Strategic Move

Yo-Chi โฟรเซนโยเกิร์ตจากออสเตรเลียบุกไทย ขอเป็นที่แฮงก์เอาต์แบบไร้แอลฯ ขายแบบชั่งน้ำหนัก 100 กรัม 73 บาท ปักหมุด Groove เซ็นทรัลเวิลด์ที่แรก เปิดยันเที่ยงคืน

YOCHI-01.jpg

โฟรเซนโยเกิร์ต ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ โยเกิร์ตพร้อมดื่ม กำลังจะเป็นทะเลเดือดในไทย กลายเป็นเมนูสุขภาพดาวรุ่งสุดๆ ซึ่งใครจะเป็นร้านขนมหวานก็เป็นไป แต่ Yo-Chi ขอเป็นที่แฮงก์เอาต์ให้เหล่า Gen Z มาปาร์ตี้แบบไร้แอลฯ มีดิสโก้บอล บูธดีเจให้ตึ๊ดๆ ถึงเที่ยงคืน ที่ Groove เซ็นทรัลเวิลด์

Yo-Chi (โยชิ) แบรนด์โฟรเซนโยเกิร์ต และอาซาอิจากออสเตรเลีย ประกาศเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็น สาขาที่ 80 ของโลก ต่อจากออสเตรเลียที่มีกว่า 75 สาขา, สหราชอาณาจักร 1 สาขา, สหรัฐอเมริกา 1 สาขา และสิงคโปร์ 2 สาขา

การมาถึงของ Yo-Chi ในครั้งนี้ ไม่ได้มาในรูปแบบร้านของหวานสั่งแล้วกลับบ้านทั่วไป แต่เข้ามาเพื่อปักหมุดสร้างมิติใหม่ด้วยการเป็น Third Space ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ และผู้คนทุกวัยได้เข้ามาแฮงก์เอาต์ สังสรรค์ โดยปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สาขาแรกจึงเลือกที่ Groove เซ็นทรัลเวิลด์ ปาร์ตี้โยเกิร์ตได้ยันเที่ยงคืน

5. Yo-Chi ปักหมุดเมืองไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์.jpg

พื้นที่แฮงก์เอาต์แบบไร้แอลฯ ที่วัยรุ่นเลือกมาเดท

ในวันเปิดสาขาที่ไทย "โอลิเวอร์ อัลลิส" Chief Brand Officer และ Co-Owner ของ Yo-Chi ได้เดินทางมาที่ไทยด้วย การขยายธุรกิจในครั้งนี้เป็นการลงทุนของบริษัทเอง ไม่ได้มีพาร์ทเนอร์คนไทยแต่อย่างใด โดยได้ศึกษาตลาดไทยอยู่ราว 18 เดือน ก็พบว่าเมืองไทยเป็นตลาดน่าสนใจ เพราะผู้คนฟู้ดดี้มาก หรือชื่นชอบของกิน เปิดใจรับแบรนด์ใหม่ๆ และที่ไทยเองก็ยังไม่มีพื้นที่แฮงก์เอาต์แบบไม่มีแอลกอฮอล์ จึงเป็นโอกาสในการเข้ามาทำตลาด

อัลลิส เล่าว่า แต่เดิม Yo-Chi ก่อตั้งในปี 2555 จากนั้นเขากับพ่อได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2562 ตอนนั้นมีอยู่ 4 สาขา ตัวเขาเองเคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้วยฟาร์ม และสนใจในธรรมชาติ  จึงตัดสินใจซื้อแบรนด์แล้วนำมาพัฒนาต่อ จนปัจจุบันขยายไป 80 สาขา แล้ว

“ในออสเตรเลีย Yo-Chi กลายเป็นสถานที่ที่วัยรุ่นเลือกมาแฮงก์เอาต์แทนการไปผับหรือบาร์ บางคนถึงขั้นเลือกที่นี่เป็นสเปซสำหรับการมาเดทกัน ซึ่งในประเทศไทย แม้คนไทยจะเป็นกลุ่มฟู้ดดี้ที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เร็วมาก แต่ไทยยังไม่มีพื้นที่แฮงก์เอาต์ที่เป็นสเปซลักษณะนี้อย่างจริงจัง เราจึงตั้งใจสร้างบรรยากาศร้านให้แตกต่าง ด้วยการติดดิสโก้บอล มีกระจกถ่ายรูปหน้าปกนิตยสาร และเปิดบูธดีเจ มาเปิดเพลงสร้างไวบ์สุดสัปดาห์ เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ให้การกินโยเกิร์ตสนุกและน่าสนใจยิ่งขึ้น”
3. โอลิเวอร์ อัลลิส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Yo-Chi.JPG

3 เหตุผลสร้างความแตกต่าง

ที่ผ่านมามีแบรนด์โฟรเซนโยเกิร์ตเข้ามาทำตลาดในไทยไม่น้อย แต่สักพักก็เริ่มแผ่ว Yo-Chi ต้องการสร้างความแตกต่าง และต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเหตุผล 3 อย่าง

1. วัตถุดิบธรรมชาติ อิมพอร์ตยกเซ็ต

โฟรเซนโยเกิร์ตผลิตจากนมสดแท้ ไม่ใช่ผงนม ขณะที่อาซาอิ (Açaí) ใช้ผลเบอร์รี่ออร์แกนิก ส่วนท็อปปิ้งใช้ผลไม้สด และวัตถุดิบธรรมชาติต่างๆ ถ้าหาในโลคอลไม่ได้ ก็นำเข้ามาทั้งหมด

2. พื้นที่ขนาดใหญ่ & Friendly Staff

ดีไซน์ร้านให้มีพื้นที่กว้างขวาง รองรับคนได้ทุกวัย โดยร้านจะตั้งอยู่ชั้น 2 โซน Groove เซ็นทรัลเวิลด์ จะได้พื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ทำบาร์ท็อปปิ้งให้เลือกตักได้ตามใจชอบ พนักงานทุกคนผ่านการเทรนนิ่งตรงตามมาตรฐานเดียวกับออสเตรเลีย

3. แบรนด์รักษ์โลก

ในการออกแบบร้านมีความใส่ใจสิ่งแวดล้อม พยายามเลี่ยงการใช้พลาสติก มีจุดกดน้ำดื่มฟรี ซึ่งจะมีทั้งน้ำดื่มแบบ Still และสปาร์คกลิ้ง อัลลิสบอกว่าจุดนี้คนทั่วไปสามารถนำกระบอกน้ำมาเติมที่ร้านได้ ไม่ได้จำกัดแค่ต้องเป็นลูกค้าที่ร้าน รวมถึงมีจำหน่ายถ้วยรีฟิล ถ้านำถ้วยนี้มาใช้ครั้งต่อไป ก็ได้ส่วนลด 10% เพื่อสร้างแนวคิดการบริโภคที่ยั่งยืน

8. Yo-Chi ปักหมุดเมืองไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์.jpg

เคาะราคา 100 กรัม 73 บาท ท็อปปิ้งอีกเพียบ!

Yo-Chi ในประเทศไทยมีประมาณ 10 รสชาติ ซึ่งจะมีทั้งรสชาติหลัก ได้แก่ Signature Tart รสคลาสสิกที่ขายดีตลอดกาล Salted Butterscotch, Chocolate, Classic Vanilla, Strawberries & Cream, Matcha รวมถึงรสชาติตามฤดูกาล อาทิ Mango และ Coconut รวมไปถึงรสชาติพิเศษที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับสาขาในพื้นที่นั้นๆ ด้านท็อปปิ้งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สตรอว์เบอร์รีสด, Cookie Dough ซิกเนเจอร์, น้ำพุ Nutella และ Mini Taiwanese Mochi นอกจากนี้ยังมีท็อปปิ้งเฉพาะเมืองไทยได้แก่ Thai milk tea jelly, Thai Mango, Coconut Chips และ Pipo Fruit Jelly

สำหรับสาขานี้ตั้งราคาอยู่ที่ 73 บาท/100 กรัม ถือว่าเป็นราคาที่ถูกว่าออสเตรเลีย ที่มีราคา 4.3 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/100 กรัม หรือราวๆ 101.6 บาท ถ้าถามว่าทำไมต้องมีเศษ เพราะปกติการตั้งราคาที่ไทยส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วยเลข 9 หรือเลข 5 เพื่อการคิดง่ายๆ ซึ่งอัลลิสบอกว่าเป็นการคำนวณจากต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริง ไม่ได้ดูหลักการตลาดใดๆ

16. Yo-Chi ปักหมุดเมืองไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์.jpg

อัลลิสยังบอกอีกว่า ในประเทศอื่นๆ ที่ทำตลาดมา มียอดเฉลี่ยการชั่งน้ำหนักอยู่ที่ 270 กรัมต่อถ้วย

แต่ต้องดูกันต่อไปว่าคนไทยจะตอบรับกับโมเดลชั่งน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่าจะชั่งน้ำหนัก หรือคิดราคาตามไม้แบบชาบูหม่าล่า ล้วนเป็นโมเดลที่ปราบเซียนมาก เพราะคนไทยมือหนัก พอตักเยอะ แล้วราคาสูงอาจจะไม่สู้ราคา โมเดลเหมาจ่าย หรือบุฟเฟ่ต์จึงโดนเส้นชาวไทยมากกว่า

แผนในการขยายสาขาในอนาคต อัลลิสบอกว่าตั้งเป้าจะทำสาขาแรกนี้ให้ดีที่สุดก่อน หากได้รับกระแสตอบรับที่ดีตามเป้าหมาย อาจจะมีแผนจะเปิดสาขาที่ 2 ภายใน 6 เดือนข้างหน้า รวมถึงอยากขยายตลาดต่อไปยังประเทศมาเลเซียในอนาคต

7. Yo-Chi ปักหมุดเมืองไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์.jpg