วัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLP GROUP กล่าวว่า ธุรกิจเกษตรไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว สภาพอากาศแปรปรวน และกำลังซื้อที่ลดลง
ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เดิมรับประทานข้าวเฉลี่ย 3-5 กก./คน/สัปดาห์ ปัจจุบันลดลงถึง 30% จากกระแสรักสุขภาพและการหันไปเลือกอาหารประเภทเส้นและเบเกอรี่มากขึ้น โดยเทรนด์นี้เริ่มจากกลุ่มคนเมืองก่อนจะขยายไปต่างจังหวัด ซึ่งเป็นโกลบอลเทรนด์พบเจอได้ อาทิ ญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาคนทานข้าวน้อยลงเช่นกัน
โจทย์ดังกล่าวทำให้ CLP Group ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ต้องปรับแผนธุรกิจจากการขายเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว สู่การสร้าง Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านแบรนด์ “สีสด” เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่

ส่ง “สีสด” ปั้นน้ำนมข้าวแคลต่ำมีโปรตีน เจาะ Gen Z รักสุขภาพ รับเทรนด์คนกินข้าวน้อยลง
กลยุทธ์สำคัญของ CLP คือการต่อยอดธุรกิจจากเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าสู่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านแบรนด์ “สีสด” เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการบริโภคข้าวที่ลดลง และเพิ่มช่องทางสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร
โดย CLP มองเห็นโอกาสจากตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) ที่มีมูลค่าประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมมีสัดส่วนหลักถึง 95% อยู่ในกลุ่มนมถั่วเหลือง ที่เหลือจะเป็นพวกนมอัลมอนด์ และนมโอ๊ต
ทำให้ปี 2569 บริษัทฯ พัฒนา “น้ำนมข้าวสีสด” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ เจาะกลุ่มคนทำงาน First Jobber และผู้บริโภคสายสุขภาพ (Wellness) และ Gen Z
น้ำนมข้าวสีสดวางตำแหน่งเป็นนมข้าวเกรนที่มีเนื้อสัมผัสเบา ดื่มง่าย มีโปรตีน 5 กรัม และตั้งราคาประมาณ 27 บาท/กล่อง เทียบเท่ากับนมอัลมอนด์และนมพิสตาชิโอ พร้อมตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาด 5% ในกลุ่มนมทางเลือก (ไม่รวมนมถั่วเหลือง)
ด้านการตลาด แบรนด์สีสดดึงศิลปิน NCT Dream มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันวางจำหน่ายแล้วใน Gourmet Market 14 สาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์ Shopee และ Lazada พร้อมเตรียมเปิด Rice Bar ร่วมกับห้างสรรพสินค้ามิตซูโคชิภายในสิ้นปีนี้ นำเสนอข้าวขัดสดในราคา 185-200 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำข้าวคั้นสดใหม่
ในอนาคตบริษัทมีแผนขยายไลน์สินค้า "น้ำนมข้าวโปรตีนสูง" เพื่อเจาะตลาดคนออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย

ดันน้ำนมข้าวซอฟต์พาวเวอร์ไทย ตีตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ 40% ของกลุ่มใน 5 ปี
นอกจากนี้ CLP ยังมีแผนผลักดันน้ำนมข้าวสีสดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างเจรจาขยายตลาดในฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ รวมถึงตลาดตะวันออกกลางอย่างบาห์เรนและซาอุดีอาระเบีย โดยวางเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในสินค้า Soft Power ของไทย
โดยแบรนด์สีสดมีอัตราการเติบโตของยอดขาย 300% ทุกเดือน โดยเน้นการทำกิจกรรมการตลาดแบบ On-ground เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภค
"CLP ตั้งเป้าให้สีสดมีสัดส่วนรายได้ 10% ของรายได้รวมภายในปี 2570 ก่อนขยับเป็น 30-40% ภายใน 5 ปีข้างหน้า"
ลุย 3 โมเดลธุรกิจ เฟ้นรายได้พอร์ตฯ เครื่องจักรเกษตร ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 800 ล้าน
ขณะที่ ธุรกิจเครื่องจักรทางการเกษตร ภาพรวมตลาดปัจจุบันอยู่ในภาวะชะลอตัว และต้องเผชิญการแข่งขันจากเครื่องจักรนำเข้าจากจีน แต่ CLP เลือกไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา (Price War) โดยหันมาเน้น Total Solution และบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาโมเดลทางการเงิน เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME

ปัจจุบัน CLP พัฒนา 3 โมเดลหลัก
1.Subscription ระบบเช่าใช้เครื่องจักร ลดภาระเงินลงทุนก้อนใหญ่ เช่น เครื่องสีข้าวราคาปกติ 220,000 บาท หากทำสัญญาเช่า 5 ปี จ่ายค่าเช่า 5,000 บาทต่อเดือน หรือเช่า 1 ปี จ่าย 10,000 บาทต่อเดือน โดยสัญญา 3 ปีขึ้นไปมีความคุ้มค่ามากที่สุด
2.Profit Sharing โมเดลแบ่งปันผลกำไร โดย CLP เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงาน ทั้งบัญชีรายจ่าย ค่าไฟฟ้า และค่าแรงให้กับกลุ่มพาร์ตเนอร์เกษตรกรหรือ SME กำหนดสัดส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่ 50:50, 60:40 ไปจนถึง 70:30 ตามความพร้อมและตลาดของคู่ค้า
3.ผลผลิตแลกเครื่องจักร เปิดทางให้เกษตรกรนำข้าวสารมาชำระแทนเงินสดประมาณ 100-200 กิโลกรัมต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องจักร
กลยุทธ์ดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรขยับจากการขายผลผลิตขั้นต้นไปสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยจากเดิมที่ขายข้าวเปียกได้ประมาณ 7,000 บาทต่อตัน หากนำไปอบแห้งเพื่อรอจังหวะราคาที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% และหากนำไปสีเป็นข้าวสาร สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 100–200%

ขณะเดียวกัน CLP ยังมองเห็นโอกาสจากคนรุ่นใหม่ Gen Y อายุ 30-35 ปีขึ้นไป ที่เริ่มกลับไปทำธุรกิจเกษตรในภูมิลำเนา โดยนำผลผลิตข้าวมาต่อยอดเป็นสินค้าปลายน้ำ เช่น สุราชุมชน สาโท ไอศกรีม แครกเกอร์ และเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ CLP เข้าไปสนับสนุนผ่านโมเดลความร่วมมือข้างต้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการขยายธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรไปยังต่างประเทศ ทั้งการจัดตั้งบริษัทลูกในฟิลิปปินส์ ขยายตลาดสู่เมียนมาและลาว รวมถึงการจำหน่ายผ่านพันธมิตรในจีนและไต้หวัน
"ปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท คงที่จากปีก่อน เพราะภาพรวมตลาดปีนี้ยังท้าทายรอบด้าน" วัชรา กล่าวทิ้งท้าย
