ตลาดกล้อง – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 03 Apr 2023 06:24:05 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ตลาดกล้องยังไม่ตาย! ‘แคนนอน’ ชี้ ‘ครีเอเตอร์’ คือน่านน้ำใหม่ พร้อมวางเป้าเติบโต 20% https://positioningmag.com/1425989 Mon, 03 Apr 2023 06:12:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1425989 ย้อนกลับไปปี 2019 ก่อนที่โลกจะเจอกับการระบาดของ COVID-19 ตลาด กล้อง มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,500 ล้านบาท มียอดขายประมาณ 230,000 เครื่อง แต่ในปี 2022 ที่ผ่านมา มูลค่าของตลาดก็ลดลงเหลือเพียง 3,000 ล้านบาท มียอดขายประมาณ 95,000 เครื่องเท่านั้น แต่ แคนนอน (Canon) ก็ยังเชื่อว่า ตลาดยังไม่ตาย และน่านน้ำใหม่ก็คือ ครีเอเตอร์

ตลาดยังไม่ตายแต่ไม่โต

ตลาดกล้อง ถือเป็นอีกตลาดที่ถือเป็นช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่การมาของสมาร์ทโฟนที่ประสิทธิภาพของกล้องนับวันจะดีมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อภาคการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นอีกปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดยังหายไปนับตั้งแต่ที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่มูลค่าตลาดกล้องจะหายไปเกินครึ่ง อย่างไรก็ตาม เนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนซูมเมอร์อิมเมจจิ้งอินฟอร์เมชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เชื่อว่า ตลาดคงไม่ตกต่ำไปกว่านี้แล้ว

โดยสิ่งที่ช่วยพยุงตลาดในตอนนี้ก็คือ กล้อง Full Frame โดยในปีที่ผ่านมาเป็นกลุ่มเดียวที่ยังเติบโตได้ถึง 11% ขณะที่ปี 2023 ทาง GFK คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 6% นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่กลับมาเติบโตก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดยังคงประคองตัวได้ เพราะกล้องเป็นสินค้าแรก ๆ ที่คนอยากอัปเกรดเมื่อจะไปท่องเที่ยว

“ตลาดมันลดมานานจนถึงจุดที่มันนิ่งเเล้ว อย่างกล้องคอมแพคก็ถูกแทนที่โดยมือถือ ส่วนกล้อง DSLR คนก็อัปเกรดไปใช้ Full Frame ทำให้มูลค่าตลาดตกน้อยกว่าจำนวน เพราะมีราคาสูงกว่า แต่แม้ตลาด Full Frame ยังเติบโตได้ แต่คงจะโคเวอร์ตลาดไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น ตลาดกล้องปีนี้เราคาดว่าตลาดยังทรงตัว”

ครีเอเตอร์ น่านน้ำใหม่ของตลาด

ด้วยการเติบโตของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะเห็นว่ามี อินฟลูเอนเซอร์ หรือ ครีเอเตอร์ หน้าใหม่เกิดขึ้นมาทุกวัน ซึ่งแคนนอนมองว่าครีเอเตอร์เป็น บลูโอเชี่ยน ของตลาดกล้อง ซึ่งแคนนอนก็ต้องการจะเจาะกลุ่มครีเอเตอร์ที่ต้องการ อัปเกรดจากสมาร์ทโฟนมาใช้งานกล้อง เพราะถึงแม้ว่าการใช้สมาร์ทโฟนจะสะดวกแต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง

โดย เนตรนรินทร์ มองว่า เห็นเทรนด์การเติบโตของครีเอเตอร์ตั้งแต่ก่อนโควิด ที่คนไทยเปลี่ยนจากแค่ถ่ายรูปมาเป็นถ่ายคลิป จนนำไปสู่การแชร์และเกิดเป็นการสร้างรายได้

“แน่นอนว่ากล้องมือถือมันสะดวก แต่ลูกค้าที่ซื้อกล้องเพราะฟีเจอร์มันตอบโจทย์สิ่งที่มือถือไม่มี โดยเราเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า 30% ของครีเอเตอร์ที่ใช้สมาร์ทโฟนทำคอนเทนต์เป็นหลัก และสำหรับคนที่เริ่มสร้างรายได้จากคอนเทนต์ได้ เขาก็อยากจะอัปเกรดอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มคุณภาพของคอนเทนต์”

ส่งกล้อง 2 รุ่นใหม่จับตลาดเอนทรี่-มิดไฮ

ล่าสุด แคนนอนได้เปิดตัวกล้อง 2 รุ่น ได้แก่ EOS R8 และ EOS R50 สำหรับจับกลุ่มครีเอเตอร์ พร้อมออกแคมเปญ You ‘R Creator ใช้งบการตลาดที่ 50 ล้านบาท

โดย EOS R8 เป็นกล้อง Mirrorless Full Frame เน้นการใช้งานมืออาชีพ บันทึกวิดีโอคุณ 4K 60P ได้แบบไม่ครอป มีฟังก์ชัน Auto Focus detect only ช่วยให้ภาพวิดีโอดูเนียนตา โฟกัสไม่หลุดแม้เดินเข้า-ออกจากเฟรมภาพ โดยราคากล้องเปล่าอยู่ที่ 56,590 บาท และพร้อมเลนส์ RF24-50mm f/4.5-6.3 IS STM ที่ 64,790 บาท

ส่วน EOS R50 จะจับตลาดครีเอเตอร์กลุ่มเริ่มต้นที่อยากอัปเกรดจากการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายคอนเทนต์มาเป็นกล้อง เหมาะสำหรับทำ Live Streaming Blogger และ Vlogger โดยสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อไลฟ์ได้โดยไม่ต้องลงแอปพลิเคชัน, ใช้ทัชสกรีนหาจุดโฟกัส เป็นต้น โดยราคาจะเริ่มต้นที่ 28,990 บาท มีสีขาวและดำ

“ราคาสินค้าที่ขายดีจะอยู่ประมาณ 30,000-90,000 บาท ดังนั้น ตัวเริ่มต้นราคาประมาณ 2 หมื่นไม่เกิน 3 หมื่น เรามองว่าเป็นราคาที่ลูกค้ามีกำลังจ่ายได้”

วางยอดขายโต 20%

สำหรับยอดขายทั้ง 2 รุ่นใหม่ แคนนอนวางไว้ที่ 6,000 เครื่อง พร้อมวางเป้ายอดขายทั้งปี เติบโต 20% ปัจจุบัน รายได้จากกล้องคิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม หรือราว 800 ล้านบาท

“เราจะไม่ทำสงครามราคา เพราะมองว่าไม่ยั่งยืน อย่างในตลาดตอนนี่้เทียบคู่แข่งเราไม่ได้ถูกกว่า แต่มั่นใจว่าคุ้มค่าการจ่าย โดยรุ่น EOS R50 เราต้องการจะไปแทนที่การใช้สมาร์ทโฟน เพราะเรามองว่ามันยังมีข้อจำกัด เราเลยทำฟีเจอร์ที่แทนที่ข้อจำกัดของการใช้กล้องสมาร์ทโฟน ส่วน EOS R8 จะมาเพื่อรักษาความแข็งแรงของกลุ่ม Full Frame” เนตรนรินทร์ ทิ้งท้าย

]]>
1425989
COVID-19 ซ้ำเติมธุรกิจกล้องขาลง Nikon ปลดพนักงาน 700 คน ในไทย-ลาว กำไรลด 88% https://positioningmag.com/1281190 Fri, 29 May 2020 08:46:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1281190 Nikon ผู้ผลิตกล้องรายใหญ่จากญี่ปุ่น ประกาศปลดพนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 700 คน เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจกล้องดิจิทัล หลังรายได้เเละยอดขายลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 เตรียมรับขาดทุนในช่วง 2 ปีนี้ 

ก่อนหน้านี้ “ตลาดกล้องดิจิทัล” ก็อยู่ในช่วงขาลงหนักอยู่เเล้ว เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพมากขึ้น เหล่าบริษัทกล้องทั้งหลาย จึงพยายามจะปรับตัวโดยหันมามุ่งตลาดกล้อง Mirrorless เเละเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ กลุ่มบล็อกเกอร์หรือคนที่ชอบถ่ายวิดีโอ ซึ่งความต้องการใช้กล้องที่มีความละเอียดสูง

การเเพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ซ้ำเติมให้ยอดขายกล้องลดฮวบลงไปอีก เพราะผู้คนไม่สามารถออกไปท่องเที่ยวหรือออกไปถ่ายภาพได้ตามปกติ อีกทั้งหลายคนยังต้องประหยัดค่าใช้จ่าย กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

อ่านเพิ่มเติม : ตลาดกล้อง ขาลงหนักมาก “ฟูจิฟิล์ม” ฮึดสู้รอบใหม่ เน้นถ่ายวิดีโอ หวังพึ่ง Vlogger-Youtuber

Nikkei Asian Review รายงานว่า การปลดพนักงานฝ่ายผลิตในส่วนที่เกี่ยวกับกล้องของ Nikon ครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 จนถึงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบางส่วนเป็นการให้ออกในรูปแบบสมัครใจ “เกษียณก่อนกำหนด” (Early Retire)

สำหรับในประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนพนักงานครั้งนี้ จำนวน 500 คน ส่วนอีก 200 คนเป็นพนักงานใน สปป.ลาว คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของจำนวนพนักงานในแต่ละประเทศ

การเเพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อรายได้ของ Nikon ซึ่งหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในของวงการกล้อง โดยปีงบประมาณ 2019 ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลกำไรสุทธิลดลง 88% เหลือ 7,600 ล้านเยน ( ราว 2.2 พันล้านบาท)

นอกจากนี้ COVID-19 ยังทำให้การเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ล่าช้าด้วย อย่างกล้องรุ่น D6 ซึ่งเป็นกล้องดิจิทัลที่มีฐานเเฟนคลับเป็นกลุ่มช่างภาพกีฬา เมื่อผู้คนถูกจำกัดการกิจกรรมต่างๆ จึงทำให้ยอดขายกล้องลดลงไปด้วย

Hiroyuki Ikegami รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจถ่ายภาพของ Nikon กล่าวว่า ท่ามกลางผลกระทบของการระบาดที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต “เราจะมีปรับกำลังการผลิตให้มีความเหมาะสม”

อย่างไรก็ตาม Nikon ไม่ได้เปิดเผยคาดการณ์รายได้ในงบการเงินปีนี้ เเละมองว่าการฟื้นตัวของยอดขายกล้องจะเป็นไปอย่างล่าช้า

“เราต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการขาดทุนในธุรกิจการถ่ายภาพ ช่วง 2 ปีนี้” Muneaki Tokunari ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินระบุ

]]>
1281190
กระเเส “กล้องฟิล์ม” คืนชีพ…ไขข้องใจทำไม “ฟิล์ม” ในไทยถึงเเพงเเละขาดตลาด ?  https://positioningmag.com/1266562 Mon, 02 Mar 2020 10:14:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1266562 เเม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกล มีความสะดวก รวดเร็วทันใจ เเต่ความหลงใหลในความคลาสสิก ยังไม่เคยเลือนหายในทุกยุคสมัย เสน่ห์ของการ “กดชัตเตอร์เพื่อ 36 รูป” เป็นหนึ่งในนั้น 

ปรากฏการณ์การคืนชีพของ “กล้องฟิล์ม” จึงกลับมาอีกครั้งเเละนับเป็นหนึ่งในเทรนด์ฮิตของคนรุ่นใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

ในขณะที่กล้องดิจิทัลมีการยกระดับฟังก์ชันทันสมัย กดถ่ายได้ไม่ซ้ำเเละเช็กดูรูปได้ทันที เเต่หลายคนก็ยังโหยหาการรอคอยเเละการได้ “ลุ้น” ภาพที่ออกมาจากระบวนการล้างฟิล์ม บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้างความแตกต่างเเละสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเองผ่านภาพถ่ายที่ลงในโซเชียล การกลับมาของกล้องฟิล์มจึงตอบโจทย์นี้ได้ดี 

กระเเสกล้องฟิล์มไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เเต่ตอนนี้คนดังจำนวนมากก็เป็น “สาวกกล้องฟิล์ม” เต็มตัวเเล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ลิซ่า Blankpink” “เวียร์ ศุกลวัฒน์-เบลล่า ราณี” รวมถึง “นาย ณภัทร” ที่มีผลงานภาพถ่ายออกมาให้เราได้เห็นผลบ่อยๆ ส่วนคอมมูนิตี้อย่างกรุ๊ป “คนรักกล้องฟิล์ม” ในเฟซบุ๊ก ปัจจุบันก็มีสมาชิกถึง 1.7 เเสนคนเเล้ว 

เรียกได้ว่ากระเเส “กล้องฟิล์มคัมเเบ็ก” นี้มาจริง ไม่ได้มาเล่นๆ

Photo : Lisa Blackpink IG @lalalalisa_m

หลายคนที่กำลังเล่นกล้องฟิล์มอยู่ อาจมีข้อสงสัยว่า ทำไม “ฟิล์ม” ในเมืองไทยจึงมีราคาเเพงเเละยังขาดตลาด รวมไปถึงเทรนด์ของคนรักกล้องฟิล์มส่งผลต่อวงการกล้องดิจิทัลอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันกับ “ฟูจิฟิล์ม” เจ้าใหญ่ต้นตำรับผู้ผลิตฟิล์มที่มีอายุกว่า 86 ปี 

ทำไมฟิล์มในไทยถึงขาดตลาด ? 

“เรามองเห็นกระเเสฟิล์มในไทยได้รับความนิยมในไทยชัดเจนเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงมีการสั่งออเดอร์เพิ่มมากขึ้น เเละทุกครั้งที่นำเข้ามาก็จะขายหมดทั้งสิ้น พอสินค้าไม่มีเพียงพอก็นำไปสู่การขายต่อเเบบอัพราคา ซึ่งก็ทำให้ราคาฟิล์มในตลาดเเพงขึ้น” สิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เขาอธิบายต่ออีกว่า ปัจจุบันมีการนำเข้าฟิล์มของฟูจิมาในไทยราว 10,000 ม้วนต่อเดือน ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม การจะเพิ่มกำลังการผลิตหรือไม่นั้น “ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทเเม่”

“สาเหตุที่การนำเข้าฟิล์มมาที่ไทยยังน้อย เป็นเพราะบริษัทเเม่ที่ญี่ปุ่นมองว่าตลาดในยุโรปเเละอเมริกาใหญ่กว่าเรามาก จึงต้องผลิตสินค้าเพื่อส่งตลาดนั้นก่อน อีกทั้งกระบวนการผลิตฟิล์มก็ไม่ง่าย ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงอาจไม่ทันต้อความต้องการที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ขณะนี้ ซึ่งทางฟูจิฟิล์ม ประเทศไทยก็มีการรายงานความต้องการนี้โดยตลอด” 

“บริษัทเเม่ที่ญี่ปุ่น กำลังพิจารณาว่ากระเเสความนิยมฟิล์มในไทยตอนนี้เป็นระยะสั้นหรือระยะยาว ซึ่งจะมีผลต่อการสั่งผลิตต่อไป” 

Photo : Pixabay

กระเเสฮิตฟิล์ม สู่กล้องดิจิทัลเเบบ Film Simulation

ด้าน ปัทมาพร จันทร์จารุกุลกิจ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) บอกถึงมุมมองที่น่าสนใจถึงเทรนด์กล้องฟิล์มคัมเเบ็กที่ส่งผลต่อวงการ “กล้องดิจิทัล” ว่า จากความนิยมกล้องฟิล์มที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทได้พัฒนาฟังก์ชัน Film Simulation (ระบบการจำลองฟิล์ม) ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบสไตล์รูปภาพจากกล้องฟิล์มโดยนำมาไว้ในกล้องดิจิทัลให้สะดวกเเละถ่ายได้จำนวนมาก ซึ่งพัฒนาให้ภาพที่ได้ออกมาคล้ายคลึงกับฟิล์มของฟูจิมากที่สุด 

“เราเรียกว่าเป็นการผสมผสานยุคฟิล์มและยุคดิจิทัลในหนึ่งเดียว เห็นได้จากกล้อง FujiFilm X-Pro3 ที่เราได้ชูความเป็น Digital Film Camera สามารถถ่ายภาพชนิดของฟิล์มที่มีให้เลือกใช้มากถึง 11 แบบเพื่อเจาะตลาดคนที่ชอบภาพจากฟิล์มโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากเเละจะมีการพัฒนาต่อไป” 

“ความท้าทายต่อไปของเราก็คือการทำให้คนที่ใช้กล้องฟิล์มมาซื้อกล้องดิจิทัลที่มี Film Simulation ด้วย ให้ลูกค้าเลือกใช้กับสถานการณ์ที่เหมาะสมตามไลฟ์สไตล์ของพวกเขา”

หนึ่งในสมาชิกในกรุ๊ป “คนรักกล้องฟิล์ม” บอกกับ Positioning ว่า ปัจจุบันเขาใช้ทั้งกล้องฟิล์มเเละกล้องดิจิทัลไปตามโอกาส เเละสิ่งที่ทำให้เขาชื่นชอบกล้องฟิล์ม เเม้ในวันที่กล้องดิจิทัลมีฟังก์ชันครบเเล้ว ก็คือเสน่ห์ของการต้อง “ตั้งใจ” ในการกดชัตเตอร์เเต่ละครั้ง ซึ่งมันทำให้ภาพเเต่ละภาพมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน ได้ความรู้สึกพิเศษตอนล้างรูปเสร็จ ส่วนราคาฟิล์มเเละกล้องถือว่าเเพงขึ้นกว่าเมื่อ 5-6 ปีก่อนมาก บางครั้งหากมีโอกาสเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเขาก็จะซื้อกลับมาเพื่อสำรองใช้เสมอ

Photo : fujifilm-x.com

ตลาดกล้องดิจิทัล ขาลงหนักมาก 

ฟากกล้องดิจิทัลยังต้องต่อสู้อีกยาว หลังดีมานด์ของกล้องที่ลดต่ำลงต่อเนื่อง ไม่แต่เพียงปีนี้แต่ยังจะส่งผลใปในปีต่อๆ ไปด้วย

โดยภาพรวมของตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทย (ไม่รวมยอดขายออนไลน์) ในปี 2562 มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 190,000 ตัว มูลค่าตลาดประมาณ 5,800 ล้านบาท รวมกล้องคอมแพค กล้อง DSLR และกล้องมิลเลอร์เลส โดยมีอัตราการเติบโตติดลบ ประมาณ -29% ในเชิงปริมาณ และติดลบ -28% เชิงมูลค่า 

สำหรับ “กล้องมิลเลอร์เลส” ในปี 2562 ตลาดโดยรวมจำนวนตัว ประมาณ 117,000 ตัว ติดลบประมาณ -29% ในแง่จำนวนตัว และ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท ลดลงประมาณ -20% เมื่อเทียบกับปี 2561

โดยขณะที่ กล้อง DSLR จำนวนตัวประมาณ 3,400 ตัว มีอัตราลดลงถึง -36% เมื่อเทียบกับปี 2561 ขณะที่เชิงมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาท มีสัดส่วนลดลงถึง -44%

สำหรับสาเหตุหลักของการเติบโตที่ลดลงนั้น เกิดจากการที่ผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัล มาเป็นการถ่ายภาพโดยสมาร์ทโฟน เเละคำนึงถึงความง่ายในการใช้งานผ่านทางสั่งการแบบ Easy GUI และความสะดวกในการแชร์ภาพ หรือไฟล์ วิดีโอไปยังโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook,Line และ Instagram

ปรับกลยุทธ์ จับลูกค้าคนรุ่นใหม่ Vlogger – Youtuber

การปรับกลยุทธ์ใหม่ของ “ฟูจิฟิล์ม” ในปีนี้ จึงเป็นการมุ่งเน้นการจับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเป็น Vlogger และ Youtuber ซึ่งมีกำลังซื้อสูงเเม้เศรษฐกิจไม่อำนวย เเละกระแสการถ่ายคลิปวิดีโอเริ่มได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยหวังว่าจะเป็นการปลุกกระแสความต้องการของกลุ่ม Content  Creator ทำให้ตลาดมีการแข่งขันและขยายตัวในอุตสาหกรรมการถ่ายภาพโดยรวม

“เทรนด์ซื้อสมาร์ทโฟนเเทนกล้องใหญ่ มีเเต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราต้องปรับตัวตาม โดยไม่ต้องไปเเย่งลูกค้าในส่วนนั้น เเต่ต้องดึงดูดใจให้คนที่ซื้อสมาร์ทโฟนอยู่เเล้ว อยากซื้อกล้องของเราด้วย” ผู้บริหารฟูจิฟิล์มกล่าว 

ด้านความเคลื่อนไหวของ “โซนี่” ก็ออกเเคมเปญ #VlogwithSony เพื่อหันมาขยายฐานลูกค้าที่เน้นวิดีโอมากขึ้นเช่นเดียวกัน จากเดิมที่โฟกัสเฉพาะภาพนิ่ง 

ส่วนเจ้าใหญ่อย่าง “นิคอน” ก็เริ่มเกมการตลาด ต่อยอดฐานลูกค้าปัจจุบันด้วยการหนุนให้อัพเกรดกล้อง-เลนส์เป็นระดับสูงขึ้น พร้อมขยายตลาดรุกกลุ่มถ่ายวิดีโอซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ด้วยการสื่อสารผ่านออนไลน์ และกิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ 

ตลาดกล้องดิจิทัลยังคงลดลงต่อไปเเน่นอน ยิ่งต้องเผชิญทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเเละปัจจัยลบต่างๆ ที่ทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง จึงน่าจับตาต่อไปว่าบริษัทกล้องจะเดินเกมสู้เเละมีหมัดเด็ดอะไรมาเอาใจลูกค้าอีก 

]]>
1266562
ตลาดกล้อง ขาลงหนักมาก “ฟูจิฟิล์ม” ฮึดสู้รอบใหม่ เน้นถ่ายวิดีโอ หวังพึ่ง Vlogger-Youtuber https://positioningmag.com/1265659 Mon, 24 Feb 2020 12:10:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1265659 ตลาดกล้องขาลง “หนักมาก” ฟูจิฟิล์มฮึดสู้รอบใหม่ วางกลยุทธ์เน้นคนรุ่นใหม่ชอบถ่ายวิดีโอ เจาะกลุ่ม Vlogger- Youtuber หวั่นกำลังซื้อคนไทยลดลงจากพิษเศรษฐกิจ เเบรนด์กล้อง DSLR เจ้าใหญ่หันมาเเข่งตลาดมิลเลอร์เลส

สิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทย (ไม่รวมยอดขายออนไลน์) ในปี 2562 มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 190,000 ตัว มูลค่าตลาดประมาณ 5,800 ล้านบาท รวมกล้องคอมแพค กล้อง DSLR และกล้องมิลเลอร์เลส โดยมีอัตราการเติบโตติดลบ ประมาณ -29% ในเชิงปริมาณ และติดลบ -28% เชิงมูลค่า 

สำหรับ “กล้องมิลเลอร์เลส” ในปี 2562 ตลาดโดยรวมจำนวนตัว ประมาณ 117,000 ตัว ติดลบประมาณ -29% ในแง่จำนวนตัว และ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท ลดลงประมาณ -20% เมื่อเทียบกับปี 2561

โดยขณะที่ กล้อง DSLR จำนวนตัวประมาณ 3,400 ตัว มีอัตราลดลงถึง -36% เมื่อเทียบกับปี 2561 ขณะที่เชิงมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาท มีสัดส่วนลดลงถึง -44%

“สาเหตุหลักของการเติบโตที่ลดลงนั้นเกิดจากการที่ผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการถ่ายภาพจากกล้องดิจิตอล มาเป็นการถ่ายภาพโดยสมาร์ทโฟน เเละคำนึงถึงความง่ายในการใช้งานผ่านทางสั่งการแบบ Easy GUI และความสะดวกในการแชร์ภาพ หรือไฟล์ วิดีโอไปยังโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook , Line และ Instagram”

จากแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงนี้ มีผลโดยตรงต่อดีมานด์ของกล้องดิจิตอลลดต่ำลงที่ไม่แต่เพียงปีนี้ แต่ยังจะส่งผลใปในปีต่อๆ ไปด้วย

สำหรับการสำรวจตลาดล่าสุดในเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ฟูจิฟิล์มยังครองมีส่วนแบ่งการตลาด “กล้องมิลเลอร์เลส” ที่ 43% เชิงปริมาณ และ 34% เชิงมูลค่า และในปีนี้ฟูจิฟิล์มตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดของกล้องมิลเลอร์เลสเป็น 50%

ทั้งนี้ ผลสำรวจเผยว่า คนไทยจำนวนมากชอบถ่ายภาพเเบบ “หน้าชัดหลังเบลอ” ชอบภาพที่มีมิติ ไม่แบน ชอบ Live วิดีโอ เเละชอบการใช้งานง่ายพร้อมแชร์โชเชียลได้ทันที

ห่วงกำลังซื้อคนไทยลด ตลาดมิลเลอร์เลสเเข่งดุ 

“ความท้าทายหลักของเราในปีนี้ เป็นเรื่องกำลังซื้อของคนไทยที่ลดลงมากจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลกระทบโดยรวมเพราะเมื่อเหล่าร้านอาหาร ร้านค้าขายของไม่ได้ คนก็ประหยัดเเละใช้จ่ายน้อยลง ก็ส่งผลต่อเราว่าคนก็จะงดการซื้อกล้องในช่วงนี้เช่นกัน” 

สิทธิเวช กล่าวต่อว่า นอกจากความท้าทายจากกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงเเล้ว ฟูจิฟิล์มยังต้องสู้กับผู้ผลิตกล้อง DSLR เจ้าใหญ่ที่กำลังลงมาชิงตลาดมิลเลอร์เลสด้วย เพราะยอดขายกล้องใหญ่ตกลงมากเเละฟื้นคืนยาก ดังนั้นนั้นเราจึงต้องวางกลยุทธ์ใหม่

“เทรนด์ซื้อสมาร์ทโฟนเเทนกล้องใหญ่ มีเเต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราต้องปรับตัวตาม โดยไม่ต้องไปเเย่งลูกค้าในส่วนนั้น เเต่ต้องดึงดูดใจให้คนที่ซื้อสมาร์ทโฟนอยู่เเล้ว อยากซื้อกล้องของเราด้วย”

โดยในปี 2019 กล้องรุ่นที่ขายดีที่สุดของฟูจิฟิล์ม ได้เเก่
อันดับ 1 รุ่น X-A5
อันดับ 2 รุ่น X-A7
อันดับ 3 รุ่น X-T30
อันดับ 4 รุ่น X-T3
อันดับ 5 รุ่น X-PRO3

 จับลูกค้าคนรุ่นใหม่ Vlogger – Youtuber

กลยุทธ์ใหม่ของ “ฟูจิฟิล์ม” ในปีนี้ คือการจับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเป็น Vlogger และ Youtuber ซึ่งมีกำลังซื้อสูงเเม้เศรษฐกิจไม่อำนวย เเละกระแสการถ่ายคลิปวิดีโอเริ่มได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ซึโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การถ่ายวิดีโอเริ่มได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เห็นได้จากพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นที่เปลี่ยนไปจากที่ชอบถ่ายภาพนิ่งก็เริ่มหันมาถ่ายวิดีโอเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราว ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตประจำวันแล้วแชร์ลงโซเชียลมากขึ้น ทำให้เห็นว่าเทรนด์การเติบโตของ Content Creator กำลังมาแรง

“เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ฟูจิฟิล์มรุกตลาดกล้องดิจิทัล ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน มาเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้อง X-A7 Smart Mirrorless ที่ให้คุณภาพของไฟล์ภาพเเละเลนส์ที่ดีกว่า ขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัว เเชร์คอนเทนต์ลงโซเชียลได้รวดเร็วเเละพกพาสะดวก” 

สำหรับการเจาะกลุ่มลูกค้าของฟูจิฟิล์มนั้นจะครอบคลุมทุก segment ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มใช้ และปีนี้ขยายไปยังกลุ่มระดับกลางทีเป็นกลุ่มใหม่อย่าง Vlogger และ YouTuber

ดัน Fujifilm X-T200 บูมกระเเสถ่ายวิดีโอ

ล่าสุดกล้อง Fujifilm X-T200  เปิดราคาในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในคอนเซ็ปต์ “Smart Mirrorless V” เน้นในเรื่องการถ่ายวีดีโอเป็นหลัก ด้วยฟีเจอร์เน้นงานวีดีโอเอาใจสาย Vlogger และ Youtube เช่น  Digital Gimba, HDR Movie , Smart LCD , Film Simulatio, Vdo Slow motion 120fps เป็นต้น 

เเละในที่สุดก็รองรับการต่อไมโครโฟน พอร์ต 3.5mm เเล้ว (รุ่นก่อนๆ เป็น 2.5 mm) หน้าจอ LCD ขนาด 3.5 นิ้ว ระบบทัชสกรีน ปรับพับหมุนจอได้และสามารถถ่ายเซลฟี่ได้ขณะถ่ายวิดีโอ 

  • Fujifilm X-T200 ชุด [Body] ราคา 24,990.-
  • Fujifilm X-T200 [Standard Set] ชุด Kit 15-45mm ราคา 27,990.-
  • Fujifilm X-T200 [Portrait Set] ชุด Kit 15-45 + Lens XC 35mm F2 ราคา 31,990.-
  • Fujifilm X-T200 [VLogger Set] ชุด Kit XF 16mm F2.8 R ราคา 31,990.-
  • Fujifilm X-T200 Lens XC 35mm./F2 ราคา 7,990.-

“เราหวังว่าจะเป็นการปลุกกระแสความต้องการของกลุ่ม Content  Creator ทำให้ตลาดมีการแข่งขันและขยายตัวในอุตสาหกรรมการถ่ายภาพโดยรวม” สิทธิเวชระบุ

ด้านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของกล้อง “Fujifilm X-T200” ในครั้งนี้ ปัทมาพร จันทร์จารุกุลกิจ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บอกว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการสื่อสารแบบ Total Communication ทั้งสื่อ Online และ Offline และในครั้งนี้ฟูจิฟิล์มได้มุ่งเน้นการสื่อสารกับกลุ่ม Content creator หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ผ่านคลิปวิดีโอเป็นหลัก

โดยมีการดึงเหล่า Micro Influencer จากหลายแขนงร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์การใช้กล้อง Fujifilm X-T200 เเละโปรโมตผ่านช่องทางออนไลน์ยอดนิยมต่างๆ รวมถึงได้มีการเปิดตัว Smart Mirrorless Microsite ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก XA7 Microsite เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม ข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

 

]]>
1265659
ชำแหละ “ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า” 2.5 แสนล้าน : ใครรุ่ง – ใครร่วง ปี 2019 https://positioningmag.com/1235537 Thu, 20 Jun 2019 10:59:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1235537 ภาพ : facebook.com/PowerMall

ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดเครื่อใช้ไฟฟ้ามูลค่า 2.5 แสนล้านเลยก็ว่าได้ เมื่อสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก 2019 ภาพรวมมีการเติบโตราว 3% ถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้มักจะโต 1 – 2% เท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ใช้ว่าทุกหมวดสินค้าจะได้รับ “ข่าวดี” เหมือนกันหมด เพราะบางกลุ่มสินค้ายังคงต้องค้นหา Turning Point เพื่อทำให้ยอดขายกลับมาเติบโตอีกครั้ง ทั้งหมดทั้งมวลจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล” Chief Business Officer – Specialty Business บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ประเมินให้ Positioning ฟังดังต่อไปนี้

“จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล” Chief Business Officer – Specialty Business บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

ตลาดเครื่องปรับอากาศ กลับมา “Cool” อีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2016 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของตลาดเครื่องปรับอากาศ เพราะตลาดที่ร้อนกระตุ้นให้ผู้บริโภคต้องหาตัวช่วยคลายร้อน ขณะเดียวกันรุ่น inverter หรือประหยัดพลังงานก็เลือกทำราคาขายถูกลงทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น จนหลายฝ่ายประเมินว่า เครื่องปรับอากาศนี่จะเป็นดาวเด่นที่ทำให้ภาพรวมของตลาดเครื่อใช้ไฟฟ้าเติบโตได้

แต่ในปีถัดมาภาพเหล่านั้นกลับไม่เกิดขึ้น เพราะแทนที่อากาศจะร้อนแต่ฝนกลับเทลงมาตั้งแต่ต้นปี ลากยาวไปจนหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องปรับอากาศขายดีที่สุด จนสุดท้ายปีนั้นภาพรวมหดลงไปราว 20 – 30% และในปี 2018 สถานการณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นอากาศไม่ร้อนเหมือนที่เคย ตัวเลขจึงอยู่ในภาวะแดนลบอีกครั้ง

สำหรับครึ่งปีแรก 2019จักรกฤษณ์ บอกว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศเติบโตถึง 30% สาเหตุหลักๆ มาจากอากาศที่ร้อน และผู้เล่นในตลาดต่างขนสินค้าออกมาประชันกันอย่างคึกคัก คาดว่าทั้งปีการเติบโตคงอยู่ราว 30%

Smartphone 20,000 บาท คือราคาที่ขายดี

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดเติบโตคือ “Smartphoneเซ็กเมนต์ใหญ่ที่สุด ซึ่งขณะนี้ทุกแบรนด์ต่างประครองการเติบโตให้เป็นแบบออร์แกนิก ส่วนจุดขายยังคงชูเรื่อง กล้องมาเป็นตัวนำ และราคาที่ขายดีที่สุดคือ 20,000 บาท

โดยกลุ่มแบรนด์ที่เข้ามากระตุ้นนอกเหนือจาก Samsung เปิดตัว Galaxy S10 ราคา 31,900 บาท ยังมีกลุ่มแบรนด์จีนทั้ง Huawei ที่มีรุ่น P30 กับจุดขายซูม 30 เท่าราคา 31,990 บาท และ OPPO ที่ตั้งเป้ารุกตลาดพรีเมียมมากขึ้น ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เพิ่งเปิดตัว Reno 10x Zoom ราคา 28,990 บาท ชูซูมขั้นสุดถึง 60 เท่าด้วยซอฟต์แวร์

ส่วนตลาด Smartphone จะกลับมาโตหวือหวาในระดับ 30% เหมือนก่อนหน้านี้ไหม? คงต้องรอให้ 5G เปิดใช้อย่างเป็นทางการเสียก่อน

TV เติบโตอีกครั้ง จอใหญ่กลายเป็นความหวัง

กลุ่ม TV กลายเป็นอีกกลุ่มที่เติบโตได้ดี ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะพบเจอความท้าทายไปบ้าง แต่ปีที่ผ่านมาได้ฟุตบอลโลกมาช่วยไว้ ส่วนครึ่งปีแรกกลับมาเติบโตราว 10% ตลาดรวมราว 30,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีการแข่งขันกีฬามาช่วย

สาเหตุหลักคือการที่ทีวีจอใหญ่ในกลุ่ม 4K ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ตัวอย่างเช่นยอดขายของเพาเวอร์ มอลล์กว่า 40% มาจากขนาด 65 – 70 นิ้ว

แนวโน้มในปี 2019 จะเติมโตได้มากแค่ไหนคงต้องลุ้นจากการทำตลาดของทีวี 8K” ที่เริ่มทำตลาดกันอย่างคึกคักทั้ง Samsung, LG และล่าสุด Hisense แบรนด์จากจีนก็กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้เช่นกัน

Notebook พลิกแก้เกมจนชนะ Tablet

ก่อนหน้านี้ตลาด Notebook ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเข้ามาของ Tablet จนถูกมองว่าจะสามารถเข้ามาทดแทนกันได้เลยทีเดียว ซึ่งกลวิธีแก้เกมของบรรดาค่าย Notebook ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จึงต่างยกเครื่องกันยกใหญ่

ทั้งปรับดีไซน์ให้ทันสมัย ลดขนาดเครื่องให้เล็กลงมีน้ำหนักเบาพกง่าย ชิปประมวลผลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและทรงพลังมากยิ่งขึ้น พร้อมกับจอ OLED และ 240Hz ที่มีขอบจอที่เล็กลง ทั้ง Acer – HP – ASUS

ขณะเดียวกันก็มุ่งไปจับกลุ่ม Gaming ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าเฉลี่ย 20 – 30% บางสูงมากกว่า 50% จนในที่ก็ทำให้ผู้บริโภครู้ว่า Tablet ไม่สามารถทำแทนได้ทุกอย่าง ตลาดจึงกลับมาเติบโต 5 – 10% โดยในส่วนของเพาเวอร์ มอลล์ราคาที่ขายดีเฉลี่ย 20,000 บาท

รูป : Facebook Acer Thailand

กล้อง Digital ถ้าอยากเติบโตต้องกระตุ้น Want

อย่างไรก็ตาม มีขึ้นก็ต้องมีลง ถ้าไม่นับตลาดเครื่องเสียงวิดีโอที่กำลังติดตัวแดงกันอยู่ ตลาดกล้อง Digital” คือส่วนที่น่าห่วงมากที่สุด เพราะตกลงถึง 30% ซึ่งจักรกฤษณ์บอกว่าจากที่คุยกับผู้ประกอบการรายหนึ่งพบเมืองไทยติดลบมากที่สุดในเอเชีย

หากยังจำกันได้เมื่อ 10 ปีก่อนตลาดกล้อง Digital เคยมีมูลค่า 14,000 – 15,000 ล้านบาท ผ่านการขับเลื่อนด้วย “กล้อง Compact” แต่หลังจากการเกิดของ Smartphone ที่มาพร้อมกับกล้องที่ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน ภาพรวมตลาดจึงหดตัวก่อนที่ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

ก่อนจะหาจุด Turning Point ด้วยการออกกล้อง Mirrorless” ที่มาพร้อมคุณสมบัติน้ำหนักเบา แต่สามารถถ่ายได้คมชัดเหมือนกล้อง DSLR ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ตลาดขึ้นไปถึงหลักหมื่นล้านบาทก่อนจะถูกประเมินว่าจะมีมูลค่าลดเหลือ 7,000 ล้านบาทในปี 2019

สาเหตุที่ทำให้ตลาดกล้องดูเงียบเหงา เป็นเพราะแบรนด์ในตลาดไม่ค่อยจัดกิจกรรมหรือกระตุ้นสักเท่าไหร่นัก ผู้บริโภคมาซื้อกล้องเพราะจำเป็นต้องใช้งาน หรือ Need แต่ละเลยที่จะกระตุ้น Want ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดกลับมาเติบโต โดยต้องชี้ให้เห็นความแตกต่างและประโยชน์ที่มากว่ากล้องรูปแบบอื่นๆ

เพาเวอร์ มอลล์เตรียมบุกออนไลน์เต็มตัว

ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพรวมของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2019 เชื่อว่าจะเติบโตราว 3% โดยเทรนด์ที่มาแรงในตอนนี้คือ IoT และ AI ที่มาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเรียบร้อย โดยเฉพาะความเร็วของอินเทอร์เน็ต นอกเหนือจากราคาที่ต่างจากรุ่นปรกติประมาณ 10 – 15% ฟากแบรนด์เองก็ออกสินค้าพร้อมกับสร้างการรับรู้ในเรื่องของประโยชน์แก่ผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านยอดขายของเพาเวอร์ มอลล์ครึ่งปีแรกโต 9% มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5% อันเป็นผลจากการวาง Direction ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง 3 – 4 ปี โดยเน้นให้ความสำคัญทั้งด้านเทรนด์สินค้าที่ทันสมัย และการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย โดยกลุ่มที่ขายดีอยู่ในเซ็กเมนต์พรีเมียม ทั้งปีคาดว่าจะเติบโตราว 5%

ขณะเดียวกันเทรนด์ออนไลน์ที่ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าในช่องทางนี้มากขึ้น และแบรนด์เองก็ชอบไปจับมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อเข้าให้ถึงพฤติกรรมของลูกค้า แต่ จักรกฤษณ์บอกว่าไม่กระทบกับเพาเวอร์ มอลล์เนื่องจากส่วนใหญ่สาขาทั้งหมดที่มี 10 แห่งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางลูกค้า

และทางเพาเวอร์ มอลล์เองก็ปรับตัวโดยการฝึกพนักงานให้เชี่ยวชาญในการแนะนำสินค้า และทำโปรโมชั่นไม่ด้อยกว่าออนไลน์ แต่ทั้งนี้ก็วางแผนรุกออนไลน์ด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้เป็น Omni Channel วางแผนเปิดตัวเร็วๆ นี้.

]]> 1235537 Canon ปรับเกมรับมือตลาดกล้องแข่งโหด ส่ง “EOS RP” รุ่นเล็กอุดช่อง mirrorless ฟูลเฟรม https://positioningmag.com/1216040 Sun, 24 Feb 2019 09:57:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1216040 สมาร์ทโฟนทำให้ชาวดิจิทัลถ่ายรูปสวยโดนใจได้ง่ายด้วยการแตะหน้าจอไม่กี่ครั้ง ภาวะนี้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกล้องต้องหาทางรอดไม่ให้ถูกกลืนหายไป Canon เป็นหนึ่งในผู้เล่นกลุ่มนี้ บนความเชื่อว่ายังมีโอกาสงามรออยู่เสมอในตลาดกล้องทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Canon ฉลองอายุ 30 ขวบสินค้ากลุ่ม EOS ด้วยยอดขายเกิน 90 ล้านเครื่องสำหรับสินค้าตระกูลเดียว แต่หากมองในมุมกล้อง DSLR เจ้าพ่ออย่าง Canon ถือว่ามาช้ากว่าใคร จุดนี้ Canon ยอมรับว่าเป็นเพราะปรัชญาของบริษัทที่เน้นหยั่งเสียงความต้องการของผู้บริโภคแบบระยะยาว ทำให้ต้องมองถึงฟูลไลน์ของทั้งไลน์สินค้า ทำให้ DSLR ของ Canon ลงตลาดช้ากว่าค่ายอื่น

แต่แม้จะมาช้า Canon ก็เป็นแชมป์ในตลาด DSLR ไทยต่อเนื่อง 12 ปี คาดว่าจะเป็นแชมป์ต่อไปอีกในปี 2018-2019

ทั้งหมดนี้ นิฐิวัฒน์ วัจนวรานันท์ หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ คอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง (Imaging Consumer Product) บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ย้ำว่า การเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Canon จะไม่ดูเฉพาะแค่กล้องหรือเลนส์ แต่จะมองถึงแอคเซสซอรี่อื่นที่จะตามมาด้วย ดังนั้นแม้วันนี้ Canon จะหันมาเอาจริงเอาจังกับสินค้ากลุ่ม mirrorless มากขึ้น แต่ Canon ก็จะไม่ทิ้งตลาดเดิม ด้วยการออกสินค้ากลุ่มตัวแปลงหรืออะแดปเตอร์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ใช้ EOS เดิม

“Canon กำลังสร้างอีโคซิสเต็มส์ในกลุ่มคนใช้แคนนอน ลูกค้าที่ซื้อ DSLR จะใช้อุปกรณ์เสริมของ EOS ได้ด้วยผู้บริหารระบุ  “ถามว่า Canon เอาจริงเอาจังกับ mirrorless แค่ไหน เรื่องนี้ต้องย้อนถึงคำให้สัมภาษณ์ของท่านประธาน Canon ที่ญี่ปุ่น ว่าตลาดกล้องจะหด 50% ในช่วง 3-4 ปีนี้จะเห็นว่ากลุ่มที่ลดลงคือกลุ่มเริ่มต้น สมาร์ทโฟนเข้ามาแทนตลาดนี้ ลดลงอย่างน่าใจหาย

ผู้บริหาร Canon มั่นใจว่าตลาดกล้องอีก 50% ที่เหลืออยู่คือตลาดที่แน่น กลุ่มนี้คือกลุ่มฟูลเฟรมที่มีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ แนวโน้มนี้ทำให้ชัดเจนว่ากล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กจะไม่ได้รับความนิยมแน่นอน

ดังนั้น Canon จะไปที่ฟูลเฟรม แต่เราจะมีทั้ง mirrorless และ DSLR เรามองว่าแต่ละระดับราคาควรจะมีทั้ง EOS และ DSLR เพื่อเป็นทางเลือก ลองไปดูได้เลย เพราะ Canon จะวางไว้คู่กันทั้งหมด

ภาวะนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ Canon ออกกล้อง mirrorless ฟูลเฟรมในวันนี้ นั่นคือ EOS RP อาวุธใหม่นี้เป็นสิ่งที่ Canon เตรียมมาเพราะเห็นความต้องการของลูกค้าที่ต้องการฟูลเฟรม mirrorless โดย EOS RP เป็นรุ่นที่ 2 ของ Canon ในตระกูลกล้อง mirrorless ที่ใช้เซ็นเซอร์ฟูลเฟรมและสามารถใช้เลนส์ได้อิสระเหมือน EOS R รุ่นแรกที่มีราคาหลัก 6 หมื่นบาทขึ้นไป

EOS RP อุดช่องโหว่

EOS RP ถูกวางจุดยืนเป็น mirrorless ฟูลเฟรมรุ่นเล็กที่ Canon ส่งมาตอบตลาดด้วยราคา 48,900 บาท สามารถใช้เลนส์ตระกูล RF เหมือน EOS R และใช้ร่วมกับเลนส์เมาท์ EF, EF-S, MP-E และ TS-E ได้ผ่านอะแดปเตอร์ คาดว่าราคานี้จะโดนใจตากล้องผู้เริ่มต้นที่จะเริ่มขยับขยายขึ้นมาสู่ mirrorless แต่ยังไม่อยากจะขยับขึ้นไปถึงระดับ EOS R

รักพงษ์ ชลัษเฐียร ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของ Canon กล่าวในงานเปิดตัว EOS RP ว่า เหตุผลที่ทำให้ EOS RP ถูกแจ้งเกิดเป็นเพราะ Canon มุ่งมั่นเรื่องคุณภาพการโฟกัสของกล้อง เนื่องจากช่างภาพทั่วโลกให้ความสำคัญกับโฟกัส ทำให้ Canon มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาระบบโฟกัส Dual Pixel โดยมีการพัฒนาระบบจับตาหรือ eye detection ที่ปรับใหม่ให้รองรับภาพมุมกว้างมากขึ้น 

EOS RP มีความละเอียด 26.2 ล้านพิกเซล สูงสุดเมื่อเทียบกับกล้อง mirrorless ฟูลเฟรมรุ่นอื่นในตลาด น้ำหนักเบาไม่เกินขวดน้ำดื่มขนาด 500 มล โดยที่มีฟังก์ชันด้านวิดีโอครบ 

ราคาที่ลดลง แต่เราไม่ลดอะไรลงตามไปด้วย Canon ผลิตบอร์ดเซ็นเซอร์เอง ผลิตเลนส์เอง เราไม่ต้องเอาจากใคร แต่เราจะรู้วิธีการจัดการกับวัตถุดิบเราว่าทำอย่างไรให้ดี รวมถึงจุดเด่นของรุ่น R ก็ถูกรวมมาใน RP ด้วย คือกล้องสามารถทำงานกับซอฟต์แวร์ที่อยูู่ในเลนส์ กล้องจะรู้ว่าเลนส์ที่ใช้อยู่ต้องปรับอะไรให้เข้ากันจึงจะสมบูรณ์แบบที่สุด นี่คือความเก่ง

ดูเหมือนว่า EOS RP หวังตอบโจทย์กลุ่มคนใช้กล้อง mirrorless เพื่อถ่ายวิดีโอ เพราะหนึ่งในจุดขายหลักของ EOS RP อยู่ที่การช่วยให้ผู้ถ่ายวิดีโอสามารถภาพจับหน้าบุคคลได้อัตโนมัติ ทำให้เมื่อถ่ายวิดีโอ ภาพคนจะอยู่ในโฟกัสตลอด แม้นางแบบจะขยับตัว กล้องก็จะโฟกัสที่ตา เรียกว่าโฟกัสได้แม้อยู่ในสถาการณ์ที่ไม่มีความนิ่งเลย

นอกจาก DNA ของ Canon เรื่องปุ่มหมุนหรือ Dial ยังคงจัดเต็มมาใน EOS RP ยังมีการสาธิตการทำงานของซอฟต์แวร์ซ้อนภาพสูงสุด 999 ช็อต เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดทั้งระนาบ คุณสมบัตินี้เหมาะกับงานถ่ายภาพสินค้าขนาดเล็กเช่นนาฬิกา หรือเครื่องประดับ ทำให้การทำภาพลักษณะนี้ทำได้ง่ายขึ้นแบบไม่ต้องจ้างมืออาชีพ

อีกจุดน่าสนใจคือการมีแอปพลิเคชั่นให้ช่างภาพส่งภาพผ่านบลูทูธด้วยสมาร์ทโฟน โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดกล้องหรือหยิบกล้องออกจากกระเป๋าเดินทาง ทั้งหมดนี้ผู้บริหารย้ำว่ากลุ่มเป้าหมายของ Canon ไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มครีเอเตอร์หรือพ่อค้าแม่ขายบนออนไลน์ แต่ทุกอย่างพัฒนาขึ้นเพื่อให้กล้องตัวนี้ใช้งานง่าย ซึ่งเหมาะกับทุกคนไม่เฉพาะครีเอเตอร์ นักเดินทาง หรือคนที่ชอบแชร์

ได้หน้าไม่ลืมหลัง

“Canon เราจะทำทั้ง DSLR และ mirrorless เราจะมีกลุ่มกลาง มีฟูลเฟรม สิ่งที่เรามองคือฟูลเฟรมโตอย่างมาก ถ้ามองลักษณะการบริโภค Entry ลดลงแต่ตลาดกลางและสูงนั้นโตมาก เราจึงมีทั้ง R และ RP ถ้าถามว่าอนาคตฟูลเฟรมจะเป็นอย่างไร Canon ก็จะมองทั้ง 2 ค่าย ตรงนี้ถือว่าน่าแปลกใจเพราะตอนแรก เรามองว่า DSLR จะด้อยลงเมื่อออกฟูลเฟรม แต่พบว่าไม่กระทบเลย ถือว่าน้อยมาก การที่ตลาด DSLR ไม่ลดลงเลยแปลว่าลูกค้ายังมองหา ถือว่าเหนือความคาดหมาย นิฐิวัฒน์ระบุ

นิฐิวัฒน์ย้ำว่า Canon ไม่ได้รับกระทบจากตลาดกล้องคอมแพกต์ที่หดหายไป โดยบอกว่า Canon เป็นบริษัทเดียวที่มีสัดส่วนกล้องคอมแพกต์อยู่ที่ 10-15% เท่านั้น เมื่อกล้องกลุ่มกลางหรือมิดเรนจ์ ขยายตัวจึงเป็นประโยชน์กับ Canon เบื้องต้นประเมินว่าการเติบโตของมิดเรนจ์นั้นเกิน 2 เท่า

กลุ่มที่มาใช้กล้องระดับกลางเพิ่มขึ้นเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ แต่ฟูลเฟรมคือกลุ่มลูกค้าฐานเดิมบวกลูกค้าใหม่ สำหรับ EOS เป็นกล้องราคาสูง กลุ่มเป้าหมายหลักคือมืออาชีพซึ่งเราครองตลาดอยู่ จึงเป็นข้อได้เปรียบ เราจะใช้ความได้เปรียบนี้ในการทำตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่จึงจะไม่ทิ้งลูกค้าเดิม บางคนถ่ายภาพเป็นอาชีพ บางคนเป็นงานอดิเรก เลนส์ก็ใช้ได้นาน การออกแบบพร้อมอะแดปเตอร์จะช่วยเรา

Canon ยังมองว่าสมาร์ทโฟนช่วยสร้างวัฒนธรรมการถ่ายภาพ เพราะก่อนนี้ 7-8 ปีที่แล้ว ประชากรโลกเพียงครึ่งเดียวที่มีกล้องใช้งาน สัดส่วนคือ 0.5 ตัวต่อครัวเรือน วันนี้ Canon ได้เห็นการถ่ายภาพที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งพัฒนาจากคนที่ชอบถ่ายภาพทางมือถือ แล้วพัฒนามาเป็นงานอดิเรก

สำหรับปีนี้ Canon ย้ำว่าแผนการลงทุนในไทยจะเน้นที่การเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดมิดเรนจ์ถึงฟูลเฟรม กลุ่มเป้าหมายจะเน้นที่กลุ่มถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก คาดว่าจะมีเวิร์กช็อปเทรนนิ่งบ่อยขึ้น รวมถึงการเจาะกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทผ่านสื่อออนไลน์ โดยลูกค้ากลุ่มมือโปรและกลุ่มอดิเรกจะเจาะเข้าคอมมูนิตี้ เบื้องต้นไม่เปิดตัวเลขงบลงทุนไทยปีนี้

ความท้าทายของปีนี้คือการแข่งขัน ตลาดรวมลดลง ทำให้แบรนด์ระดับ entry ต้องยกตัวเองขึ้นมา กลุ่มกลางก็จะทำราคาหนักขึ้น โปรโมชั่นจะรุนแรงมาก ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ไม่ดีจะทำให้การใช้จ่ายลดลงชัดเจน ดังนั้นโจทย์ของเราคือมีดีมานด์อยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการซื้อ ซึ่งจุดที่จะทำได้คือนวัตกรรม

ทั้งหมดนี้คือแผนของ Canon ในการรับมือภาวะแข่งโหดในตลาดกล้องทั่วโลก.

]]>
1216040
เมื่อ “NiKon” ต้องลุยตลาดกล้อง Mirrorless สลัดภาพแบรนด์แก่ เข้าถึงยาก https://positioningmag.com/1189204 Mon, 24 Sep 2018 04:46:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1189204 เรื่อง : Thanatkit

เป็นแบรนด์กล้องเก่าแก่ มีอายุถึง 101 ปี ได้เวลาที่นิคอนจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่อาจเมินเฉยต่อตลาดกล้องมิลเลอร์เลส” ได้อีกต่อไป

ตลาดกล้องเมืองไทยในมุมมองของนิคอนนั้น มีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ โดยเซ็กเมนต์มิลเลอร์เลสเติบโตมากกว่ากลุ่มอื่นถึง 2 เท่า

เนื่องจากคาแร็กเตอร์ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ชอบถ่ายรูปแล้วอัพลงโซเชียลมีเดียจึงชอบกล้องมิลเลอร์เลสที่คล่องตัวมากกว่า แต่ในต่างประเทศโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก คนที่ซื้อกลุ่มจึงเป็นกลุ่มที่สนใจเรื่องการถ่ายรูปจึงมองสเป็กและจุดประสงค์ในการใช้งานเป็นหลัก

ในเมืองไทยมิลเลอร์เลสกลายเป็นเซ็กเมนต์ที่กินรวบตลาดกว่า 60% เหนือดีเอสแอลอาร์ที่เหลือสัดส่วนเพียง 30% อีก 10% เป็นที่ยืนของคอมแพกต์ซึ่งต่างจากเมืองนอกที่ 2 เซ็กเมนต์แรกมีสัดส่วนไม่หนีห่างกันมาก

แต่เดิมนั้นนิคอน ถือเป็น 1 ใน 2 แบรนด์ที่ตีคู่มากับแคนนอน ในยุคที่ดีเอสแอลอาร์กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในตลาด ส่วนมิลเลอร์เลสเพิ่งมาบูมในช่วง 5-6 ปีนี้เอง

นิคอนได้จับตาดูความเปลี่ยนแปลงของตลาดในช่วง 3 ปีมานี้อย่างใกล้ชิด โดยมองว่า มิลเลอร์เลสได้ผ่านจุดที่พีคที่สุดไปแล้ว เริ่มมีสัดส่วนที่เล็กลงไป ส่วนดีเอสแอลอาร์มีมากขึ้น หากผ่านช่วงนี้ไป ในที่สุดสิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นดีมานด์ที่แท้จริงของตลาด

ขณะเดียวกันนิคอนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องมิลเลอร์เลสโต แต่ในระยะใกล้ยังไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมดเนื่องจากกลุ่มมืออาชีพยังเชื่อมันในดีเอสแอลอาร์อยู่ ด้วยรูปแบบการใช้งาน ที่ต้องการความทนทานและไว้ใจได้ แต่การที่มิลเลอร์เลสเป็นอุปกรณ์ที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด บางสถานการณ์อาจจะไม่ตอบโจทย์ได้

อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มแบรนด์รองอย่างฟูจิ ฟิล์ม, โอลิมปัส, พานาโซนิค และ โซนี่เร่งทำตลาดในเซ็กเมนต์มิลเลอร์เลสจนเบียดขึ้นมาหายใจรดต้นคอ และในที่สุดก็สามารถเบียดนิคอนให้หล่นมาเป็นเบอร์ 4 ในเมืองไทย

กลายเป็นแรงกดดันมากที่สุดของนิคอนในเวลานี้ที่ต้องการพลิกกลับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1” ให้ได้ ถึงจะบอกว่า เบอร์ 1-4 มีส่วนแบ่งตลาดที่ไม่ห่างกันมาก ราว 1-3% ก็ตาม

เพื่อไปให้ถึงจุดหมายนิคอนจึงต้องลงตลาดทั้งมิลเลอร์เลสด้วย แต่ก็ยังไม่ทิ้งดีเอสแอลอาร์ โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่กำลังจับจ่ายใช้สอยสูง และกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อแค่กล้องอย่างเดียว ยังมีโอกาสต่อยอดไปอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เลนส์และแอคเซสเซอรี่ที่นิคอนผลิตอยู่ด้วย

การลงตลาดมิลเลอร์เลสจึงทำให้กลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น ไม่ใช่กลุ่มมืออาชีพที่เคยเป็นหลัก แต่รวมไปถึงกลุ่มที่มีการถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกหรือรักการถ่ายรูป ซึ่งกมีกำลังในการจับจ่ายเช่นเดียวกัน ที่สำคัญผู้บริโภคกลุ่มนี้ในเมืองไทยมีขนาดใหญ่ที่สุด

เซ็กเมนต์ที่นิคอนกำลังให้ความสนใจมากที่สุดคือกล้องมิลเลอร์เลสฟูลเพรม (Full-frame Sensor) ที่แม้จะมีสัดส่วนเพียง 30% ของตลาดรวมมิลเลอร์เลส หากมีอัตราเติบโตมากถึงปีละ 30% ซึ่งมาจาการที่กลุ่มมืออาชีพ และมือสมัครเล่นที่กำลังพัฒนาขึ้นมาเป็นมืออาชีพ หันมาซื้อกล้องประเภทนี้มากขึ้น

อีกทั้งราคาเฉลี่ยในตลาดก็ลดลง เพราะมีสินค้าใหม่เข้ามาทดแทนฐานตลาดจึงใหญ่ขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีราคาตั้งแต่ 30,000 – 130,000 บาท โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 60,000 – 80,000 บาท

ล่าสุดนิคอนได้เปิดตัวกล้องมิลเลอร์เลสฟูลเพรมตัวแรกZ Series” จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ NIKON Z6  ราคาเฉพาะตัวกล้อง 69,900 บาท พร้อมเลนส์ 75,990 – 91,990 บาท โดยยังไม่มีกำหนดวางขาย

และ NIKON Z7 เฉพาะตัวกล้องราคา 119,900 บาท พร้อมเลนส์ 125,990 – 147,990 บาท กำหนดวางขาย 27 กันยายน 2017 นอกจากนี้ยังมีเลนส์อีก 3 ตัว ราคา 22,220 – 36,990 บาท กับ Adapter FTZ ราคา 10,900 บาท วางขายพร้อมกันอีกด้วย

โทรุ มัทสึบาระ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าบอกเลยว่าเราไม่ได้มาช้า เนื่องจากนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะกล้องเป็นระบบใหม่ทั้งหมดเลย ตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนก่อนผลตอบรับดีมากๆ ถึงเราไม่ใช่รายแรกในตลาดที่ทำ แต่มั่นใจว่าพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์มากกว่ารุ่นอื่นๆ ในตลาดแน่นอน

นอกเหนือจากสินค้าใหม่แล้ว นิคอนได้วางแผนการตลาดด้วยการสัมมนาเวิร์คช็อปทุกอาทิตย์และกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ ที่จัดขึ้นในหลายพื้นที่

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญในปีนี้คือการเปิด “Nikon Experience Hub” แห่งแรกในเมืองไทย และแห่งที่ 4 ในเอเชีย ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อจัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขาย ตั้งเป้ามียอดทราฟฟิกวันธรรมดา 500 คน วันหยุด 1,000 คน

พร้อมกันนี้ได้วางแผนขยาย Nikon Experience Hub แต่มีขนาดเล็กลง ใช้ชื่อว่า Nikon Experience Zone ในร้านที่มีทราฟฟิกจำนวนมาก ตั้งเป้าเริ่ม 6 สาขาในกรุงเทพฯ ก่อน ใช้เงินลงทุนสาขาละ 2-3 ล้านบาท ที่นิคอนรับผิดชอบเอง

ความท้าทายที่สุดของนิคอนในขณะนี้คือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ในสายตาผู้บริโภค เดิมมองว่านิคอนเป็นชายสูงอายุ ที่ถ่ายรูปเก่ง แค่พูดไม่รู้เรื่อง คนรุ่นใหม่จึงเข้ามาหาแบรนด์ได้ยาก ซึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ทำทั้งหมดก็เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้เด็กลง เหลือสักอายุ 25 จะเป็นชายหรือหญิงแล้วแต่มุมมอง แต่ยังคงคุณภาพในเรื่องของการถ่ายรูป หากพูดคุยได้ง่ายขึ้น

]]>
1189204
เมื่อ “ไลก้า” ใช้ “โฟโต้ เจอร์นี่” ขยายลูกค้ากล้องลักชัวรี่ https://positioningmag.com/1156203 Fri, 09 Feb 2018 00:15:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1156203 ผมไม่ได้ขายกล้อง แต่ขายสิ่งที่เกิดมาจากกล้อง ดนัย สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลิส ไพรเวต จำกัด บอกถึงวิธีคิดของการทำตลาดกล้อง ไลก้า แบรนด์กล้องอายุร้อยปี ที่บริษัท เอลิส ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนรายเดียวมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม

เป็นวิธีคิดที่ดนัยนำมาต่อยอดกลยุทธ์การตลาดให้กับกล้องไลก้า ที่วางจุดยืนให้เป็นสินค้าลักชัวรี่ แตกต่างไปจากกล้องทั่วไป โดยมุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และกลุ่มผู้ใช้ผ่านช่องทาง ร้านบนเกษรพลาซ่า รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดเวิร์คช้อปอย่างพาลูกค้าไปออกทริปถ่ายรูปสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์

กิจกรรมลักษณะนี้ ไปกระตุ้นให้ลูกค้าเก่าที่ซื้อกล้องไปแล้วไปเก็บสะสม ให้เปลี่ยนมาลงมือถ่ายรูปด้วยตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าสนุกก็จะเกิดเป็นไลฟ์สไตล์ถ่ายภาพในยามว่าง จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือคอมมูนิตี้ไลก้าต่อยอดไปสู่การสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ อายุเด็กลงเพิ่มขึ้น

เมื่อบวกกับ กลยุทธ์ด้านราคาที่ต่ำลงมา ซื้อที่ไทยราคาเท่ากับเยอรมนีทำให้ยอดขายไลก้าขยับขึ้นทุกปี

จากยอดขาย ปีแรก 150 ล้านบาท ปีต่อมา 2560 ปิดตัวเลขไปได้ 300 ล้านบาทเติบโตเท่าตัว เป้ายอดขายในปีนี้เพิ่มไปถึง 500 ล้านบาท

แม้ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาเครื่องตกรุ่นและราคาตกอย่างรวดเร็วเหมือนตลาดกล้องทั่วไป เพราะด้วยความที่ผลิตจำนวนจำกัด ทำให้สินค้าไม่พอขาย แต่โจทย์ต่อไปของไลก้า คือ การขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ให้ลูกค้าเดิมใช้เวลากับกล้องมากขึ้น

ดังนั้นเป้าหมายของไลก้าในปีนี้ จึงเป็นเรื่องของการต่อยอด Photo Journey ให้ครบ เพราะถ้าดูจากขั้นตอนการถ่ายภาพ แบ่งเป็น 3 ขั้นหลักๆ 1) การถ่ายภาพ 2) การแต่งภาพ คอมพิวเตอร์ หรือ Light room และ 3) การปริ้นท์ภาพ เพื่อดูรายละเอียด

พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มผู้ใช้งานกล้องถ่ายภาพของไทยเวลานี้ ยังอยู่ในเพียงขั้นแรกเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เป้าหมายที่เอลิสต้องทำอย่างเข้มข้นในปีนี้ คือ การต่อยอดไปสู่ถึงขั้นที่ 2 หรือ 3

นั่นคือที่มาของการเปิด ไลก้า อะคาเดมี ให้ผู้ใช้งานไลก้าเรียนรู้ผ่านเวิร์คช้อป ถ่ายภาพทั้งขั้นเริ่มต้น ไปจนถึงระดับแอดวานซ์ รวมทั้งต่อยอด ไลก้า แกลเลอรี แบงค็อก เป็นแห่งที่ 19 ของโลก และแห่งที่ 4 ของเอเชีย รองจาก กรุงโตเกียว, เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสิงคโปร์ นำผลงานถ่ายภาพของศิลปินต่างชาติและไทย มานำแสดง ประเดิมด้วย ผลงานนิค อุท ช่างภาพระดับโลกชาวเวียดนาม เจ้าของรางวัล Pulitzer (พูลิตเซอร์) รวมทั้งแผนการเปิดสาขาใหม่อีก 1 แห่ง ใจกลางเมืองที่จะมีขึ้นภายในปีนี้

ภาพที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์

ดนัยก็หวังว่า ด้วย Photo Journey เหล่านี้ จะนำไปสู่การสร้างฐานลูกค้า และแบรนด์ ไลก้า ในตลาดไทยให้เติบโตต่อไป.

]]>
1156203
ย้อนรอยตลาดกล้องในไทยเคยโตถึง 1 หมื่นล้าน https://positioningmag.com/1131694 Wed, 05 Jul 2017 07:53:25 +0000 http://positioningmag.com/?p=1131694 1131694