ตลาดโรงเรียนนานาชาติในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด อ้างอิงข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2569 จำนวนโรงเรียนนานาชาติในไทยจะเพิ่มขึ้นราว 5.3% แซงจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3.8%
ท่ามกลางโอกาสและความท้าทายดังกล่าว EiM (Education in Motion) กลุ่มธุรกิจการศึกษาจากสหราชอาณาจักร เจ้าของเครือโรงเรียน Dulwich College ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี เลือก "ประเทศไทย" เป็นตลาดที่ 5 ของโลกในการขยายโรงเรียนนานาชาติดัลลิช ต่อจากสหราชอาณาจักร จีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้
บางนา ทำเลยุทธศาสตร์ เจาะกำลังซื้อไทย-Expat
โธมัส แบนยาร์ด (Thomas Banyard) ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า การเปิดตัว Dulwich College International School Bangkok (รร.นานาชาติดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ) บนทำเลบางนา เนื่องจาก มองเห็นศักยภาพของเมืองในฐานะศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค และความต้องการของผู้ปกครองที่มองหาหลักสูตรมาตรฐานอังกฤษให้บุตรหลาน
ขณะที่ ทำเลบางนา ยังเหมาะด้วยขนาดพื้นที่ใหญ่ และการเป็นฮับที่อยู่อาศัยของบ้านระดับลักชัวรีในกรุงเทพ สามารถเชื่อมต่อไปยังโซนภาคตะวันออก และ EEC ได้อีกด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งคนไทยกำลังซื้อสูงและกลุ่ม Expat จำนวนมาก สอดคล้องกับทาร์เก็ตโรงเรียน
"แม้บางนาจะเป็นทำเลที่มีโรงเรียนนานาชาติเปิดให้บริการอยู่ก่อนแล้ว แต่ดัลลิชฯ มองว่าจุดแข็งของแบรนด์และรูปแบบการเรียนการสอน จะเป็นทางเลือกในตลาดที่มีการแข่งขันสูง"

ชู Duo Program เลือกได้ทั้ง IB และ A-Level ค่าเทอมเริ่ม 7 แสนบาท/ปี
เบื้องต้น ดัลลิชฯ วางเป้าหมายกลุ่มนักเรียนชาวไทย 50% และชาวต่างชาติที่พำนักในไทย 50% จุดขายสำคัญของดัลลิชฯ กรุงเทพฯ คือ Duo Program ที่เปิดทางเลือกการเรียน 2 หลักสูตร (เลือกได้ตอนระดับชั้นไฮสคูล) ได้แก่
1.A-Level (Advanced Level) หลักสูตรตามระบบการศึกษาของอังกฤษ เน้นการเรียนเชิงลึกในวิชาที่สนใจหรือจำเป็นต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เหมาะกับผู้เรียนที่ต้องการเลือกเส้นทางวิชาการเฉพาะทาง
2.IB (International Baccalaureate) หลักสูตรนานาชาติที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน ทั้งวิชาการ ทักษะชีวิต และความเป็นพลเมืองโลก
นอกจากหลักสูตรหลัก โรงเรียนยังนำแนวทางการเรียนการสอนด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์) กีฬา การแสดง และศิลปะเข้ามาเสริม
พร้อมหลักสูตร S21 ที่มุ่งพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ เพื่อสร้างพื้นฐานให้ผู้เรียนต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจ ควบคู่กับการเน้นทักษะภาษาทั้งอังกฤษ จีน และไทย
ด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา ในเครือดัลลิช นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย IB อยู่ที่ 37.3 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 30.8 คะแนน และนักเรียนมากกว่า 45% สามารถคว้าสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับท็อป 100 ของโลก โดยมีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่าง Oxford, UC Berkeley และกลุ่ม Ivy League อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเรียนแบ่งออกเป็นปีละ 3 เทอม โดยมีค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 711,100-1,107,500 บาทต่อปี แบ่งตามระดับชั้น (*ราคาค่าเทอมต่อปี) ดังนี้
-Nursery ราคา 711,100 บาท
-Reception ราคา 743,200 บาท
-Year 1-2 ราคา 866,300 บาท
-Year 3-6 ราคา 895,300 บาท
-Year 7-9 ราคา 988,500 บาท
-Year 10-11 ราคา 1,055,700 บาท
-Year 12-13 ราคา1,107,500 บาท
ในด้านบุคลากรดัลลิช จะมีครูผู้สอนมีประสบการณ์เฉลี่ยมากกว่า 10 ปี และ 90% เป็นบุคลากรจากสหราชอาณาจักร พร้อมอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่แตกต่างกันตามระดับชั้น เช่น Nursery อยู่ที่ 1:4 และ Reception 1:6 ส่วน Year 1-3 อยู่ที่ประมาณ 1:11 และ Year 4-7 ประมาณ 1:15

ปีแรกประเดิมรับนักเรียน 200 คน ก่อนขยายสู่ 1,100 คน
โดยเฟสแรก ปี 2569 ดัลลิช เปิดสอนตั้งแต่อายุ 3-12 ปี หรือ ระดับ Nursery - Year 7 พร้อมทยอยขยายระดับชั้นตามแผน และมีแผนเปิด Year 8, Year 9 และ Year 10 ในปี 2570 ก่อนขยายระดับชั้นต่อเนื่องในระยะถัดไป
ปัจจุบันดัลลิชรับนักเรียนรุ่นแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนราว 200 คน ซึ่งมีทั้งครอบครัวไทยและต่างชาติ อาทิ อังกฤษ ไต้หวัน และจีน ให้ความสนใจ
"เราตั้งเป้าว่า เมื่อเปิดครบทุกเฟส โรงเรียนจะสามารถรองรับนักเรียนได้มากกว่า 1,100 คน"

ชูจุดแข็งประสบการณ์เรียนรู้ แข่งด้วยความปลอดภัยและ Well-Being
นอกเหนือจากหลักสูตร ดัลลิชฯ กรุงเทพฯ ยังวางจุดขายด้านสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ โดยมีระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) มากกว่า 300 จุด พร้อมแนวคิด Cleaner Air และ Well-Being
โดยเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกในไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED Gold พร้อมออกแบบอาคารในลักษณะแนวกว้าง ไม่เน้นความสูง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งโล่ง
อีกด้านคือ Academic Challenge ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์นอกห้องเรียน
ดังนั้น การที่ EiM เข้ามาในไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มแคมปัสใหม่ของเครือโรงเรียนเก่าแก่จากอังกฤษ แต่เป็นการเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดการศึกษาระดับพรีเมียม ที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ชื่อเสียงของโรงเรียน หากยังรวมถึงหลักสูตร ผลลัพธ์ทางวิชาการ ประสบการณ์เรียนรู้ และความคุ้มค่ากับค่าเล่าเรียนที่ผู้ปกครองต้องตัดสินใจในระยะยาว
