที่ ธุรกิจเครื่องจักรทางการเกษตร ภาพรวมตลาดปัจจุบันอยู่ในภาวะชะลอตัว และต้องเผชิญการแข่งขันจากเครื่องจักรนำเข้าจากจีน แต่ CLP เลือกไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา (Price War) โดยหันมาเน้น Total Solution และบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาโมเดลทางการเงิน เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME

นวัตกรรม Post Harvest ของทาง CLP.jpg

ปัจจุบัน CLP พัฒนา 3 โมเดลหลัก

1.Subscription ระบบเช่าใช้เครื่องจักร ลดภาระเงินลงทุนก้อนใหญ่ เช่น เครื่องสีข้าวราคาปกติ 220,000 บาท หากทำสัญญาเช่า 5 ปี จ่ายค่าเช่า 5,000 บาทต่อเดือน หรือเช่า 1 ปี จ่าย 10,000 บาทต่อเดือน โดยสัญญา 3 ปีขึ้นไปมีความคุ้มค่ามากที่สุด

2.Profit Sharing โมเดลแบ่งปันผลกำไร โดย CLP เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงาน ทั้งบัญชีรายจ่าย ค่าไฟฟ้า และค่าแรงให้กับกลุ่มพาร์ตเนอร์เกษตรกรหรือ SME กำหนดสัดส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่ 50:50, 60:40 ไปจนถึง 70:30 ตามความพร้อมและตลาดของคู่ค้า

3.ผลผลิตแลกเครื่องจักร เปิดทางให้เกษตรกรนำข้าวสารมาชำระแทนเงินสดประมาณ 100-200 กิโลกรัมต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องจักร

กลยุทธ์ดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรขยับจากการขายผลผลิตขั้นต้นไปสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยจากเดิมที่ขายข้าวเปียกได้ประมาณ 7,000 บาทต่อตัน หากนำไปอบแห้งเพื่อรอจังหวะราคาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% และหากนำไปสีเป็นข้าวสาร สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 100–200%
โครงการ Rice-for-Machine หรือ “ข้าวแลกเครื่อง” เปิดโอกาสให้เกษตรกร (1).JPG

ขณะเดียวกัน CLP ยังมองเห็นโอกาสจากคนรุ่นใหม่ Gen Y อายุ 30-35 ปีขึ้นไป ที่เริ่มกลับไปทำธุรกิจเกษตรในภูมิลำเนา โดยนำผลผลิตข้าวมาต่อยอดเป็นสินค้าปลายน้ำ เช่น สุราชุมชน สาโท ไอศกรีม แครกเกอร์ และเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ CLP เข้าไปสนับสนุนผ่านโมเดลความร่วมมือข้างต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการขยายธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรไปยังต่างประเทศ ทั้งการจัดตั้งบริษัทลูกในฟิลิปปินส์ ขยายตลาดสู่เมียนมาและลาว รวมถึงการจำหน่ายผ่านพันธมิตรในจีนและไต้หวัน

"ปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท คงที่จากปีก่อน เพราะภาพรวมตลาดปีนี้ยังท้าทายรอบด้าน" วัชรา กล่าวทิ้งท้าย
S__34701343_0 (1).jpg