Strategic Move

‘เข้าก็จ่าย ออกก็เก็บ’ สะเทือนท่องเที่ยวไทยหรือไม่? เมื่อรัฐจะเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน–ภาษีขาออก’ ในวันที่คู่แข่งเปิดศึกชิงนักท่องเที่ยว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากว่า จะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวไทยหรือไม่ในช่วงฟื้นตัวอย่างเปราะบาง เมื่อภาครัฐเริ่มเดินหน้าพิจารณา 2 มาตรการจัดเก็บรายได้ใหม่ ได้แก่ มาตารแรก การจัดเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 450 บาทสำหรับต่างชาติขาเข้า

TAXAIR-01.jpg

และ มาตรการที่ 2 ‘ภาษีขาออก’ ในอัตราเบื้องต้นครั้งละ 1,000 บาท กำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับผู้เดินทางขาออกทุกสัญชาติ

ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า นี่จะเป็นการสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างเปราะบางหรือไม่?

หากมองในมุมการบริหารทางการคลัง การจัดเก็บภาษีทั้งสองรูปแบบถือเป็นการหา ‘รายได้ใหม่’ เพื่อมาช่วยเรื่องงบประมาณในภาวะที่หนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงแตะระดับ 13.19 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 68% ของ GDP

ทั้งสองมาตรการ มีการคาดการณ์ว่า จะสร้างรายได้มหาศาล โดยค่าเหยียบแผ่นดินคาดว่า จะสร้างรายได้เข้ากองทุนการท่องเที่ยวได้ปีละราว 8,000 ล้านบาท ส่วนภาษีขาออกจะสร้างรายได้ 46,000 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี หากทั้งสองมาตรการผ่านการอนุมัติและมีผลบังคับใช้จริง การเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งในเชิงจิตวิทยาและการตัดสินใจเดินทาง ถือเป็น ‘ต้นทุนใหม่’ ที่ผู้เดินทางทุกคนต้องนำมาคำนวณซ้ำอีกครั้งก่อนออกเดินทาง

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันที 1,450 บาทต่อทริป (ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท + ภาษีขาออก 1,000 บาท)

เมื่อนำไปรวมกับค่าบริการสนามบินปรับใหม่ที่ 1,120 บาท จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 2,570 บาทต่อคน หากเดินทางเป็นครอบครัว 4 คน จะมีภาระเพิ่มขึ้นรวมถึง 10,280 บาท

ตัวเลขนี้ ยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อเดินทางมาไทย

ขณะที่คนไทยเองก็หนีไม่พ้นภาระที่เพิ่มขึ้นจากภาษีขาออกทุกทริปที่บินไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยว ทำงาน เรียนต่อ หรือติดต่อธุรกิจ

ประเด็นดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามใหญ่ว่า การสร้างรายได้ให้ภาครัฐด้วยวิธีนี้จะกลายเป็นการ ‘ทุบหม้อข้าว’ ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยหรือไม่

ซึ่งภาคธุรกิจอย่างสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย, สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA), สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และสมาคมโรงแรมไทย (THA) ต่างแสดงความกังวลและได้ยื่นหนังสือคัดค้าน โดยชี้ว่า

ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น อาจจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อราคา กลุ่มงบประมาณจำกัดอย่างแบ็กแพ็กเกอร์ และกลุ่มที่เดินทางซ้ำ

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว เมื่อหันไปมองบรรดาประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย หรือญี่ปุ่น ที่กำลังงัดโปรโมชั่น อัดฉีดแคมเปญการตลาด และใช้นโยบายฟรีวีซ่ารุกหนักเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังเติบโตและมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสองมาตราการนี้ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง ซึ่งจะกระทบต่อเป้าหมายใหญ่ของ ‘การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ (ททท.) ที่ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 36.7 ล้านคนในปี 2569 ในขณะที่สถิติช่วง 9 เดือนแรกยังทำได้อยู่ที่ 23.94 ล้านคน

อันที่จริงการเก็บภาษีท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องใหม่ และถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ‘ญี่ปุ่น’ ที่จัดเก็บภาษีขาออก 3,000 เยนต่อครั้งผ่านการรวมในค่าตั๋วเดินทาง, ‘นิวซีแลนด์’ จัดเก็บค่าธรรมเนียม IVL (International Visitor Conservation and Tourism Levy) จำนวน 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์จากผู้ยื่นขอวีซ่าหรือ NZeTA โดยไม่ต้องจ่ายซ้ำหากเดินทางเข้าออกภายใต้ใบอนุญาตเดิม

หรือแม้แต่ ‘บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย’ ที่เก็บค่าธรรมเนียม 150,000 รูเปียห์เพื่อนำไปฟื้นฟูวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

โจทย์ใหญ่และท้าทายที่สุดของไทยในวันนี้ คือ ต้องหาจุดสมดุลให้ได้ว่า จะสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างไร โดยไม่ทำให้ราคาขยับจนรู้สึก ‘แพงเกินไป’ ในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างงัดทุกกลยุทธ์ เพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวในกลุ่มตลาดเดียวกัน

ซึ่งหากเก็บเงินเพิ่มขึ้นสามารถนำไปยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เสริมสร้างความปลอดภัย และพัฒนาคุณภาพการบริการให้เห็นผลได้จริง ผู้เดินทางก็พร้อมที่จะจ่าย  

แต่ถ้าจ่ายเพิ่มแล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิม วิกฤตความเชื่อมั่นอาจกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ท่องเที่ยวไทยต้องแลกในระยะยาว