Strategic Move

Take Toys เจ้าของ ‘แคร์แบร์-ม่อนชิชิ’ จากธุรกิจเด็กจบใหม่ ขายเดือนละ 10 ตัว สู่รายได้เกือบ 800 ล้านใน 5 ปี

TAKETOYS-01.jpg

จากจุดเริ่มต้นที่ขาย Care Bears ได้เพียงเดือนละไม่กี่สิบตัว ก่อนต่อยอดธุรกิจคาแรกเตอร์ไปสู่ลิขสิทธิ์ระดับโลก อาทิ Disney, Monchhichi และ Snoopy สร้างรายได้แตะ 800 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี

เส้นทางของ Take Toys สะท้อนโอกาสในตลาดคาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภคหลายวัยพร้อมจ่ายเพื่อฮีลใจตัวเอง

จากเด็กจบใหม่ สู่ธุรกิจคาแรกเตอร์ ทำรายได้เกือบ 800 ล้าน

เบื้องหลังอาณาจักร Take Toys คือ “คุณแก้ม - อักษร จันทรโรจน์วานิช” ผู้บริหารบริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (Take Toys) และบริษัท ซีก แอนด์ คีป คลับ จำกัด (SEEK 'N KEEP CLUB) วัย 28 ปี ซึ่งเริ่มสนใจธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียน โดยรับพรีออเดอร์และทำธุรกิจเทรดดิ้งสินค้า ก่อนนำเงินจากธุรกิจเดิมมาลงทุนสร้าง Take Toys ในปี 2021

หลังเรียนจบหลักสูตร EBA จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณแก้มเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนล็อตแรกระดับหลักแสนบาท จากความชื่นชอบในคาแรกเตอร์และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงติดต่อขอสิทธิ์ Care Bears จากผู้ถือสิทธิ์เดิม ในช่วงที่แบรนด์ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในไทย

จากยอดขายช่วงแรกเพียงเดือนละประมาณไม่กี่ 10 ตัว ธุรกิจค่อย ๆ เติบโตจากการสร้างฐานลูกค้าและขยายพอร์ตลิขสิทธิ์ ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา เธอจะลาออกจากงานประจำเพื่อมาทุ่มเทให้กับ Take Toys อย่างเต็มตัว

ปัจจุบันธุรกิจขยายเป็น 3 บริษัท ได้แก่ Take Toys ผู้ทำตลาดสินค้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์, SEEK 'N KEEP CLUB ร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และของสะสม และ Make Joy บริษัทที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์โดยเฉพาะ

ม่อนชิชิร้านซีก.jpg

เปิดรายได้ 3 บริษัทในเครือ เติบโตจากหลักสิบสู่หลักร้อยล้าน

1.Take Toys เป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง จาก 17.9 ล้านบาทในปี 2021 สู่ 670 ล้านบาทในปี 2025

-ปี 2021 รายได้ 17.9 ล้านบาท

-ปี 2022 รายได้ 44 ล้านบาท เติบโต 148% YoY

-ปี 2023 รายได้ 257 ล้านบาท เติบโต 503% YoY

-ปี 2024 รายได้ 542 ล้านบาท เติบโต 110% YoY

-ปี 2025 รายได้ 670 ล้านบาท เติบโต 23% YoY

2.SEEK 'N KEEP CLUB ร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ อาร์ตทอย และของสะสมในเครือ เริ่มสร้างรายได้ในปี 2022 ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีถัดมา

-ปี 2022 รายได้ 7.43 ล้านบาท

-ปี 2023 รายได้ 77 ล้านบาท เติบโต 937% YoY

-ปี 2024 รายได้ 162 ล้านบาท เติบโต 110% YoY

-ปี 2025 รายได้ 113 ล้านบาท ลดลง 29.9% YoY

3.Make Joy บริษัทที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์โดยเฉพาะ มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 5.76 ล้านบาทในปี 2024 เป็น 11.7 ล้านบาทในปี 2025 เติบโตประมาณ 103% YoY

เมื่อนำรายได้ของทั้ง 3 บริษัทมารวมกัน ปี 2025 อยู่ที่ 794.7 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจคาแรกเตอร์ขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจที่มีทั้งการจัดจำหน่ายสินค้า การค้าปลีก และการบริหารลิขสิทธิ์

สำหรับปี 2026 บริษัทตั้งเป้าให้ Take Toys และ SEEK 'N KEEP CLUB เติบโตต่อเนื่อง 20% พร้อมผลักดันยอดขายรวมทั้งเครือสู่ 1,200 ล้านบาท
คุณอักษร จันทโรจน์วานิช ผู้บริหาร บริษัท เทคทอยส์ จำกัด (3).jpg

ไม่ได้ขายแค่ตุ๊กตา แต่ขายความสุขทางใจ ดึงคาแรกเตอร์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน

หัวใจสำคัญของ Take Toys คือการเปลี่ยนคาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบให้กลายเป็นสินค้าที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดอยู่แค่ตุ๊กตาสำหรับเด็ก แต่ขยายไปถึงชาร์ม พวงกุญแจ กิ๊บติดผม หมอน ผ้าห่ม เคสโทรศัพท์ และสินค้าอีกหลายรูปแบบ

กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กและวัยเรียน ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบการสะสมหรืออยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบวัยเด็กอีกครั้ง

“Care Bears แตกต่างจากของเล่นทั่วไป เพราะผู้ซื้อไม่ได้มองเป็นเพียงสินค้าสำหรับเด็ก แต่ให้คุณค่ากับความรู้สึกและความผูกพันที่มีต่อคาแรกเตอร์ ทำให้เกิดพฤติกรรมซื้อสะสมและยอมใช้จ่ายมากขึ้น”

ฐานลูกค้าของ Take Toys จึงครอบคลุมตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยัง Young at Heart โดยมีระดับราคาสินค้า อาทิ กลุ่มตุ๊กตาราคาตั้งแต่ 199 บาท ไปจนถึงมากกว่า 1,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าหลายระดับเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้ซื้อมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,000 บาทต่อบิล (อ้างอิงยอดซื้อจากร้าน SEEK 'N KEEP CLUB)

อีกหนึ่งกลไกคือการออกแบบสินค้าให้มีความหลากหลายและมีเรื่องราวเฉพาะตัว เช่น Care Bears ที่มีหลายสี แต่ละสีมีความหมายแตกต่างกัน รวมถึงคอลเลกชันตามเทศกาลอย่างฮาโลวีน ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อซ้ำ

บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (16).jpg

ส่วน Monchhichi อาศัยความหลากหลายของคอลเลกชันสร้างความสนใจจากแฟนคลับและกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อมีสินค้าให้ติดตามหลายรุ่น ก็เปิดโอกาสให้คาแรกเตอร์กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตลาดคาแรกเตอร์มีวัฏจักรความนิยมเป็นของตัวเอง ย้อนกลับไปประมาณ 4 ปีก่อน Care Bears เคยได้รับความนิยมสูงจนมีลูกค้าต่อแถวซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ก่อนที่กระแสกล่องจุ่มจะโดดเด่นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และปัจจุบัน Monchhichi กลายเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น

Take Toys จึงเลือกกระจายพอร์ตสินค้า ไม่ยึดติดกับคาแรกเตอร์ใดคาแรกเตอร์หนึ่ง แต่เดินหน้าทำตลาดทุกคาแรกเตอร์ในมือ เช่น Care Bears, Monchhichi, Disney, Snoopy, Animal Party, Esther Bunny Teletubbies เป็นต้น เพื่อรองรับกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไป

บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (4).jpg

ต่อยอดอาร์ตทอยสายมู จับตลาดความเชื่อผ่านดีไซน์ที่พกพาได้

นอกจากคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ระดับโลก อีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลตอบรับดีคือคาแรกเตอร์สายมู ซึ่งนำความเชื่อเรื่องโชคลาภ ความรัก และความสำเร็จมาผสมกับดีไซน์น่ารักในรูปแบบตุ๊กตาและชาร์ม

ตัวอย่างคาแรกเตอร์ที่อยู่ในกระแส ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม ไฉ่ซิงเอี๊ย พระตรีมูรติ พระแม่ลักษมี และพระพิฆเนศ สะท้อนความสนใจในความเชื่อจากทั้งวัฒนธรรมจีนและอินเดีย

จุดขายอยู่ที่การทำให้สินค้ามีทั้งคุณค่าด้านการออกแบบและความหมายทางความเชื่อ โดยมีตั้งแต่สินค้าสำหรับตั้งโชว์ไปจนถึงชาร์มสำหรับห้อยกระเป๋าหรือใช้เป็นเครื่องประดับ

ลูกค้าบางส่วนเลือกซื้อสินค้าสายมูครั้งละ 2-3 ชิ้นขึ้นไป เพื่อสะสมคาแรกเตอร์ที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลในหลายด้าน เช่น พระตรีมูรติที่เชื่อมโยงกับความสมหวัง พระแม่ลักษมีที่โดดเด่นด้านความรัก และพระพิฆเนศที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ

การผสมผสานระหว่างของสะสมกับความเชื่อจึงเป็นอีกทางเลือกในการสร้างความแตกต่างให้สินค้า ท่ามกลางตลาดที่มีคาแรกเตอร์ให้เลือกมากขึ้น

ตุ๊กตาสายมู take toys.jpg

ปั้นคาแรกเตอร์ไทย ‘น้องตุ๊ตา’ ลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์ต่างประเทศ

เมื่อธุรกิจเติบโตจากการทำตลาดคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Take Toys คือการสร้างสินทรัพย์ทางธุรกิจของตัวเอง ผ่านการพัฒนาคาแรกเตอร์ภายในบริษัท หรือ In-house Character

ปี 2026 บริษัทเปิดตัว “น้องตุ๊ตา” คาแรกเตอร์ที่พัฒนาจากฝีมือคนไทย พร้อมวางแผนเปิดตัว In-house Character เพิ่มอีก 2 คาแรกเตอร์ในปี 2027

การสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ไม่ใช่เพียงการออกแบบสินค้าแล้วนำไปวางขาย แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้จัก จดจำ และเกิดความผูกพันกับตัวละครด้วย Take Toys จึงใช้กิจกรรมออฟไลน์เข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า

น้องตุ๊ตา.jpg

หนึ่งในนั้นคือป๊อปอัพคอนเซ็ปต์ “Taste Toys Pharmacy” หรือ “ตุ๊ตาร้านยา” ในย่านทรงวาด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคเข้ามาถ่ายรูป ทำกิจกรรม และเลือกซื้อสินค้า เปลี่ยนคาแรกเตอร์จากสิ่งที่อยู่บนตัวสินค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

กิจกรรมลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z นำภาพถ่ายและประสบการณ์ไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย ช่วยขยายการรับรู้ผ่านการบอกต่อ

ในปี 2026 บริษัทเพิ่มงบการตลาด 30% โดยเน้นทั้งคอนเทนต์ออนไลน์และกิจกรรมออฟไลน์ พร้อมเปิดรับความคิดเห็นจากทีมการตลาดและคอนเทนต์รุ่นใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้กับแคมเปญให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

เทสทอยส์ฟาร์มาซี-ตุ๊ตา.jpg

บุก Mass Market ดันยอดขายผ่าน 7-Eleven-Big C พร้อมขยายร้าน SEEK 'N KEEP ครบ 11 แห่งปีนี้

อีกกลยุทธ์สำคัญคือการขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มนักสะสมที่เดินห้างสรรพสินค้าหรือร้านเฉพาะทาง

Take Toys ขยายเข้าสู่ตลาด Mass Market ผ่าน Big C และ 7-Eleven ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขาย ช่วยให้สินค้าคาแรกเตอร์เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น โดยกระแส Monchhichi ในร้านสะดวกซื้อเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำคาแรกเตอร์มาขยายตลาดสู่ผู้บริโภควงกว้าง

ขณะที่ยอดขายประมาณ 65% มาจากช่องทางค้าปลีกและช่องทางออนไลน์ ครอบคลุมห้างสรรพสินค้าอย่างเดอะมอลล์ เซ็นทรัล สนามบิน และคิง เพาเวอร์ ส่วนอีกประมาณ 15% มาจาก SEEK 'N KEEP CLUB ร้านค้าปลีกในเครือ

บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (24).jpg

สำหรับการขยายสาขา SEEK 'N KEEP ในปีนี้ บริษัทเพิ่มสาขาที่เซ็นทรัล ขอนแก่น และย่านทรงวาด พร้อมเดินหน้าศึกษาตลาดต่างจังหวัด โดยใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและฐานลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความต้องการ หลังทดลองขยายไปเชียงใหม่และนำข้อมูลตอบรับจากตลาดมาประกอบการตัดสินใจ

โดยปี 2026 วางเป้าขยาย 2 สาขา ในรูปแบบพื้นที่ร้านประมาณ 100-200 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนราว 5 ล้านบาทต่อสาขา ทำให้ในปีนี้จะมีสาขารวม 11 แห่ง

ตลาดโตไว แต่ต้องรับมือ 3 ความเสี่ยง ทั้งเทรนด์ กำลังซื้อ และลิขสิทธิ์

แม้ตลาดคาแรกเตอร์จะมีโอกาสเติบโตจากพฤติกรรมการซื้อเพื่อสะสมและคุณค่าทางอารมณ์ แต่ธุรกิจยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความนิยมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คาแรกเตอร์ที่ได้รับความสนใจในช่วงหนึ่งอาจถูกกระแสใหม่เข้ามาแทนที่ได้

อีกด้านคือกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้าคาแรกเตอร์และของสะสมอาจไม่ใช่รายจ่ายจำเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น

ขณะที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมาจากการพึ่งพาลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หากสัญญาสิ้นสุดและไม่ได้รับการต่ออายุ บริษัทอาจไม่สามารถจำหน่ายสินค้าคาแรกเตอร์นั้นต่อไปได้ อีกทั้งการเจรจาและขออนุมัติจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศต้องใช้เวลา

การกระจายพอร์ตคาแรกเตอร์ การสร้าง In-house Character และการเพิ่มช่องทางจำหน่าย จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด

บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (19).jpg

5 ปีข้างหน้า ปักหมุด SEA พา Take Toys- SEEK 'N KEEPบุกต่างประเทศ

เป้าหมายระยะ 5 ปีของ Take Toys คือการขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทเริ่มพูดคุยกับพันธมิตรในบางประเทศแล้ว

"ปัจจุบันผู้ถือลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ระดับโลกในบางประเทศข้างต้น ได้ติดต่อขอรับสินค้า Take Toys ไปจำหน่ายบ้างแล้ว เพราะชื่นชอบในการออกแบบของดีไซเนอร์ไทย"
บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (17).jpg

แนวทางที่วางไว้คือการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น หรือ Joint Venture (JV) เพื่อเปิดร้านค้าและขยายช่องทางจัดจำหน่าย โดยมาเลเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่บริษัทให้ความสนใจ

พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีโอกาสต่อยอดคาแรกเตอร์ที่พัฒนาจากฝีมือคนไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากการทำตลาดลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ

บรรยากาศร้าน Seek'n Keep สาขา Siam Soi 2 (3).jpg