ญี่ปุ่นออกแบบเมืองอย่างไร ให้พร้อมก่อนภัยพิบัติมาถึง?
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพิ่งเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องยาวนานถึง 34 วัน ทำลายสถิติเดิม 33 วันในปี 2019 และนับเป็นสถิติฝนตกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจดบันทึกเมื่อปี 1886 โดยปริมาณน้ำฝนสะสมในเดือนกันยายนพุ่งแตะ 629 มิลลิเมตร มากกว่าเกณฑ์ปกติเกือบ 3 เท่าตัว
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กรุงเทพฯ ต้องรับมือกับปริมาณฝนสะสมราว 320 มิลลิเมตร ในกรอบเวลา 2–3 วัน ผลลัพธ์คือน้ำท่วมขังระดับเอวในหลายพื้นที่ ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 14 ตุลาคม ระบุว่า ประชาชนในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบมากกว่า 329,000 ครัวเรือน
สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณฝน แต่คือภาพสะท้อนหลังฝนตก ท่ามกลางมรสุมที่โถมใส่โตเกียวตลอด 34 วัน เมืองกลับไม่เคยหยุดนิ่ง ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นออกแบบเมืองอย่างไรให้พร้อมรับมือกับวิกฤต และดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างไร
คำตอบที่ซ่อนอยู่ใน "โครงสร้างพื้นฐานของเมือง"
หลายคนอาจนึกถึงอุโมงค์ระบายน้ำยาว 6.3 กิโลเมตร ในจังหวัดไซตามะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ที่ค้ำยันด้วยเสาคอนกรีตมหึมา 59 ต้น โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 13 ปี (1993–2006) ซึ่งทำหน้าที่เป็นวาล์วระบายแรงดันน้ำหลากให้เมืองหลวง
แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองรอด เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศเดียวที่ลงทุนในอุโมงค์จัดการน้ำ กัวลาลัมเปอร์มี SMART Tunnel ซึ่งเคยผันน้ำได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตรในเหตุการณ์น้ำท่วมเดือนธันวาคม 2021 แต่เมืองยังเผชิญน้ำท่วมในพื้นที่นอกขอบเขตที่ระบบครอบคลุม ขณะที่ชิคาโกมีระบบ Deep Tunnel เชื่อมอ่างกักเก็บขนาดใหญ่ แต่ฝนหนักในเดือนกรกฎาคม 2023 ก็ยังทำให้เกิดน้ำท่วม เมื่อระบบระบายน้ำรับและส่งน้ำได้ไม่ทัน
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เมืองควรสร้างอุโมงค์เพิ่มอีกเท่าไร แต่ต้องมองไปถึง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของทั้งเมือง

หากถอดบทเรียนจากญี่ปุ่นจะพบว่า การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแทรกซึมอยู่ในพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนใช้ชีวิตทุกวัน โรงเรียนหลายแห่งออกแบบให้โรงยิมยกสูงขึ้นไปอยู่ชั้นบน พร้อมบันไดภายนอกที่เดินเข้าถึงได้ทันทีเมื่อเกิดน้ำหลาก สวนสาธารณะทั่วไปถูกซ่อนฟังก์ชันเป็นจุดหลบภัยที่มีแหล่งน้ำสำรอง เตาประกอบอาหารฉุกเฉิน และลานอเนกประสงค์สำหรับรองรับการอพยพ หรือที่เรียกว่า ‘Anticipatory Design’ หรือการออกแบบที่คาดการณ์ความจำเป็นล่วงหน้า โดยให้อาคารและพื้นที่รองรับทั้งชีวิตประจำวันและวันที่เกิดวิกฤต แทนที่จะรอเปลี่ยนอาคารทั่วไปให้กลายเป็นศูนย์พักพิงเมื่อเกิดเหตุ
นี่คือโจทย์สำคัญที่ทุกประเทศต้องนำมาคิด ในวันที่โลกำลังเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติและ Extreme Weather ที่เกิดถี่ขึ้น เมืองในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครทันสมัยกว่า แต่คือใคร ‘พร้อมกว่า’ เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
ถอดวิธี ‘ออกแบบก่อนภัยมา’ ของ Miho Mazereeuw ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab แห่ง MIT
เพราะภัยพิบัติไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า การออกแบบเมืองจึงไม่อาจรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเริ่มคิดฟื้นฟู
นี่คือหัวใจสำคัญที่ Miho Mazereeuw (มิโฮะ มาเซรูว์) รองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและผังเมือง ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ศึกษาและผลักดันมาตลอดกว่าสองทศวรรษ เธอคือหนึ่งในวิทยากรที่จะขึ้นพูดในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026: REINVENT THAILAND ที่จะขึ้นพูดในหัวข้อ ‘Design Before Disaster: Building Resilient Cities ออกแบบก่อนภัยมา สร้างเมืองที่รับมือวิกฤตได้’ ซึ่งจะจัดในวันที่ 4–6 พฤศจิกายน 2569
มิโฮะ ผ่านประสบการณ์สอนในสถาบันชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และการร่วมงานกับสตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกปัจจุบันเธอนำทีมห้องปฏิบัติการ Urban Risk Lab มุ่งเน้นการออกแบบเมืองให้พร้อมตั้งรับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน ผ่านการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชนจริงเพื่อตอบโจทย์บริบทวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยตั้งเป้าเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาเมืองระดับโลกให้ฝังแนวคิดการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเชิงรุกเข้าสู่วิถีชุมชนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

จุดเปลี่ยนสำคัญของเธอเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบในปี 1995 ระหว่างที่เธอกำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหรัฐฯ ขณะนั้นครอบครัวของเธอยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เธอตัดสินใจเดินทางกลับไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน ประสบการณ์หน้างานในครั้งนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตั้งคำถามว่า จะออกแบบเมืองอย่างไรให้พร้อมรับมือและปกป้องชีวิตผู้คนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ดียิ่งขึ้น"
เธอใช้เวลากว่า 25 ปี เจาะลึกวัฒนธรรม ‘โบไซ’ (Bosai) ของญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง วัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยสรุปเป็น 3 เสาหลักในการออกแบบเมืองยุคใหม่ ได้แก่
- Design Before Disaster สถาปัตยกรรมและผังเมืองต้องถูกคิดคำนวณความเสี่ยงและออกแบบให้พร้อมรับมือล่วงหน้า
- Resilience Over Sustainability เมืองต้องมีความสามารถในการ ยืดหยุ่น ยืดหยัด และฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเกิดภัยพิบัติรุนแรง
- Decentralized & Community-Led Infrastructure เปลี่ยนจากการพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง "จุดเชื่อมต่อย่อยประจำชุมชน" เช่น โครงการ PrepHub ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการและพึ่งพาตัวเองได้ทันทีในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติใหญ่
งานของเธอจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแข็งแรงของอาคาร แต่รวมถึงการชวนคนในพื้นที่สำรวจว่า ชุมชนมีทรัพยากรอะไรอยู่แล้ว ใครจะช่วยใคร และพื้นที่สาธารณะแห่งใดสามารถทำหน้าที่เพิ่มเติมได้เมื่อเกิดวิกฤต
ตัวอย่างหนึ่งที่เธอยกขึ้นมาคือสวนสาธารณะที่มีลานน้ำพุสำหรับเล่นน้ำ ในวันปกติผู้คนอาจมองเห็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่ถังเก็บน้ำที่รองรับกิจกรรมนั้นอาจเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับดับเพลิงเมื่อระบบอื่นเสียหาย วิธีคิดเดียวกันนี้สามารถใช้สำรวจพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ ของชุมชนได้ ด้วยการมองสิ่งที่มีอยู่และตั้งคำถามใหม่ว่า พื้นที่หนึ่งแห่งจะช่วยคนได้มากกว่าหน้าที่เดิมอย่างไร
มิโฮะ ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมมักมองการเตรียมรับมือภัยพิบัติเป็นเรื่องของการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินหลังเกิดเหตุ แต่ Urban Risk Lab เลือกเข้าหาปัญหานี้ผ่านมุมมองของ "งานออกแบบและเทคโนโลยี" ซึ่งเป็นเลนส์สำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างดี
เลนส์เดียวกันนี้ กำลังจะถูกนำมามอง ‘ประเทศไทย’ ผ่านแนวคิดและบทเรียนจาก Miho Mazereeuw เพื่อสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การออกแบบเมือง ตั้งแต่ตึก อาคาร พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงระบบน้ำ ที่ต้องเชื่อมโยงและพึ่งพากันอย่างแท้จริง
และชวนเปลี่ยนคำถามจาก “หลังน้ำท่วมเราจะฟื้นฟูเมืองอย่างไร?” สู่โจทย์สำคัญก่อนวิกฤตจะมา “เราจะออกแบบเมืองตั้งแต่วันนี้อย่างไร ให้โรงเรียนและพื้นที่ส่วนกลางดูแลผู้คนได้ทั้งในวันปกติและวันวิกฤต”
📅 4–6 พฤศจิกายนนี้ I Paragon Hall ชั้น 5, Siam Paragon
บัตรเดียว เข้างานครบ 3 วัน พร้อมชมย้อนหลัง 6 เดือน🎟️ EARLY BIRD TICKET 1,990.- / ใบ💼 CORPORATE TICKET 3–10 ใบ 990.- / ใบ และ 10 ใบขึ้นไป 890.- / ใบhttps://bit.ly/tsef26Positioning🔥 ตั้งแต่วันนี้ - 3 พ.ย. เท่านั้น!!
อ้างอิงhttps://www.france24.com/en/live-news/20260929-tokyo-suffers-longest-streak-of-rainy-days-on-record