แต่แล้ว... มรสุมที่ไม่คาดคิดก็พัดกระหน่ำใส่ ‘รักคุณเท่าฟ้า’ อย่างจัง จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่
หลังจากฝนตกหนักและน้ำท่วมเส้นทางรอบกรุงเทพฯ ในวันที่ 26–29 ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้พนักงานภาคพื้นของการบินไทย ซึ่งรับผิดชอบดูแลทั้งของตนเองและสายการบินลูกค้า เดินทางมาทำงานไม่เพียงพอ ส่งผลให้กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารกองตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 5,600 ใบ
รวมถึงเที่ยวบินดีเลย์และยกเลิกจำนวนมาก มีสินค้าขาเข้าและขาออกตกค้างอยู่ ณ อาคารคาร์โก้ของสนามบินสุวรรณภูมิจำนวนมาก
ในวันที่ 29 ก.ย. 2569 ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ซีอีโอ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แถลงข่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยกล่าวขอโทษผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ และเปิดเผยถึงสาเหตุของปัญหามาจากแรงงานไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้อย่างเพียงพอเนื่องจากน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะ ‘แรงงานทักษะพิเศษที่ต้องมีใบอนุญาต’ ซึ่งไม่สามารถหาบุคลากรอื่นมาทดแทนได้
ส่วนการแก้ไขปัญหา ได้มีการลดเที่ยวบินลงราว 30 เที่ยวบินต่อวัน โอนถ่ายผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น และส่งมอบการดูแลสายการบินลูกค้า (Customer Airlines) ให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามารับช่วงดูแลแทน
พร้อมกับประสานทาง AOT ขอกำลังพลจากกองทัพ รวมถึงไปรษณีย์ไทยมาช่วยจัดการกระเป๋าที่ตกค้าง โดยขอเวลา 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ดราม่าที่เกิดขึ้น คือ ทำไมการบินไทยถึงได้รับผลกระทบหนักกว่าสายการบินอื่น?
ซึ่งชายให้คำตอบว่า เพราะกรุงเทพฯ เป็นฐานการบินหลัก (Home Base) ของการบินไทย กิจกรรมทั้งหมดตั้งแต่การโหลดสัมภาระ อาหาร และคาร์โก้ ต้องเกิดขึ้นที่นี่ ขณะที่สายการบินอื่นได้เตรียมการและโหลดสัมภาระมาจากต้นทางแล้ว เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ จึงทำเพียงการรับ-ส่งผู้โดยสารและออกเดินทางต่อได้ทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะเทือนอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสารและราคาหุ้นของการบินไทยในตลาด
กระทั่งวันที่ 2 ต.ค.2569 บอร์ดการบินไทยสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีมติให้ชายพักจากการปฏิบัติหน้าที่ซีอีโอโดยมีผลทันที แต่ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท เพื่อรอการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังมติดังกล่าวออกมา ชายได้เปิดใจว่า ในฐานะผู้บริหารรู้สึกไม่เป็นธรรม เนื่องจากตนเองและทีมงานพยายามเข้าแก้ไขสถานการณ์วิกฤตมาโดยตลอด แต่เข้าใจมุมมองของบอร์ดที่ต้องสั่งพักงานเพื่อความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลในระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่า
“เขายังไม่ได้ไล่ผมออก จริงๆ ผมก็เคยเสนอไปว่า หากท่านสบายใจ ให้ผมพ้นจากตำแหน่งเลยก็ได้ และดำเนินการตามกฎหมายแรงงาน เพราะผมยังมีสัญญาจ้างถึงวันที่ 31 ม.ค.2570”
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัจจัยทางการเมือง ทางชายมองว่า เป็นธรรมดาที่ทุกแห่งย่อมมีทั้งการเมืองภายในและภายนอก แต่ไม่ขอระบุว่า เหตุการณ์นี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะยังมีหลายปัจจัยและยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้
สำหรับการสอบสวนที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการภาวะวิกฤตเรื่องการตกค้างของสัมภาระและเที่ยวบินดีเลย์ จนเกิดผลกระทบหนักที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.-1 ต.ค.2569
2. การจัดซื้อไวน์บริการบนเครื่องบินประมาณ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาทในยุคที่ชายนั่งเป็นซีอีโอผ่านผู้จำหน่ายรายเดียว ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส
หลังจากมีการเผยแพร่ประเด็นสอบสวนออกไป ชายอดีตซีอีโอการบินไทยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองระบุว่า
"ปกติผมจะเป็นคนไม่ชอบเขียนลงในโซเชียล แต่คราวนี้ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบนโซเชียลเรื่องการซื้อไวน์ กล่าวหาว่าผมล้วงลูก ดึงมาดำเนินการเอง และผูกไปถึงเรื่องทุจริต ซึ่งเกิดจากการนำเสนอของสื่อบางคน
ผมขอยืนยันในการทำงานโดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดซื้อไวน์ มีขั้นตอนขบวนการเป็นไปตามระเบียบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
หากแม้ว่าเป็นเรื่องจริง ฝ่ายตรวจสอบภายในและคณะกรรมการตรวจสอบก็มีหน้าที่จะต้องดำเนินการ ตลอด 41 ปีของการทำงาน ผมไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยเกี่ยวกับการทุจริต
ท่านสื่อเหล่านั้นก็ถามต่อว่าอดีตไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่ทำ ตอบคือเป็นหน้าที่ของกระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นเรื่องสื่อมโนเอาเอง
เรื่องอื่นผมยอมรับฟังได้ แต่เรื่องผมทุจริต ผมยอมไม่ได้จริงๆ ผมเป็น DD ที่มีฐานะการเงินด้อยที่สุดของ DD การบินไทยอยู่แล้ว และยินดีให้หน่วยงานใดๆ ในประเทศนี้มาตรวจสอบ
ทั้งนี้ผมของดเรื่องดราม่าใดใดในพื้นที่ผม โดยเฉพาะถ้อยคำที่ไม่ให้เกียรติและสุภาพ
หากเกิดขึ้นผมไม่ขอรับกระเช้าใดใดนะครับ"
ปัจจุบัน บอร์ดการบินไทยได้แต่งตั้ง ‘สัมฤทธิ์ สำเนียง’ ขึ้นมารับตำแหน่งรักษาการซีอีโอ เพื่อประคองสถานการณ์และขับเคลื่อนองค์กรไม่ให้สะดุด ขณะเดียวกัน กระบวนการสรรหา ‘แม่ทัพคนใหม่’ ก็กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีผู้สมัครที่ผ่านคุณสมบัติรอบแรก 7 ราย เข้าสู่รอบแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ตัดสิน
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสัมภาระที่ตกค้างหรือฝนที่ตกหนัก แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของการบินไทยในการบริหารจัดการภาวะวิกฤต และธรรมาภิบาลองค์กร
โดยสิ่งที่ต้องจับตามองต่อหลังจากนี้ คือ ผลการสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะลงเอยอย่างไร และซีอีโอคนใหม่ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้โดยสารและนำพาการบินไทยบินสูงได้อีกครั้งหรือไม่? ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนและนักลงทุน
ดราม่าการบินไทยในครั้งนี้... อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม!