นับตั้งแต่สมาร์ตโฟนเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการถ่ายภาพ ตลาดกล้องดิจิทัลก็หดตัวลงต่อเนื่อง ก่อนจะเริ่มทรงตัวในช่วงหลัง แต่สำหรับ ชิตชัย เธียรกาญจนาวัธน์ ผู้บริหารฝ่ายขายและการตลาด Big Camera ภาพตลาดที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง แท้จริงแล้วกำลังเกิดการสลับตำแหน่งของสินค้าอย่างหนัก
ตั้งแต่กล้องเปลี่ยนเลนส์ระดับมืออาชีพ กล้อง Vlog ที่พกพาสะดวก ไปจนถึงกล้อง Compact ราคาหลักพันที่วัยรุ่นยอมจ่ายเงินซื้อเพราะชอบโทนภาพ มากกว่าจะสนใจความคมชัดสูงสุด
ไม่มีอีกแล้วกล้องตัวเดียวที่ตอบโจทย์ทุกคน
หากย้อนกลับไปในอดีต ตลาดกล้องเคยมีสินค้าที่ตอบโจทย์คนหมู่มากได้ในตัวเดียว โดยเฉพาะกล้องเปลี่ยนเลนส์ที่ใช้ได้ทั้งถ่ายภาพนิ่ง บันทึกวิดีโอ และทำคอนเทนต์ออนไลน์ ชิตชัย เธียรกาญจนาวัธน์ ผู้บริหารฝ่ายขายและการตลาด Big Camera ยกตัวอย่างความสำเร็จของ Fujifilm X-A2 และ X-A3 ที่เคยขายได้มหาศาล เพราะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง
แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดกล้องเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากตลาดที่มีสินค้าหลักไม่กี่กลุ่ม กลายเป็นตลาดที่แตกออกเป็นเซกเมนต์ย่อยตามไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์การใช้งานของผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า Fragmented Market ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องการอุปกรณ์และประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่กล้องสำหรับงาน Production ระดับมืออาชีพ กล้อง Vlog ขนาดเล็กที่พกพาสะดวก ไปจนถึงกล้อง Compact ราคาหลักพันที่ซื้อเพราะชอบโทนภาพมากกว่าความคมชัด
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังทำให้ผู้เล่นในตลาดแบ่งบทบาทกันชัดเจนขึ้น แบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Canon และ Sony หันไปให้น้ำหนักกับตลาดระดับ High-End ที่เน้นเทคโนโลยีและการใช้งานระดับมืออาชีพมากขึ้น ขณะที่ตลาดระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่ม Vlog กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแย่งชิงลูกค้า
“สมัยก่อน Canon หรือ Sony เขาจับตลาด Mass ด้วย แต่ปัจจุบันเขาไปเน้นกลุ่มบนเป็นหลัก ทำให้ในเรื่องของ Vlog ก็จะเป็น DJI กับ Insta360 ที่มาทดแทน”
ชิตชัยอธิบายว่า DJI และ Insta360 เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการกล้อง Vlog ราคาต่ำกว่า 25,000 บาท ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของกลุ่มผู้เริ่มต้นทำคอนเทนต์ รวมถึงคนที่ต้องการกล้องพกพาสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนถึงหลักแสนบาท
เมื่อกล้อง Gimbal อย่าง DJI Pocket ได้รับความนิยม กล้อง Vlog ราคาต่ำกว่า 30,000 บาทของ Sony และ Canon ก็ขายได้น้อยลงตามไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดที่แตกย่อยมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าตลาดโดยรวมจะขยายตัวตามเสมอไป แต่เป็นการแย่งชิงความต้องการซื้อจากผู้บริโภคกลุ่มเดิมระหว่างสินค้าคนละประเภทและคนละแบรนด์
ความ Fragmented ยังทำให้การประเมินขนาดตลาดกล้องทั้งหมดซับซ้อนขึ้น เพราะข้อมูลตลาดที่เคยรวบรวมสินค้าไว้ในหมวดเดียวกันเริ่มถูกแยกออกเป็นกลุ่มย่อย ส่งผลให้ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ดั้งเดิมอาจไม่สะท้อนภาพการแข่งขันทั้งหมดอีกต่อไป
“ข้อมูลจากสำนักวิจัยอย่าง GfK ที่เมื่อก่อนเก็บกล้องเปลี่ยนเลนส์ทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียว ตอนนี้แยกกลุ่ม DJI และ Insta360 ออกไปต่างหาก แบรนด์กล้องจึงเห็นแค่ส่วนแบ่งระหว่าง Canon, Sony, Fujifilm ส่วนตลาดทั้งก้อนเดาได้ยาก”

Gen Z ซื้อ “โทนภาพ” ไม่ใช่ “ความคมชัด”
หนึ่งในเทรนด์ที่ทำให้เห็นภาพของตลาดกล้องชัดขึ้นก็คือ การคืนชีพของกล้อง Compact ราคาหลักพัน ที่กลายเป็นสินค้าที่วัยรุ่นให้ความสนใจ ทั้งที่กล้องเหล่านี้ไม่ได้ให้คุณภาพภาพถ่ายสูงเท่ากล้องระดับราคาหลักหมื่นหรือหลักแสน
แทนที่ กล้องฟิล์ม ที่เคยมีกระแสเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน แต่ปัจจุบันความนิยมเริ่มลดลง เหตุผลสำคัญมาจากต้นทุนการใช้งาน เพราะค่าฟิล์มรวมค่าล้างภาพอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อม้วน
เมื่อผู้บริโภคมีกล้องดิจิทัล Compact ที่ให้โทนภาพคล้ายฟิล์มได้โดยไม่ต้องเสียค่าล้าง ผู้ใช้ส่วนหนึ่งจึงเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกที่ประหยัดกว่าในระยะยาว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกล้อง Compact จาก Kodak ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2,900 - 7,900 บาท โดยรุ่นที่ขายดีที่สุดอยู่ที่ประมาณ 3,900 บาท ได้แก่ Kodak Pixpro C1 กล้องเซลฟี่ที่ให้โทนภาพคล้ายฟิล์ม
“ก่อนหน้านี้ Fujifilm เคยคาดหวังว่ากล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้ง Quick Snap จะช่วยต่อยอดกระแสนี้ได้ แต่ในภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทดแทนฟิล์มม้วนเต็มด้วยกล้องใช้แล้วทิ้ง ก่อนที่ลูกค้าจะขยับไปหากล้องดิจิทัล Compact ในที่สุด”
ชิตชัยสังเกตว่า คนรุ่นก่อนมักมองกล้องราคาถูกว่าให้ภาพไม่คมชัดเท่ากล้อง Compact คุณภาพดี แต่สำหรับวัยรุ่น ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นกลับเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ที่คนรุ่นใหม่มองหา
“เขามองว่าสไตล์ Vintage หรือโทน Retro มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เขา”
ส่วนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นก็สามารถขยับไปหากล้อง Compact ระดับพรีเมียมอย่าง Leica ซึ่งมีราคาสี่หมื่นกว่าบาท และชิตชัยระบุว่าบางช่วงสินค้ากลุ่มนี้ยังขาดตลาด
อีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับประโยชน์จากกระแสย้อนยุคคือ Instax ของ Fujifilm ซึ่งมีทั้งกล้องแอนะล็อกราคา 2,000 กว่าบาทไปจนถึง 5,000-6,000 บาท โดยปีนี้ผลิตภัณฑ์เริ่มขยับไปสู่กล้อง Hybrid ที่ถ่ายภาพแบบดิจิทัลแล้วเลือกพิมพ์ภาพออกมาได้ เช่น Mini Evo, Wide Evo และ Evo Cinema โดยยังมีข่าวว่าจะมีรุ่นใหม่ราคาประมาณหมื่นกว่าบาทตามมา

ปีหน้าแบรนด์ใหญ่อาจกลับมาลุยตลาด Compact
เมื่อกล้อง Compact ราคาหลักพันได้รับความนิยม และกล้อง Pocket จากผู้เล่นรายใหม่เข้ามาชิงลูกค้ากลุ่มเริ่มต้น ก็มีความเป็นไปได้ที่แบรนด์กล้องรายใหญ่จะกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดระดับราคาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
ชิตชัยมองว่า Canon และ Sony อาจนำกล้อง Compact กลับมาทำตลาด โดยเริ่มเห็นไลน์อัปกล้อง Compact ราคาหมื่นต้น ๆ จาก Canon แล้ว
ข้อมูลจากตลาดญี่ปุ่นก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกันว่า กล้อง Compact ราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ขายดีมาก ขณะเดียวกัน กล้อง Vlog แบบ Pocket จากจีนก็สามารถเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ไม่น้อย
ที่ผ่านมา กล้อง Compact ที่ได้รับความนิยมจากแบรนด์ใหญ่ เช่น Ricoh และ Fujifilm ส่วนมากอยู่ในระดับราคาสี่ถึงห้าหมื่นบาท ขณะที่ตลาดราคาต่ำกว่า 20,000 บาทยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาจับตลาดอย่างจริงจังมากนัก
โดรนหายไปครึ่งตลาด ขณะที่ Pocket กลายเป็นตัวช่วยของ DJI
อีกตลาดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ กลุ่มโดรน ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าแล้วนำกลับบ้านได้ทันที ก่อนจะไปดำเนินการลงทะเบียนภายหลัง แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กสทช. ต้องเปลี่ยนข้อกำหนดเในการลงทะเบียน โดยต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะรับสินค้าได้
ส่งผลให้กระบวนการซื้อก็มีความยุ่งยากขึ้น ผู้ซื้อจำเป็นต้องกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมส่งบัตรประชาชนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลารออนุมัติประมาณ 1-3 วัน แม้ทางร้านจะมีบริการช่วยลงทะเบียนให้ก็ตาม
ผลกระทบเกิดขึ้นกับลูกค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อโดรนกลับบ้านทันที ไปจนถึงคนไทยที่เดินเข้าร้านเพราะเห็นสินค้าแล้วสนใจอยากลองใช้ ซึ่งไม่สามารถซื้อแล้วนำกลับไปใช้งานได้ทันทีเหมือนเดิม เมื่อการตัดสินใจซื้อมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น ลูกค้าที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้โดรนในการทำงานมากกว่าผู้ซื้อทั่วไป
ชิตชัยระบุว่า ตลาดโดรนของ Big Camera “หายไปประมาณครึ่งหนึ่ง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024 การหายไปของยอดขายโดรนทำให้ DJI ซึ่งเป็นเจ้าตลาดจำเป็นต้องมีสินค้าอื่นเข้ามาช่วยชดเชย หนึ่งในนั้นคือซีรีส์ Pocket ได้แก่ Pocket 4 และ 4P ซึ่งอยู่ในกลุ่มกล้อง Gimbal ที่เน้นการถ่ายวิดีโอแบบพกพา ขณะที่ Insta360 ก็มี Luna Pro เข้ามาอยู่ในเซกเมนต์ใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มนี้เพิ่งเปิดตัวในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งตรงกับช่วง Low Season ของตลาดพอดี จึงยังต้องรอดูว่าจะช่วยชดเชยยอดขายที่หายไปได้มากน้อยเพียงใด
ส่วนตลาด Action Cam และกล้อง 360 องศา ชิตชัยมองว่ายังไม่ได้เติบโตมากนัก เพราะผู้บริโภคเริ่มพิจารณาว่า หากเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็อาจได้กล้อง 360 องศาที่สามารถปรับมุมมองให้ใช้งานคล้าย Action Cam ทั่วไปได้ ทำให้สินค้าทั้งสองประเภทเริ่มแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันเอง

มือถือไม่ได้ฆ่ากล้อง แต่แบรนด์กล้องยังขาดซอฟต์แวร์
แม้ตลาดกล้องจะไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น แต่ชิตชัยมองว่าสมาร์ตโฟนยังไม่สามารถทดแทนกล้องจริงได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องการคุณภาพของภาพและทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง ซึ่งยังต้องพึ่งพาความสามารถของกล้องโดยเฉพาะ
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกลุ่ม Mass ที่เริ่มไม่พอใจกับภาพจากสมาร์ตโฟน เช่น ปัญหาความชัดลึก (Depth) หรือภาพที่ดูไม่เป็นธรรมชาติจากการประมวลผลของ AI ก็อาจหันกลับมาสนใจกล้อง Compact ได้เช่นกัน
“มือถือเก่งเรื่อง AI แต่กล้องเราเก่งเรื่องเซนเซอร์ อย่าง DJI ถึงชนะในกล้อง Vlog เพราะมีเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้วที่ดีอยู่แล้ว แล้วเสริมด้วย AI ที่เก่ง ภาพที่ลูกค้าถ่ายออกมาจึงโอเคโดยไม่ต้องตั้งค่ามาก”
คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดกล้องยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างคุณภาพเซนเซอร์และซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้ดีโดยไม่ต้องมีทักษะสูง
ชิตชัยมองว่า นี่คือจุดอ่อนของแบรนด์กล้องดั้งเดิม เพราะแม้จะมีฮาร์ดแวร์ที่ดี แต่ยังขาดซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าผู้เล่นรายใหม่
เขายกตัวอย่างข่าวลือว่าในปีหน้า Insta360 อาจเปิดตัวกล้อง Mirrorless ที่ใช้เซนเซอร์ Micro Four Thirds หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นการนำเซนเซอร์ขนาดใหญ่เข้ามาผสานกับซอฟต์แวร์ AI ซึ่งเป็นจุดที่แบรนด์กล้องดั้งเดิมยังต้องเร่งพัฒนา
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว การให้ความรู้ผู้บริโภคก็ยังเป็นโอกาสสำคัญ เพราะยังมีผู้ใช้สมาร์ตโฟนอีกจำนวนมากที่อาจไม่ทราบว่ากล้อง Compact สามารถให้คุณภาพภาพถ่ายที่ดีกว่าในบางด้าน พร้อมทั้งพกพาสะดวก
นี่จึงเป็นช่องทางที่แบรนด์กล้องสามารถนำมาใช้สื่อสารกับผู้บริโภคได้ว่า กล้องเฉพาะทางยังมีคุณค่าอย่างไร และเหตุใดจึงอาจเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีเพิ่ม แม้จะมีสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมอยู่แล้วก็ตาม
โค้งสุดท้ายของปี ตัวเลขทรงตัว แต่หวังโต 10%
สำหรับธุรกิจค้าปลีกกล้อง ปัจจัยด้านฤดูกาลยังมีผลต่อยอดขายอย่างมาก เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวโดยตรง
ชิตชัยอธิบายว่า ไตรมาส 4 เป็นช่วง Peak ของทุกปี เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ยอดขายมักลดลงจากไตรมาส 4 ประมาณ 30% ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงก่อนสงกรานต์ จากนั้นตลาดจะเงียบลงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและช่วงเปิดเทอม
สำหรับ Big Camera ผลประกอบการครึ่งปีแรกอยู่ในระดับ “ประมาณทรงตัว” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เป้าหมายปกติของชิตชัยคือการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี เพราะธุรกิจยังมีต้นทุนด้านพนักงาน ทีมงาน และค่าเช่าที่ต้องรองรับ
ดังนั้น ความหวังในช่วงปลายปีจึงอยู่ที่ฤดูกาลท่องเที่ยวซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงคึกคัก ประกอบกับสินค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาด เพื่อผลักดันให้ยอดขายทั้งปีเข้าใกล้เป้าหมายการเติบโตดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ชิตชัยยอมรับว่าเศรษฐกิจยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เหตุการณ์แผ่นดินไหว ภาษีของทรัมป์ ตลอดจนน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสาขาและกำลังซื้อในจังหวัดอย่างระยองและกาญจนบุรี
สำหรับปีหน้า ชิตชัยยังไม่กำหนดตัวเลขการเติบโตที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าบริษัทมีสินค้าเติมเต็มความต้องการในทุก Segment แล้ว สิ่งที่เหลือจึงเป็นการรอให้ภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมาดีขึ้น
“มู้ดของคนอยากไปเที่ยวก็คือ กระเป๋าเรามีเงิน เราแฮปปี้ เราอยากออกไปเที่ยว พอออกไปเที่ยวเราก็อยากมีอุปกรณ์ดี ๆ”
ลูกค้าผ่อนกล้องยากกว่ามือถือ
อีกข้อแตกต่างระหว่างตลาดกล้องกับสมาร์ตโฟนคือช่องทางการชำระเงิน ปัจจุบันลูกค้ากล้องยังใช้บัตรเครดิตเป็นหลัก แต่เริ่มมีการใช้บัตรกดเงินสดเพื่อผ่อนชำระระยะยาว 36 เดือนมากขึ้น
ตลาดกล้องยังไม่สามารถใช้โมเดลสินเชื่อแบบเดียวกับโทรศัพท์มือถือได้อย่างแพร่หลาย เพราะผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือมีสินเชื่อของตัวเองและสามารถจำกัดการใช้งานเครื่องได้ในบางกรณี ขณะที่กล้องไม่มีเทคโนโลยีล็อกเครื่องในลักษณะเดียวกัน หากลูกค้าหยุดผ่อน ผู้ให้สินเชื่อก็ไม่สามารถตัดการใช้งานกล้องได้ จึงมีข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ
ช่องทางที่ใกล้เคียงกับสินเชื่อซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดคือ SPayLater ของ Shopee แต่ชิตชัยมองว่าการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางนี้ยังทำได้ไม่มากนัก
ข้อจำกัดด้านสินเชื่อจึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเข้าถึงกล้องราคาสูงแตกต่างจากสมาร์ตโฟน แม้ผู้บริโภคจะสนใจสินค้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางเลือกในการผ่อนชำระที่สะดวกเท่ากัน

ออนไลน์ไม่เกิน 8% หน้าร้านยังสำคัญ
ยอดขายออนไลน์ของ Big Camera มีสัดส่วนไม่เกิน 8% ของธุรกิจ แม้บริษัทจะทำตลาดทุกช่องทาง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการจับและทดลองกล้องก่อนซื้อ ยอดขายผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเองจึงมีไม่มาก โดยส่วนใหญ่ขายผ่าน Shopee และ Lazada ซึ่งลูกค้ามักรอใช้ Voucher ในช่วง Double Day
อีกข้อจำกัดคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งสูงสำหรับธุรกิจกล้องและสินค้า IT ที่มีข้อจำกัดด้านราคา ชิตชัยระบุว่าผู้ค้าหลายรายเริ่มถอยออกจากแพลตฟอร์ม และมองว่าผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก ต่างจากบางประเทศที่เน้นความสะดวก ขณะที่ Big Camera ไม่ต้องการลดราคาอย่างรุนแรงจนกระทบตลาด
ชิตชัยยังพบว่า แบรนด์กล้องหลายรายตั้งราคาบนแพลตฟอร์มสูงกว่าหน้าร้าน เช่น กล้องราคาหน้าร้าน 10,000 บาท อาจตั้งราคาออนไลน์สูงกว่าราว 10% ทำให้แม้ใช้โค้ดแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลงมาก ลูกค้าที่ไม่เน้นส่วนลดจึงอาจกลับมาซื้อหน้าร้าน ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่ใช้วิธีดังกล่าว ส่วนสินค้าออนไลน์ที่ขายดีมักเป็นรุ่นยอดนิยมจากแบรนด์ที่ลูกค้ารู้จักและพร้อมรอใช้โค้ด
อย่างไรก็ตาม กล้องเป็นสินค้าที่ต้องทำความเข้าใจในการใช้งาน ไม่เหมือนสมาร์ตโฟน ดังนั้น แบรนด์จึงยังต้องพึ่งพาพนักงานหน้าร้านในการอธิบายฟังก์ชันและแนะนำสินค้า ทำให้หน้าร้านยังคงสำคัญ
โดย Big Camera จัด Workshop ทุกสัปดาห์ โดยสลับแบรนด์กันไป ส่วนปีหน้าจะคงความถี่เดิม แต่เพิ่มการทำคอนเทนต์ให้ลูกค้าเข้าใจการใช้งานได้ในวงกว้างขึ้น โดยปีหน้า บริษัทจะให้ความสำคัญกับ Workshop ถ่ายภาพที่ออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มกล้องเปลี่ยนเลนส์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานในเชิงพาณิชย์ (Commercial) จะเน้นเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการเซตอุปกรณ์ Live Stream การทำคอนเทนต์ YouTuber ตลอดจนการใช้งานในโรงเรียนและหน่วยงานที่ยังจำเป็นต้องใช้กล้องสำหรับผลิตคอนเทนต์
ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อกล้องเพื่อไลฟ์สไตล์ บริษัทจะเน้นการสื่อสารผ่าน KOL เพื่อให้มีการรีวิวสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละ Segment มากขึ้น เพราะปัจจุบัน กล้องมีความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้ซื้อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถเหล่านั้นได้เต็มที่เสมอไป
“คุณปรับไม่เป็น ถ่ายไม่เป็น คุณก็ไม่ได้ภาพ” ชิตชัย กล่าว
ร้านเล็กในไฮเปอร์ลดลง ร้านใหญ่ในห้างหลักเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของตลาดไม่ได้ส่งผลเฉพาะตัวสินค้า แต่ยังทำให้ Big Camera ต้องปรับโครงสร้างสาขาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภคด้วย ปัจจุบัน Big Camera มีสาขาประมาณ 150 แห่งทั่วประเทศ ลดลงจากช่วงที่เคยมีราว 200 สาขา ซึ่งในอดีตเน้นทำเลในไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco และ Big C
หลังโควิด-19 แบรนด์กล้องหลักเริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าราคาสูงมากขึ้น ทำให้สินค้าเหล่านี้ไม่เหมาะกับรูปแบบร้านในไฮเปอร์มาร์เก็ตเท่าเดิม บริษัทจึงทยอยปิดสาขาขนาดเล็กที่ทำผลงานได้ไม่ดี แล้วขยับไปยังศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์การค้าในเครือ CPN เครือ Robinson และห้างท้องถิ่นประจำจังหวัด พร้อมรีโนเวตร้านให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า
แม้จะมีศูนย์การค้าเปิดใหม่ประมาณปีละ 3-4 แห่ง เช่น The Central พหลโยธิน และ Robinson บางแห่ง รวมถึงที่หนองคายในปีหน้า แต่จำนวนสาขารวมของ Big Camera แทบไม่เปลี่ยนแปลง เพราะการเปิดสาขาใหม่มักมาพร้อมการปิดสาขาเดิม กล่าวคือ เปิดเพิ่มหนึ่งแห่งก็ปิดหนึ่งแห่ง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ Big Camera ถอนตัวออกมาไม่ได้ถูกปล่อยว่างทั้งหมด เนื่องจากบริษัทยังดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ AIS Telewiz อยู่ประมาณ 20 สาขา โดยส่วนใหญ่ใช้ทำเลใน Tesco และ Big C ซึ่งเป็นพอร์ตธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมีโอกาสขยายสาขาได้
Big Bonus ปีที่ 19 ดึงคนรุ่นใหม่เข้าหาแบรนด์
เมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของตลาดกล้อง Big Camera เดินหน้ากระตุ้นยอดขายด้วยแคมเปญส่งท้ายปี Big Camera Big Bonus ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยปีนี้กลับมาใช้รูปแบบ Lucky Draw ให้ลูกค้าร่วมลุ้นทริปท่องเที่ยวถ่ายภาพ
แคมเปญดังกล่าวมีช่างภาพ จอร์จ ธาดา วารีช และกอล์ฟ มาเยือน ร่วมกับนักแสดงรุ่นใหม่ บิ๊นท์ สิรินธร ซึ่งเข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ ขณะที่โปรโมชัน “ก้าวต่อ” แคมเปญส่งท้ายปีของ Big Camera จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง 15 มกราคม 2570
เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทจัดโปรโมชันให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าตามช่วงเวลาที่กำหนดได้รับของพรีเมียมเซ็ตที่ทำร่วมกับลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ ปีนี้บริษัทเลือกกลับมาใช้ Lucky Draw ที่เคยจัดมาก่อน โดยมีเป้าหมายด้านการสร้างแบรนด์ (Branding) เป็นสำคัญ
ชิตชัยอธิบายเหตุผลที่เลือกพรีเซนเตอร์ชุดนี้ว่า “น้องเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ ที่จะมีฐานกลุ่มลูกค้าที่เป็น Gen ใหม่ ๆ มากขึ้น แล้วก็อยากให้กลุ่มลูกค้าเด็ก ๆ เหล่านั้นได้มาสัมผัสกับแบรนด์ของเรามากขึ้น”
ด้วยเครือข่ายสาขาประมาณ 150 แห่งทั่วประเทศ Big Camera ต้องการให้แฟนคลับของทั้งบิ๊นท์ กอล์ฟ และจอร์จ มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากกว่าการเข้ามาซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

ชิปแพง ปีหน้าอาจเห็นกล้องรุ่นใหม่ขึ้นราคา
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคากล้องในปีหน้า ท่ามกลางปัญหาชิปขาดแคลนจากความต้องการนำชิปไปใช้ในระบบ AI และ Data Center ซึ่งเริ่มมีสัญญาณจากต่างประเทศว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้น
ชิตชัยระบุว่า สำหรับตลาดไทยในปีนี้ ราคากล้องแทบไม่ได้ปรับขึ้น เนื่องจากแบรนด์ใหญ่ยังพยายามพยุงราคาเอาไว้ แต่ในปีหน้า Sony และ Canon เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า กล้องบางโมเดลอาจปรับราคาเพิ่มขึ้น หรือกล้องรุ่นใหม่ที่เปิดตัวอาจกำหนดราคาโดยอิงกับต้นทุนฐานใหม่ตั้งแต่แรก
ส่วนกล้องรุ่นเก่ายังมีโอกาสจำหน่ายในราคาเดิมต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแบรนด์จะสามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
ชิตชัยประเมินว่า การปรับราคาน่าจะเกิดขึ้นกับกล้องใน Segment ระดับบนเป็นหลัก ขณะที่การเติมสินค้าในตลาดระดับล่างจะช่วยทำให้กล้องมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปได้มากขึ้น