Strategic Move

‘น้ำพริกกากหมูแม่แอ๊ว’ เริ่มต้นผลิต 1,000 ห่อ/เดือน สู่ยอดขาย 200 ล้าน ผลิตเดือนละ ‘ล้านห่อ’ ก็ไม่พอขาย

ในโลกธุรกิจบางครั้งสร้างยอดขายระดับร้อยล้านอาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม เช่นเดียวกับ ‘แอม-ทิวาพร ศิริ’ CEO บริษัท แอมแซ่บ กรุ๊ป จำกัด ผู้สร้างแบรนด์ ‘น้ำพริกกากหมูแม่แอ๊ว’ ซึ่งเปลี่ยนเศษกากหมูในร้านของฝากที่ถูกมองข้ามมาอัพมูลค่าจากการเห็นช่องว่างของตลาดจนสร้างปรากฏการณ์เติบโตก้าวกระโดด

NAMPRIK-01.jpg

จากปีแรกช่วงเกิดโควิด-19 ผลิตในโรงรถที่บ้านเดือนละ 1,000 ห่อ ตอนนี้ผลิต ‘กว่าล้านห่อ’ ต่อเดือนยังไม่พอขาย และตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 200-230 ล้านบาท รวมถึงเตรียมบุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง

จุดเปลี่ยนวิกฤต เมื่อตลาดส่งออกหยุดชะงัก

แอม-ทิวาพร เล่าว่า เดิมทีครอบครัวทำธุรกิจร้านขายของฝากในจังหวัดลำพูนมานานกว่า 20 ปี เมื่อถึงเวลาต้องรับไม้ต่อ และแม้ตัวเธอเองจะจบการศึกษาด้านธรณีวิทยา ไม่ได้เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์อาหารโดยตรง แต่ด้วยความที่ซึมซับทักษะการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้มองเห็นช่องทางสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจครอบครัว

สินค้าแรกสุดที่ทำเป็นน้ำพริกผลไม้ ใช้วัตถุดิบขึ้นชื่อของลำพูนอย่างลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง และสับปะรด มาแปรรูปเป็นน้ำพริกวีแกน เจาะตลาดสุขภาพต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง

ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ตลาดส่งออกต้องหยุดชะงักลง จึงต้องหาทางแก้เกมเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด จึงเริ่มกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไร และได้เห็นว่า ในทุกๆ วัน กระบวนการผลิตแคบหมูภายในร้านของฝากของครอบครัวจะมีเศษกากหมูชิ้นเล็กๆ เหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

แม้เศษชิ้นเล็กเหล่านี้จะมีรสชาติและความอร่อยไม่ต่างจากชิ้นใหญ่ แต่กลับต้องถูกลดมูลค่าลงอย่างน่าเสียดาย ทำให้มองเห็นแนวทางแปรรูปเศษกากหมูเหล่านั้นให้กลายเป็นน้ำพริกกากหมูขายในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า

“ช่วงวิกฤตโควิด-19 โจทย์สำคัญในการทำธุรกิจคือการมองหาสิ่งที่ถนัด สามารถลงมือทำและทดสอบตลาดได้ทันที จึงเลือกทำน้ำพริกกากหมู เพราะเป็นสิ่งเชี่ยวชาญและใกล้ตัวที่สุดมาสร้างโอกาสใหม่ช่วงภาวะฉุกเฉิน อีกอย่างความแซ่บกับคนไทยเป็นของคู่กันอยู่แล้ว”

นอกจากเห็นช่องว่าง ต้องหา Pain Point ของตลาดให้เจอ

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้เดิมทีก็มีคู่แข่งมากมาย การสร้างความแตกต่างจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยแบรนด์ตั้งเป้าหมายแก้ Pain Point ใหญ่ที่สุดของผู้บริโภค นั่นคือ ‘กลิ่นเหม็นหืน’ และ ‘การเก็บรักษาได้ไม่นาน’ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้น้ำพริกกากหมูในท้องตลาดมักถูกปฏิเสธ

แอม-ทิวาพรตั้งเป้าว่า หากทลายข้อจำกัดนี้ได้ และยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี ก็จะสามารถเปิดประตูสู่โอกาสในตลาดระดับประเทศและได้รับการยอมรับจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำจึงเริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง จากสินค้าที่เก็บได้เพียงหลักสัปดาห์ ค่อยๆ ขยับเป็นหลักเดือน 3 เดือน 6 เดือน จนในที่สุดทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย

การปลดล็อกจุดอ่อนใหญ่นี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านสะดวกซื้อเปิดประตูรับน้ำพริกกากหมูแม่แอ๊วเข้าวางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรดได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อซ้ำ

“การตลาดช่วงเริ่มต้น เราโฟกัสช่องทางออนไลน์ ประจวบเหมาะกับช่วงโควิด-19 ที่กระแสน้ำพริกกากหมูกำลังบูม ผู้บริโภคจึงเปิดใจทดลองสินค้าใหม่ได้ง่าย ขณะเดียวกัน เราเร่งขยายสู่ตลาดค้าส่งเพื่อเข้าถึงลูกค้ารายใหญ่ ควบคู่กับการเดินสายออกบูธอย่างงาน OTOP ประจำปี เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ให้ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว”

ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 200 ล้านบาท

ด้านการเติบโตของน้ำพริกกากหมูแม่แอ๊วเรียกได้ว่า โตก้าวกระโดดแบบเท่าตัว จากจุดเริ่มต้นที่รีโนเวทโรงรถในบ้านผลิตได้เพียง 1,000 ห่อต่อเดือน วันนี้ขยับขึ้นมาสู่โรงงานเต็มรูปแบบที่มีกำลังการผลิตถึง 1 ล้านซองต่อเดือน

แต่ด้วยความต้องการของตลาดที่พุ่งสูงจนกำลังการผลิตเริ่มแน่น ทางแอม-ทิวาพร จึงเดินหน้าทุ่มงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ในเขตอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน สำหรับช่วยอัปสเกลการผลิตให้เพิ่มขึ้นอีกถึง 3 เท่าตัว เพื่อรองรับยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ยอดขายก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากปีแรกทำไปได้เพียง 1 ล้านบาท ขยับขึ้นเป็น 60 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 200-230 ล้านบาท

ก้าวต่อไปยกระดับอาหารไทยสู่ Global

เมื่อถามว่า เป้าหมายใหญ่ที่แอม-ทิวาพรต้องการพาน้ำพริกกากหมูแม่แอ๊วไปให้ถึง

เธอตอบว่า ไม่ต้องการหยุดอยู่เพียงแค่การทำน้ำพริกภาคเหนือ แต่จะนำความรู้และเทคโนโลยีมาจับกับสินค้าท้องถิ่นทั้งของภาคเหนือและภาคอื่นๆ เพื่อยกระดับอาหารไทยที่ผู้คนคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กให้สามารถเติบโตในระดับ Global ได้อย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบันภายใต้บริษัท แอมแซ่บ กรุ๊ป จะประกอบด้วย 3 แบรนด์หลัก ได้แก่

แบรนด์แรก ‘แม่แอ๊ว’ : เน้นกลุ่มอาหารท้องถิ่นและน้ำพริก ซึ่งมีน้ำพริกกากหมูเป็นสินค้าหลักคิดเป็น 70% ของพอร์ต นอกจากนี้ยังมีสินค้าใหม่อย่างน้ำพริกหนังไก่ หนังไก่ทอด น้ำพริกนรกซองเล็ก 14 กรัม ราคา 15 บาท และหมี่คลุกกึ่งสำเร็จรูป

แบรนด์ที่ 2 ‘แอมซุป’ : รองรับสินค้าน้ำพริกผลไม้ สินค้าสุขภาพ และสินค้าวีแกนสำหรับการส่งออกในอนาคต

แบรนด์ที่ 3 ‘Memorize Brownie’ : ผลิตสินค้าขนมหวาน เช่น บราวนี่กรอบ วางจำหน่ายใน 7-Eleven และเคยมีหน้าร้านตามศูนย์การค้าเซ็นทรัล

สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาส โดยตั้งเป้าหมายเริ่มต้นที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และรสชาติการรับประทานที่ใกล้เคียงกับคนไทย ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการนำเมนูอาหารท้องถิ่นไทยไปเติบโตในเวทีโลก โดยได้เริ่มเข้าไปในตลาดอย่าง สปป.ลาว รวมถึงมีกลุ่มหิ้วนำสินค้าไปลุยตลาดจีน

แม้ยอดขายจะทุบสถิติ New High ต่อเนื่องเกือบทุกเดือน แต่สิ่งที่แอม-ทิวาพร กังวลและมองเป็นความท้าทายใหญ่ในอนาคต คือปัจจัยภายนอกและความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการจัดส่งวัตถุดิบของซัพพลายเออร์อย่างกะทันหัน

ความเสี่ยงดังกล่าวถือเป็นโจทย์สำคัญที่แอมแซ่บ กรุ๊ป ต้องเตรียมแผนรับมือ และเป็นประเด็นน่าจับตามองในเส้นทางการเติบโตต่อจากนี้