พร้อมกับเปิดเผยอินไซต์ผู้ใช้บริการโรงจำนำพบกลุ่มลูกค้ามี ‘อายุน้อยลง’ โดยกลุ่มน่าสนใจ คือ กลุ่มอาชีพอิสระอย่างฟรีแลนซ์และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เข้ามาหมุนเวียนสภาพคล่อง
‘สุธี พนาวร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group กล่าวว่า ปกติโรงรับจำนำจะเปิดรับสินทรัพย์ที่ไม่จำกัดประเภท แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ สภาพของสินทรัพย์ในวันที่นำมาจำนำและวันที่รับกลับจะต้องอยู่ในสภาพเดียวกัน ดังนั้น สินค้าที่เสื่อมสภาพได้ หรืออาหารกระป๋องที่หมดอายุก่อนระยะเวลาหลุดจำนำ จะต้องปฏิเสธการรับจำนำ
ปัจจุบันมีสินทรัพย์หลายอย่างที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง ‘การ์ดเกม’ ซึ่งทาง Easy Money อยู่ระหว่างศึกษาเกณฑ์การรับและตีราคาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากกระแสความนิยมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และให้กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงที่มีการซื้อขายในตลาดจริง
เบื้องต้นการรับจำนำการ์ดเกม จะมุ่งไปยัง ‘รุ่นพรีเมียม’ หรือ ‘รุ่นท็อป’ ที่มีการซื้อขายในราคาสูง ซึ่งใช้วิธีการประเมินมูลค่าอย่างแม่นยำผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยตรง ขณะที่สินค้าอย่าง Art Toy มองว่า กระแสความนิยมค่อนข้างมาไวไปไวและมีวงจรที่สั้นกว่า จึงเสี่ยงในเชิงมูลค่า
“ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เราเห็นเทรนด์คนนำของสะสมโบราณ หรืองาน Antiques) ที่มีใบรับรองมาจำนำกันเยอะ แต่ด้วยสินทรัพย์พวกนี้มีตลาดเฉพาะกลุ่ม บวกกับผู้เชี่ยวชาญประเมินมูลค่าได้ยาก และไม่รู้ว่าจะนำไปจำหน่ายต่อที่ไหนหากหลุดจำนำ เราจึงไม่รับ”
ทองครองแชมป์สินทรัพย์ที่นำมาจำนำมากสุด
สำหรับ Top 5 สินทรัพย์ที่มีการนำมาจำนำมากสุด ได้แก่
อันดับ 1 ทองคำ
อันดับ 2 เพชร
อับดับ 3 นาฬิกา
อันดับ 4 สินค้าแบรนด์เนม
อันดับ 5 เครื่องใช้ไฟฟ้า
ลูกค้าใช้บริการโรงรับจำนำอายุน้อยลงเรื่อยๆ
สำหรับผู้ใช้บริการของ Easy Money มีฐานที่กว้างมาก ตั้งแต่เกษตรกร ฟรีแลนซ์ คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงกลุ่มไฮโซ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘โครงสร้างอายุ’ ของผู้ใช้บริการลดลง
ในอดีตกลุ่มลูกค้าหลักจะมีช่วงอายุระหว่าง 40–50 ปี แต่ปัจจุบันได้ขยับลงมาอยู่ในช่วงอายุ 20 - 30 ปีต้นๆ
เหตุผลสำคัญมาจากคนรุ่นใหม่มีแนวคิด ‘อยากเป็นเจ้านายตัวเอง’ หรือต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น จึงเริ่มสะสมทรัพย์สินเร็วขึ้น และเมื่อต้องการสภาพคล่องเพื่อนำไปต่อยอดลงทุน ก็กล้าที่จะนำทรัพย์สินมาเปลี่ยนเป็นเงินทุนหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว
โดยกลุ่มที่เห็นสัดส่วนมาใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ กลุ่มฟรีแลนซ์, กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นต้น
เศรษฐกิจไม่ดี ใช่ว่าโรงรับจำนำจะโตดี
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจโรงรับจำนำ ‘สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ’ ประธานกรรมการบริหาร Easy Money Group บอกว่า ในอดีตหลายคนจะมองที่ว่า เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจโรงรับจำนำจะมีการเติบโตที่ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่แบบนั้น
ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตอย่างโควิด-19 สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเก็บเลือกจะ ‘ไถ่ถอนทรัพย์สินคืน’ เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้ยอดธุรกิจโรงรับจำนำไม่ได้เติบโตสูงอย่างที่คิด
ในทางกลับกัน ธุรกิจโรงรับจำนำจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นที่สุดในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนและนักธุรกิจมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน เพื่อนำไปลงทุนต่อยอดและคว้าโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจที่กำลังเข้ามา
ในภาวะที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูง มีคำถามว่าการกระตุ้นให้คนมาใช้บริการโรงรับจำนำเป็นการซ้ำเติมปัญหาหนี้สินหรือไม่?
ทางผู้บริหาร Easy Money ตอบว่า การใช้บริการโรงรับจำนำ ‘ไม่ใช่การก่อหนี้ใหม่’ เพราะในวันที่ผู้คนทำมาหากิน มีหลายคนที่ไม่ได้เก็บเงินสดไว้ในธนาคาร แต่เลือกเปลี่ยนน้ำพักน้ำแรงไปสะสมในรูปของทรัพย์สินมีค่า เช่น ทองคำ เพชร หรือนาฬิกาหรู
เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ได้นำทรัพย์สินเหล่านี้มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่อง จึงเปรียบเสมือนการ ‘กดเงินสด’ ออกจากขุมทรัพย์ส่วนตัวที่ตัวเองหามาได้
ที่สำคัญหากเกิดกรณีแย่ที่สุดจนไม่สามารถมาไถ่ถอนคืนได้ ทรัพย์สินนั้นก็เพียงแค่หลุดจำนำไป โดยไม่มีประวัติเสียติดตัวในเครดิตบูโร และไม่มีการตามทวงถามหรือฟ้องร้องดำเนินคดีให้ต้องเป็นภาระในอนาคต
สำหรับ Easy Money มีการเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปี ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 30,000 กว่าล้านบาท โดยมีอัตราการไถ่ถอนทรัพย์คืนสูงกว่า 90% ขณะที่ทรัพย์หลุดจำนำมีเพียง 1-2% เท่านั้น
ปัจจุบัน Easy Money เปิดให้บริการแล้ว 100 สาขา ทั่วประเทศ และมีแผนที่จะขยายเพิ่มอีก 10 สาขาในปีหน้า