มิลเลนเนียล – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 13 Dec 2021 12:14:01 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ผลสำรวจชี้ ‘Gen Z’ 80% แอบงีบตอนทำงาน แถม 53% ยังได้เลื่อนขั้นอีกด้วย! https://positioningmag.com/1366603 Mon, 13 Dec 2021 11:13:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1366603 ในขณะที่หลายคนยังทำงานที่บ้าน (Work from Home) เพราะการระบาดนั้นยังไม่ได้หายไป แน่นอนว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนย่อมมีอิสระในการทำอย่างอื่นมากขึ้น และเชื่อว่าหลายคนต้องมีแอบ ‘งีบหลับ’ ระหว่างวันบ้าง แน่นอนว่าการนอน โดยเฉพาะในเวลาหรือที่ทำงานอาจดูไม่มีความรับผิดชอบ แต่รายงานกลับชี้ว่าคนที่แอบงีบได้เลื่อนตำแหน่งมากกว่าคนที่ไม่งีบซะอีก

Plushbeds ผู้ผลิตเครื่องนอน ที่นอน และหมอนที่หรูหรา สำรวจชาวอเมริกัน 1,000 คนเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการงีบหลับของพนักงานในสหรัฐฯ โดยผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็น ผลกระทบเชิงบวก ไม่เพียงแค่ในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่ในที่ทำงานด้วยเช่นกัน

โดยผลการศึกษาในเดือนตุลาคมของปีนี้พบว่า การงีบหลับในที่ทำงานเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเคยงีบหลับในที่ทำงานมาก่อน Gen Z มีแนวโน้มที่จะยอมรับการงีบหลับในที่ทำงานมากที่สุดที่ 80% เมื่อเทียบกับ 70% ของคนรุ่น มิลเลนเนียล โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่เหล่าพนักงานงีบก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

“เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้คนคิดว่าเวลางีบหลับในอุดมคติคือ 20-30 นาที เพื่อให้รู้สึกสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่า 10-20 นาทีก็เพียงพอแล้ว”

การงีบหลับ 20 นาที ร่วมกับการดื่มกาแฟ ยังทำให้ผู้คนตื่นตัวในที่ทำงานมากขึ้น เทคนิคนี้เรียกว่า แนปปูชิโน่ (nappuccino) โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการและพฤติกรรม แดเนียล พิงค์ เปิดเผยว่า เทคนิคนี้ช่วยลดปริมาณอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่รับผิดชอบต่อความเหนื่อยล้าในร่างกาย

“มันวิเศษมาก เมื่อคุณตื่นนอน คุณจะถูกกระตุ้นด้วยกาเฟอีนที่เพิ่มขึ้นในทันที โดยมันสามารถฟื้นฟูพลังของคุณหลังจากทำงาน”

“แอบงีบ” แก้ง่วงได้เจ๋งกว่าจิบกาแฟ! เคล็ดลับการเติมพลังทำงานยามบ่าย

นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า คนงีบหลับมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทในการบริหารและได้รับการเลื่อนตำแหน่งในปีที่แล้วมากกว่าผู้ที่ไม่งีบหลับ โดย 55% ของผู้งีบหลับทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร เทียบกับ 41% ของผู้ที่ไม่งีบหลับ และ 53% ของผู้งีบหลับยังได้รับการเลื่อนตำแหน่งในปีที่แล้ว เทียบกับ 35% ของผู้ที่ไม่งีบหลับ

อย่างไรก็ตาม หากอ้างถึงบทความอื่นที่ตีพิมพ์โดย Sleep.org ในเดือนมีนาคมพบว่า 70% ของชาวอเมริกันอดนอนอยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมจึงจำเป็นต้องงีบหลับตอนบ่ายเพื่อใช้เวลาตลอดทั้งวัน ด้วยเหตุนี้ คนงานหลายคนจึงคิดว่า การงีบหลับในที่ทำงานควรถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

แต่แทนที่จะถูกตำหนิ ผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนคิดว่า สถานที่ทำงานควรมี ห้องงีบหลับ โดย 42% ต้องการห้องงีบหลับที่กำหนดไว้ 36% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าควรอนุญาตให้งีบหลับหากต้องการ และ 32% ต้องการวัฒนธรรมการงีบหลับที่ดีต่อสุขภาพในสำนักงานของพวกเขา

Source

]]>
1366603
บูมมาก! “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง” กำลังฮิตในอเมริกา คาดปีนี้ใช้จ่ายสูงถึง 7.5 หมื่นล้านเหรียญ https://positioningmag.com/1257318 Tue, 17 Dec 2019 07:00:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1257318 Photo : Pixabay

ยามเหงาบางทีเราก็มีสัตว์เลี้ยงนี่เเหละเป็นเพื่อน บ่อยครั้งก็ผูกพันกันเหมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ไม่แปลกใจที่ยุคนี้ “ธุรกิจสัตว์เลี้ยง” รวมไปถึงคาเฟ่หมาเเมวต่างๆ กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ เเละตอนนี้ในอเมริกาก็กำลังบูมสุดๆ

รายงานจาก cnbc ระบุว่า ในปี 2018 ชาวอเมริกันใช้จ่ายไปกับเหล่าสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ซื้อของเล่น อุปกรณ์เทคโนโลยี ไปจนถึงการดูแลรักษาสัตว์ มากถึง 72,560 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ซึ่งอยู่ที่ราว 69,510 ล้านเหรียญ เเละคาดว่าในปีนี้ ยอดใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเป็น 75,380 ล้านเหรียญ เลยทีเดียว (ราว 2.2 ล้านล้านบาท )

David Westenberg นักวิเคราะห์จาก Guggenheim Securities กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ที่ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมว เริ่มดูแลเอาใจใส่พวกมันเหมือนกับการดูแลลูกของพวกเขา ซึ่งวัฒนธรรมนี้เเตกต่างจากในอดีตที่จะมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเเค่ “สัตว์ที่ช่วยดูแลบ้านหรือเฝ้าบ้าน” มากกว่าเป็นเพื่อนคลายเหงาของมนุษย์

สัตว์เลี้ยงมีผลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ชาวมิลเลนเนียล ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง มีอัตราการเเต่งงานน้อยลงเเละมีลูกช้าขึ้น จึงมักหันไปดูเเลสัตว์เลี้ยงในฐานะตัวแทนของลูกน้อยที่ต้องให้ความสำคัญ เเละยอมที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อดูเเลสัตว์เลี้ยงของพวกเขาให้มีชีวิตที่ดี

ชมคลิป : here’s how dogs and cats became big business

 

]]>
1257318
มากกว่ารีเฟรชแบรนด์ ต้องฟื้นยอดขาย “ฮาเก้น-ดาส” สลัดภาพไอศกรีมวัยเก๋า ปั้นฐานใหม่สู่ “มิลเลนเนียล” https://positioningmag.com/1162130 Mon, 19 Mar 2018 04:50:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1162130 ตลอด 56 ปีที่ผ่านมา “ฮาเก้น-ดาส” (Häagen-Dazs) ประสบความสำเร็จในการทำตลาดเป็นแบรนด์ไอศกรีมระดับ “ซูเปอร์พรีเมียม” ที่จับกลุ่มเป้าหมายหลัก (Core Target) วัยผู้ใหญ่ 30 ปีขึ้นไปได้อย่างอยู่หมัดมาโดยตลอด เมื่อแบรนด์ยังอยู่ในนิยามการทำตลาดแบบเดิม ๆ เจาะใจคนเก่าวัยเก๋า แต่กลับส่งผลให้ที่ผ่านมา “ยอดขาย” ของฮาเก้น-ดาส เผชิญภาวะขาลง

ดังนั้น กลางปี 2560 ฮาเก้น-ดาส จึง “รีเฟรชแบรนด์” ครั้งใหญ่ทั่วโลก ปลุกความกระปี้กระเปร่า เติมความสดใสให้แบรนด์ยิ่งกว่าเดิม เพื่อสลัดภาพไอศกรีมผู้ใหญ่ แล้วไปจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่วัย “มิลเลนเนียล” มากขึ้น เพราะนักการตลาดมองว่าคนกลุ่มนี้จะขับเคลื่อนยอดขายและแบรนด์ให้เติบโตในอนาคต

ฮาเก้น-ดาส ไอศกรีมที่เกิดจากเสียงเรียกร้องของกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่

เมื่อลุคเก่าไอศกรีมแบรนด์หรูเหมาะกับวัยเก๋า แต่ไม่ใช่กับเจนมิลเลนเนียล การปรับลุคใหม่ของฮาเก้น-ดาส จึงเกิดทุกมิติ ได้แก่ 1.ปรับสีโลโก้แบรนด์จาก “ดำ” เป็นสี “เบอร์กันดี” (Burgundy) หรือสีไวน์ ให้แบรนด์สดใสขึ้นอีกนิด ลดทอนแบรนด์สูงวัยลงหน่อยเพื่อเอาใจวัยรุ่น 2.ดึง 50 ศิลปินระดับโลกมาออกแบบลวดลายแพ็กเกจจิ้งสินค้าใหม่ให้กับเข้า 46 รสชาติ ตอบโจทย์ความชอบชาวมิลเลนเนียลที่แตกต่างกันออกไป 3.ปรับร้านโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เอ็กซรอดิแนรี (Extraordinary)” พยายามมอบประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้าเหมือนเดิม ตาม Positioning แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียม และ 4.การทำตลาดผ่านโกลบอลแคมเปญ “Everyday Made Extraordinary”  

สำหรับการรีเฟรชแบรนด์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง ยกเครื่องร้านใหม่จะเกิดขึ้นที่ร้านฮาเก้น-ดาสกว่า 900 สาขา ใน 50 ประเทศทั่วโลก ขณะที่แคมเปญ Everyday Made Extraordinary ประเดิม “อังกฤษ” เป็นประเทศแรกเมื่อกลางปี 2560 ผลลัพธ์ที่ได้จากการพลิกกลยุทธ์การตลาดทำให้ “ยอดขาย” ฮาเก้น-ดาส ไตรมาส 4 ปี 2560 กลับมา “เติบโต” ถึง 50% เมื่อลอนซ์แคมเปญไปยังออสเตรียและประเทศอื่นในยุโรป ก็ส่งผลให้ยอดขายเติบโต 18%  

ในเอเชียการรีเฟรชแบรนด์นำร่องที่ฮ่องกงเป็นประเทศแรก ตามด้วยไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่เพิ่งลอนซ์แคมเปญเมื่อต้นเดือนมีนาคม ไล่หลังกันเพียง 1 สัปดาห์ “ไทย” เป็นประเทศที่ 4 ที่ “รีเฟรชแบรนด์ฮาเก้น-ดาส”

 “มินาย มาร์ติเนซ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮาเก้น-ดาส บอกว่า การรีเฟรชแบรนด์ฮาเก้น-ดาสในไทย ปรับทุกมิติสอดคล้องกับโกลบอล ทั้งแบรนด์ สินค้า แพ็กเกจจิ้ง และสโตร์ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น (Mass) และมุ่งเจาะวัยมิลเลนเนียล อายุ 20 ปีขึ้นไป จากเดิมฐานลูกค้าหลักส่วนใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป

“โจทย์ที่ท้าทายของเราในการรีเฟรชแบรนด์ คือต้องเข้าผู้บริโภคแบบแมสขึ้น และเจาะคนรุ่นใหม่ให้ได้ เพราะคนเหล่านี้จะต้องเติบโตไปข้างหน้าพร้อมกับแบรดน์ แต่พวกเขากลับยังไม่รู้จักแบรนด์ไอศกรีมฮาเก้น-ดาสมากนัก ขณะที่วัยผู้ใหญ่ล้วนเป็นแฟนพันธุ์แท้ และแบรนด์เราอยู่ในใจของผู้ใหญ่อยู่แล้ว (Top of Mind)” 

การที่คนรู้จักน้อย นั่นย่อมกระทบการบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งเมื่อดูตลาดไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมในไทยมีคู่แข่งเข้ามายึดหัวหาดมากขึ้นด้วย

“มินาย มาร์ติเนช” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮาเก้น-ดาส (ที่ 4 จากซ้าย)

แต่การนำแบรนด์หรูมาสู่ตลาดแมส มิลเลนเนียล ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “มาร์ติเนซ” มอง “ราคาสินค้า” หรือ Price point ของไอศกรีมค่อนข้างสูง ไม่สอดคล้องกับ “เงินในกระเป๋า” ของกลุ่มเป้าหมายมากนัก แต่จุดขายด้านของฮาเก้น-ดาส คือมีสินค้าและราคาหลากหลาย ทั้งแบบมินิสติ๊กหรือแบบแท่ง) จำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อราคาไม่ถึง 100 บาท ทำให้ช่วยผู้บริโภคทดลองและเพิ่มอัตราการบริโภคได้ มีไอศกรีมแบบถ้วย (Take home) หลายขนาด และแบบสกู๊ปสำหรับนั่งทานในร้าน     

เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมิลเลนเนียลและมุ่งแมสมากขึ้น ปี 2560-61 จึงเห็นฮาเด้น-ดาสทำโฆษณาไอศกรีมแท่งเพื่อออกอากาศบนรถไฟฟ้าถี่ยิบด้วย

ความวาไรตี้ของพอร์ตโฟลิโอไอศกรีม

ส่วนการ “ปรับลุคร้านฮาเก้น-ดาสในไทย” นำร่องสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พื้นที่ 120 ตารางเมตร (ตร.ม.) ภายใต้คอนเซ็ปต์เอ็กซ์ตรอดิแนรี คงความหรูหรา บ่งบอกตัวตนของพรีเมียมแบรนด์ แต่เพิ่มกลิ่นอายของความสนุก สดใส ด้วยการตกแต่งโต๊ะสีสันเดียวกับแพ็กเกจจิ้งใหม่ของไอศกรีม เพื่อให้ผู้บริโภครุ่นใหม่แชะก่อนชิมอัพลงโซเชียลตอบไลฟ์ไสตล์คนรุ่นได้ด้วย

การเลือกร้านฮาเก้น-ดาสที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นคอนเซ็ปต์เอ็กซ์ตร้าออดิแนรี เพราะเป็นจังหวะที่ศูนย์การค้ามีการปรับปรุงโซนพอดี อีกทั้งเป็นสาขาที่อยู่ใจกลางเมือง (ซีบีดี) มีลูกค้าใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้นการทำสาขาดังกล่าวนอกจากสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ยังเป็นสาขาที่จะเห็น Impact หลังการปรับได้เร็วด้วย    

ปัจจุบันฮาเก้น-ดาสมีร้านให้บริการ 27 สาขา แต่การปรับโฉมใหม่จะทยอยดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปีจึงจะครบทุกสาขา   

ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ระบุภาพตลาดไอศกรีมปี 2559 มีมูลค่า 13,000 ล้านบาท เติบโต 8% โดย โดยไอศกรีมพรีเมียมมีสัดส่วนตลาด 10-15% และในเซ็กเมนต์ดังกล่าว “ฮาเก้น-ดาส” เป็นผู้นำตลาด และแนวโน้มการเติบโตยังอยู่ในอัตรา 2 หลัก การพลิกเกมการตลาดครั้งนี้ต้องจับตาดูว่ายอดขายฮาเก้น-ดาสในไทยจะโตตามยุโรปหรือไม่.

 

]]>
1162130