รถยนต์ไฟฟ้า – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 20 Mar 2025 06:56:41 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เร็วพอ ๆ กับเติมน้ำมัน! ‘BYD’ เปิดตัวเทคโนโลยี “Super e-Platform” ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ 400 กิโลเมตร https://positioningmag.com/1515443 Thu, 20 Mar 2025 03:18:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515443 โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 483 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยอาจใช้เวลาชาร์จจนเต็มตั้งแต่ 20 นาทีหรือหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับรถและความเร็วของจุดชาร์จ ด้วยระยะเวลาในการชาร์จ ทำให้หลายคนอาจยังไม่อยากใช้งานรถอีวี

ล่าสุด บีวายดี (BYD) แบรนด์รถยนต์ของจีน ได้เปิดตัวเทคโนโลยีล่าใหม่ ‘Super e-Platform’ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะสามารถชาร์จด้วยความเร็วสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์ ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถวิ่งได้ระยะทาง 400 กิโลเมตร โดยชาร์จเพียง 5 นาที

ความก้าวหน้าดังกล่าวจะมาแก้ปัญหาเรื่องระยะการวิ่งต่อการชาร์จของรถอีวี ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

“วิธีแก้ปัญหาให้คนไม่กังวลที่จะใช้งานรถอีวีก็คือ การทำให้การชาร์จไฟเร็วเท่ากับการเติมน้ำมันรถ” หวัง ชวนฟู่ ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ BYD กล่าว

ทั้งนี้ BYD เปิดเผยว่า รถยนต์ซีดาน Han L และรถยนต์ SUV Tang L ของบริษัทจะมาพร้อมเทคโนโลยี Super e-Platform โดยรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองรุ่นได้เริ่มทำการขายล่วงหน้าในประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้ว

แม้เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้รถชาร์จได้เร็วเท่ากับการเติมน้ำมัน แต่ก็ต้องใช้ควบคู่กับ แท่นชาร์จพิเศษ ซึ่งบริษัทมีแผนจะสร้างขึ้นมากกว่า 4,000 แท่นทั่วประเทศจีนเพื่อให้รองรับแพลตฟอร์มใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม BYD ไม่ได้ระบุว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ และสถานีชาร์จเร็วพิเศษนี้จะพร้อมให้บริการแก่ผู้บริโภคเมื่อไหร่

การมาของเทคโนโลยีดังกล่าว ดันให้หุ้นของ บริษัท BYD ที่จดทะเบียนในฮ่องกงพุ่งขึ้นมากกว่า 6% หลังจากเปิดตลาด โดยทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ และถือว่าหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 44% นับตั้งแต่ต้นปี

]]>
1515443
Nissan และ Honda พิจารณาลดกำลังการผลิตรถยนต์ในจีน หลังผู้ผลิตในแดนมังกรแข่งขันดุเดือดมากขึ้น https://positioningmag.com/1466084 Tue, 12 Mar 2024 17:29:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1466084 ‘นิสสัน’ และ ‘ฮอนด้า’ ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ได้พิจารณาลดกำลังการผลิตรถยนต์ในจีน หลังเจอแรงกดดันจากผู้ผลิตในประเทศหลายรายจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายแบรนด์

Nikkei Asia รายงานข่าวว่า นิสสัน (Nissan) และ ฮอนด้า (Honda) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ได้พิจารณาเตรียมลดกำลังการผลิตในประเทศจีน โดยสาเหตุสำคัญคือผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นต้องดิ้นรนเพื่อไล่ตามการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้ากับผู้ผลิตแดนมังกร

โดย Nissan จะเริ่มพูดคุยกับบริษัทร่วมทุนในท้องถิ่นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อลดกำลังการผลิตในจีนสูงสุดถึง 30% ขณะที่ Honda นั้นจะลดกำลังการผลิตราวๆ 20% กำลังการผลิตที่ลดลงจะทำให้ Nissan เหลือจำนวนรถยนต์ที่ผลิตในจีนเหลือแค่ 1.6 ล้านคันต่อปี ซึ่งผลิตในโรงงาน 8 แห่งทั่วประเทศจีน ขณะที่ Honda จะเหลือแค่ 1.2 ล้านคันต่อปีเท่านั้น

ในปี 2023 ที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตรถยนต์ของ Nissan ในประเทศจีนลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ แค่ 793,000 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนั้นถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดครั้งแรกในรอบ 14 ปีของบริษัทอีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 2000 ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นหลายรายได้เริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตและการขายรถยนต์ในจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในแดนมังกร เพื่อตอบสนองต่อคำขอของรัฐบาลจีนที่ขอให้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ

รถยนต์ญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่ชาวจีนเนื่องจากมีคุณภาพสูง ในช่วงปี 2020 ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นได้ครองตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 20% แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทในประเทศจีนหลายรายได้หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นซึ่งเราจะเห็นได้จากหลากหลายแบรนด์

ขณะที่ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเองนั้นไม่สามารถที่จะไล่ตามเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของผู้ผลิตในประเทศจีนได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการแข่งขันทางด้านราคา หรือแม้แต่การเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เข้ามา เพื่อดึงดูดลูกค้า

จีนยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น Nio หรือ Xpeng หรือแม้แต่ผู้ผลิตสินค้าไอทีอย่าง Xiaomi ที่ลงมาลุยตลาดดังกล่าว รวมถึง Huawei เองก็ได้ร่วมทุนกับผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศจีนก็มีแผนที่จะออกรถยนต์ไฟฟ้ามาสู่ท้องถนนให้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยอดขายรถไฟฟ้าในประเทศจีนชะลอตัวลง แบรนด์จีนหลายแห่งยิ่งต้องแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ท้ายที่สุดต้องมีการปรับลดการผลิต

]]>
1466084
ไม่ตกเทรนด์! ‘Anitech’ แตกไลน์สินค้า ‘Green Technology’ ประเดิมตลาดด้วย “สายชาร์จรถอีวีพกพา” https://positioningmag.com/1447135 Fri, 06 Oct 2023 08:23:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1447135 “มีคนถามผมว่าถ้าวันหนึ่งคนเลิกใช้คอมพิวเตอร์ขึ้นมา หรือสามารถใช้งานโดยไม่ต้องพึ่งเมาส์หรือคีย์บอร์ดจะทำอย่างไร นี่เป็นจุดที่ทำให้ผมเริ่มกระจายความเสี่ยง” จากคำถามง่าย ๆ ที่ทำให้แบรนด์ ‘แอนิเทค’ (Anitech) ของ พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ได้ขยายอาณาจักรสินค้าไปกว่า 1,000 SKU ล่าสุด ได้ประกาศเปิดกลุ่มสินค้าใหม่ Green Technology

จาก OEM สู่แบรนด์ที่มีสินค้ากว่า 1,000 SKU

ย้อนไปปี 2004 ที่ แอนิเทค ยังเป็นเพียบบริษัทรับจ้างผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (OEM) ปัจจุบัน แบรนด์สินค้ารวมกว่า 1,000 SKU จาก 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่

  • อุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ
  • ปลั๊กไฟ
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
  • Personal care

ปัจจุบัน รายได้ 3 กลุ่มแรกมีสัดส่วนรายได้เท่า ๆ กันที่ 30% ส่วนสินค้าในกลุ่ม Personal Care มีสัดส่วนรายได้ 10% เนื่องจากเป็นกลุ่มใหม่ที่เริ่มเมื่อปี 2020 อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังการระบาดของโควิดการเติบโตของบริษัทลดลงเหลือ 10% จากที่ก่อนโควิดเคยเติบโตได้ 15-20% แม้ว่าสินค้าใน 3 กลุ่มแรกจะยังมีโอกาสเติบโต แต่ พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์ แอนิเทค ก็มองหาโอกาสเติบโตในตลาดใหม่ ๆ ซึ่งที่ พิชเยนทร์ เห็นก็คือ Green Technology

เริ่มต้นที่ปลั๊กชาร์จรถอีวี

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2023 รถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV และ PHEV ทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 15 ล้านคัน และในปี 2024 จะเพิ่มขึ้นรวมกว่า 17.9 ล้านคัน ขณะที่ประเทศไทยก็มีส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนกว่า 59.2% และในอนาคตคาดว่าตัวเลขจะยิ่งสูงขึ้น แอนิเทคจึงมองว่าเป็นโอกาสให้บริษัทรุกตลาด Green Technology โดยจะเริ่มจากการเจาะตลาดรถอีวี

ล่าสุด แอนิเทคเปิดตัว Anitech EV-ONE สายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา ไม่จำเป็นต้องมีสถานีชาร์จ แค่มีปลั๊กก็ชาร์จได้ ซึ่งแอนิเทคใช้เวลาในการพัฒนาสินค้ากว่า 1 ปี ใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านบาท เบื้องต้น Anitech EV-ONE จะจำหน่ายทั้งแบบ B2C ผ่านช่องทางออนไลน์ และแบบ B2B โดยสามารถซื้อขาดหรือจ้างผลิตแบบ OEM ได้ตามต้องการ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกับบริษัทรถยนต์แล้วบ้าง

“เราถือเป็นแบรนด์แรกในไทย แต่ถามว่ามีสินค้าแบบนี้ขายในไทยไหม ก็มีจากจีนที่ขายบนอีมาร์เก็ตเพลส แต่ไม่มีแบรนด์และไม่มีมาตรฐาน มอก. รับรอง ซึ่งเราเชื่อว่าคนที่มีรถอีวีเขาคงไม่เสี่ยง”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดสถานีชาร์จหรือสายชาร์จรถอีวี แต่ พิชเยนทร์ วางเป้าว่า ในปีหน้า Anitech EV-ONE จะมียอดขาย 10 ล้านบาท และสายชาร์จแบบนี้จะกลายเป็น สายชาร์จมาตรฐานของรถอีวี

“แน่นอนว่าค่ายรถบางค่ายแถมสเตชั่นชาร์จให้ลูกค้าไปติดตั้งที่บ้าน แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ และถ้าต้องติดตั้งเองก็ต้องใช้งบหลายหมื่นบาท เราเลยเชื่อว่าสายชาร์จเราตอบโจทย์ และต่อไปจะเป็นเหมือนสายชาร์จมือถือ คนไม่ได้มีเส้นเดียว แต่จะมีกระจายไว้จุดต่าง ๆ เช่น ที่บ้าน ใส่ไว้หลังรถเป็นสายชาร์จฉุกเฉิน เป็นต้น”

ตั้งเป้ามีสินค้า Green Technology มากสุดในไทย

พิชเยนทร์ ย้ำว่า แอนิเทคตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าในกลุ่ม Green Technology มากที่สุดในไทย โดยสายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพาเป็นเพียง จุดเริ่มต้นเพื่อให้ตลาดรับรู้ว่าบริษัทมีสินค้าในกลุ่ม Green Technology ซึ่งแอนิเทคพร้อมจะเข้าไปอยู่ในอีซิสเต็มส์ของรถอีวีที่ค่ายรถเปิดให้ Plug-In และปีหน้าแอนิเทคจะมีสินค้ากลุ่ม Green Technology อื่น ๆ ออกมาอีกหลายชนิด โดยกำลังมองในส่วนตลาดไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เช่น ออฟฟิศ บ้าน เป็นต้น ส่งผลให้ปีหน้าคาดว่าบริษัทจะมีสินค้ารวมกว่า 1,200 SKU เพิ่มขึ้นประมาณ 200 SKU

“สินค้ากว่า 1,200 SKU ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเทียบกับแบรนด์ในญี่ปุ่นที่ทำสินค้าเหมือนแอนิเทคเขามีสินค้ากว่า 1 แสน SKU มีอายุ 30 ปี อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเยน นี่เป็นทิศทางที่แอนิเทคจะเติบโตไปเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่อยู่ควบคู่กับคนไทยไปอีกนาน”

เตรียมบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน สินค้าของแอนิเทคมีจำหน่ายในกลุ่ม CLMV แต่การเพิ่มสินค้ากลุ่ม Green Technology จะเพิ่มโอกาสให้แบรนด์รุกไปประเทศอื่นได้อีก เนื่องจากสินค้าของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของภูมิภาค ซึ่งแอนิเทคกำลังวางแผนจะเข้าไปทำตลาดในประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ รวมถึง จีน ด้วย ซึ่งจีนนั้นมีความท้าทายมาก ทั้งเรื่องคู่แข่งและกฎหมาย แต่ก็มีโอกาสเติบโตมหาศาล

“เราคงทำตลาดไทยให้แข็งแรงก่อน แต่ตลาดต่างประเทศก็ต้องทำควบคู่กันไป โดยเป้าหมายเราต้องการที่เป็นบริษัทชั้นนำของภูมิภาค ไม่จำเป็นต้องเป็นเบอร์ 1 ทุกประเทศ แต่ต้องเป็นอันดับต้น ๆ ในทุกประเทศ โดยมีแนวคิดว่า เราจะทำสินค้ารอบตัวคน และทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น และตอบโจทย์ด้านราคา มีคุณภาพ ไว้ใจได้”

สำหรับ Anitech EV ONE มีหัวปลั๊กรูปแบบ Type2 มีความยาวถึง 5 เมตร สามารถปรับกำลังไฟฟ้าได้ 4 ระดับ และสามารถตั้งเวลาชาร์จได้ สินค้ามี มอก.11 และ มอก.166 รับประกันสินค้า 1 ปี วงเงินการรับประกันสูงสุดถึง 300,000 บาท พร้อมบริการหลังการขายที่พร้อมให้คำปรึกษาตลอดอายุการใช้งาน พร้อมจำหน่ายในราคา 12,990 บาท โดยช่วงพรีออเดอร์มีราคาโปรโมชันเหลือ 7,990 บาท พร้อมรับสิทธิ์พิมพ์ชื่อลงบนเครื่องชาร์จฟรี สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ Anitech EV ONE สามารถดูสั่งจองได้ที่ช่องทาง LineOfficial : @Anitech หรือ Website : www.anitechonline.com

]]>
1447135
‘Sony’ เอาด้วย! ประกาศเปิดบริษัทลูกผลิต ‘รถอีวี’ พร้อมปล่อยรถต้นแบบ ‘Vision-S 02’ https://positioningmag.com/1369627 Thu, 06 Jan 2022 09:43:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1369627 กลายเป็นเรื่องปกติเหมือนผลิตสมาร์ทโฟนไปแล้วสำหรับ ‘รถอีวี’ หรือ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ ที่เกิดจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไอที ไม่ว่าจะเป็น Apple, Huawei, Xiaomi และล่าสุด Sony ที่เปิดตัวต้นแบบรถไฟฟ้าเอสยูวี พร้อมกับแตกบริษัทใหม่เพื่อผลิตรถอีวี

เคนอิจิโร โยชิดะ ซีอีโอของบริษัทโซนี่ กรุ๊ป คอร์ป ได้เปิดเผยในงาน Consumer Electronics Show (CES) 2022 หรืองานซีอีเอสประจำปีนี้ว่า โซนี่เตรียมจัดตั้งบริษัทลูกใหม่ชื่อว่า ‘Sony Mobility Inc.’ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และกำลังพิจารณาที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ พร้อมกับเปิดตัวรถต้นแบบรุ่น Vision-S 02 ซึ่งเป็นรถเอสยูวี โดยบริษัทวางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ สำหรับการพัฒนา EV ในอนาคต

“ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพและการตรวจจับ, คลาวด์, 5G และเทคโนโลยีความบันเทิงรวมกับความเชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์ของบริษัท เราเชื่อว่า Sony อยู่ในตำแหน่งที่ดีในฐานะบริษัทด้านความบันเทิงที่สร้างสรรค์เพื่อกำหนดนิยามใหม่ของความคล่องตัว” โยชิดะ กล่าว

สำหรับรถ Vision-S 02 ต้นแบบนี้ ได้ใช้เซนเซอร์ Sony (SNE) เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันการขับขี่ด้วยตนเอง และใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทในด้านความบันเทิง ผู้โดยสารสามารถเล่นวิดีโอเกมได้ทุกที่ในขณะที่เชื่อมต่อกับคอนโซล PlayStation ที่บ้าน

ทั้งนี้ Sony เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบรุ่นแรก Vision-S 01 เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเริ่มทำการทดสอบบนถนนสาธารณะในยุโรปเมื่อเดือนธันวาคม 2020 และ Vision-S 02 ใหม่นี้จะใช้แพลตฟอร์ม EV cloud เดียวกันกับรุ่นแรก อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะสร้างรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตนเองหรือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น

Source

]]>
1369627
‘เทสล่า’ เผยผลประกอบการ Q3 ทะยาน 1.37 หมื่นล้าน ฟันกำไร 1.62 พันล้านดอลลาร์ https://positioningmag.com/1357933 Thu, 21 Oct 2021 12:15:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1357933 เทสล่า (Tesla) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2020 โดยทำรายได้สูงรวม 13,757 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 1,618 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4 เท่า จากที่ปีที่ผ่านมามีกำไร 331 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของอัตรากำไรจากธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้น 30.5% สูงสุดในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีรายได้จากยานยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้จากธุรกิจพลังงาน 806 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้จากการบริการ อาทิ การบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถยนต์ การประกันภัยรถยนต์ 894 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เทสล่าระบุว่าความท้าทายของธุรกิจมีมากมายหลากหลาย อาทิ การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ความแออัดที่ท่าเรือ และวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำให้โรงงานสามารถผลิตได้เต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม เทสล่าเชื่อว่าบริษัทจะสามารถรักษาการเติบโตที่ 50% ได้ต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหลายปีข้างหน้า

ก่อนหน้านี้เทสล่าได้เปิดเผยการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 241,300 คัน และการผลิต 237,823 คันในช่วงสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนปี 2021

Source

]]>
1357933
“Elon Musk” CEO ของ Tesla บอกว่า “อีกไม่นานจะเห็นรถ (ไฟฟ้า) ที่สามารถขับได้ระยะทาง 400 ไมล์” https://positioningmag.com/1234185 Wed, 12 Jun 2019 06:56:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1234185 ผ่านไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Tesla ซึ่งจัดขึ้นที่ Mountain View, California งานนี้ Elon Musk ซึ่งเป็น CEO ได้บอกนักลงทุนว่า “อีกไม่นานจะเห็นรถที่สามารถขับได้ระยะทาง 400 ไมล์” หรือราว 643 กิโลเมตร

นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า ปีหน้ารถ Tesla จะสามารถใช้คุณสมบัติการขับขี่ด้วยตนเองในรถยนต์ของตนได้ โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเงินของ Tesla ในปี 2019 มัสค์กล่าวว่า “การทำกำไรนั้นท้าทายเสมอหากคุณเป็นบริษัท ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว” แต่ในปีนี้ Tesla ก็ตั้งเป้าที่จะเติบโตอย่าง “รวดเร็ว” จาก 60% เป็น 80% หากมัสค์ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะสร้างผลกำไรด้วยระดับการเติบโตนั้น แต่ในแง่บวกอาจทำให้กระแสเงินสดของ Tesla เป็นบวกได้

บนเวทีเดียวกัน JB Straubel ซึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและรั้งตำแหน่ง CTO ได้ออกมากล่าว ขอบคุณทีมที่สร้างเทคโนโลยีแบตเตอรี่และโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ชื่อ “Gigafactory” ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยโรงงานแห่งนี้ Tesla ร่วมเป็นเจ้าของและดำเนินการกับ Panasonic ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักของแบตเตอรี่รถยนต์ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันพวกเขาทั้งคู่กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในแต่ละทวีป โดยภายในสิ้นปีนี้พวกเขาตั้งใจที่จะกำหนดและประกาศที่ตั้งสำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์แห่งอื่นในยุโรป

ตอนนี้ Tesla กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตและส่งมอบรถยนต์ 90,000 ถึง 100,000 คัน ให้กับลูกค้าภายในสิ้นไตรมาสนี้ตามคำแนะนำก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ Tesla ยังพยายามที่จะทำและขายรถยนต์ให้มากขึ้นโดยมีพนักงานน้อยลง

ถึงจะมีความท้าทายแค่ไหนแต่ Elon Musk ก็ได้บอกแก่ผู้ถือหุ้นว่า ภายในปี 2020 Tesla คาดหวังที่จะสามารถเปิดตัว “รถกะบะไฟฟ้า” ในช่วงปลายฤดูร้อน และจะสามารถผลิตรถบรรทุกกึ่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ภายในสิ้นปี 2020.

Source 

]]>
1234185
มินิ อิเล็คทริค ก้าวสู่รถไฟฟ้า ด้วยความคลาสสิกของรุ่นเก่า  https://positioningmag.com/1166753 Sun, 22 Apr 2018 02:08:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1166753 ดูภายนอกอาจไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ หลายคนอาจคิดว่า นี่ก็แค่ “มินิ” รุ่นเก่าคันหนึ่งที่ถูกนำออกจัดแสดงบนเวทีนิวยอร์ก มอเตอร์โชว์ 2018 เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ความจริงแล้วนี่คือต้นแบบพลังไฟฟ้า และถ้าลองสังเกตดีๆ แล้วจะพบว่า มินิ พยายามสื่อให้เห็นถึงสิ่งที่แตกต่างจาก มินิ คลาสสิกรุ่นทั่วไปอย่างชัดเจนผ่านทางโลโก้ และสติกเกอร์ที่คาดตัวถัง

มินิ อิเล็คทริค คอนเซ็ปต์รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า และเป็นเสมือนกับทูตที่ มินิ ต้องการบอกให้โลกทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในด้านรูปแบบการขับเคลื่อนของมนุษย์ที่จะเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษหน้า โดยรถยนต์พลังไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทที่เกี่ยวข้องมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า มินิ จะมีเวอร์ชั่นรถยนต์พลังงานทางเลือกแบบ ปลั๊กอินวางขายอยู่แล้วก็ตาม แต่กับรถยนต์ไฟฟ้าพันธุ์แท้ พวกเขายังไม่มี และถ้าต้องการเรียกความสนใจจากคนทั่วโลก มันก็คงจะไม่สามารถดึงดูดมากเท่ากับการเชื่อม 2 โลกให้ต่อกันเราจึงได้เห็นการนำ มินิ รุ่นเก่ามาติดตั้งระบบขุมพลังไฟฟ้าแบบ BEV ที่อาศัยกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวรถ โดยทาง มินิ ยืนยันว่าพวกเขาจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกสำหรับขายในตลาดในช่วงต้นปี 2019 นี้

สำหรับต้นแบบรุ่นนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยถึงสเปกของมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่สำหรับใช้ในการขับเคลื่อน แต่ทาง มินิ บอกว่าได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับการใช้งานในเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก โดยแม้ว่าตัวรถจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่มีปัญหาในการติดตั้งระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่เข้าไปแต่อย่างใด และไม่ทำให้พื้นที่ใช้สอยลดลงแต่อย่างใด โดยในส่วนของการชาร์จนั้น ทาง มินิ ออกแบบให้ช่องเติมน้ำมันถูกปรับเปลี่ยนเป็นปลั๊กสำหรับชาร์จเข้ากับแท่นชาร์จ

ขณะเดียวกันตรงโลโก้จากเดิมที่จะต้องมีคำว่า มินิ อยู่ข้างในก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ด้วยการใช้สัญลักษณ์ของหัวปลั๊กเสียบไฟฟ้าเพื่อเป็นการบ่งบอกถึงรูปแบบและสไตล์การขับเคลื่อนที่ติดตั้งอยู่ข้างใน

ในส่วนของ มินิ กับรถยนต์พลังงานทางเลือกรวมถึง EV นั้นไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด เพราะในปี 2008 พวกเขาเคยผลิต มินิ อี ออกมา 600 คันเพื่อใช้แล่นเก็บข้อมูลและทดสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้กับโปรเจกต์ที่ใหญ่กว่านั่นคือ Sub-Brand ของ บีเอ็มดับเบิลยู อย่าง i โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปพัฒนาและติดตั้งอยู่ใน i3

จากนั้นในปี 2016 มินิ ก็เปิดตัว Countryman ที่มาพร้อมกับระบบไฮบริดแบบ ปลั๊กอิน ช่วยทำให้ตัวรถสามารถขับเคลื่อนได้ 2 ระบบโดยที่มีกำลังสูงถึง 224 แรงม้า และมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ALL4

ส่วนในปีหน้าจะถือเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ มินิ ในการเปิดศักราชใหม่ เพื่อเดินหน้าสู่ตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้าอย่างเต็มตัว.

Source

]]>
1166753
“รถยนต์ไฟฟ้า” มาแล้วนะเธอ! 3 แสนก็ซื้อได้ https://positioningmag.com/1165060 Fri, 06 Apr 2018 07:21:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1165060 อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทย กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการมาของรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม ในงานมอเตอร์โชว์ล่าสุด ครั้งที่ 39 เมื่อค่ายรถยนต์ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าทยอยเปิดตัวรถใหม่ แนะนำแบรนด์พร้อมทำตลาด มีทั้งรูปแบบของรถโปรดักชั่นพร้อมจำหน่ายและรถต้นแบบเพื่อสำรวจตลาด

มีตั้งแต่ราคาถูกสุด 3 แสนบาททาคาโน่รถกระบะไฟฟ้า, “ฟอมม์พร้อมจำหน่าย, น้องใหม่ สัญชาติไทย ไมน์” , ยักษ์ใหญ่จากจีนบีวายดีและฮุนไดที่เคาะขายไอโอนิคด้วยราคา 1,749,000 บาท เตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ในปีหน้า 2562

ทาคาโน่กระบะไฟฟ้าคาดเริ่ม 300,000 บาท

ทาคาโน่ แบรนด์น้องใหม่ที่มาเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี้เป็นครั้งแรก ประเดิมด้วยรถไฟฟ้าแบบกระบะ ขนาดเล็กกะทะรัด ตัวรถยาวเพียง 3.2 เมตรเท่านั้น และมีน้ำหนักรถเปล่าที่ 710 กิโลกรัม ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 72 โวลต์ ที่มีกำลังสูงสุด 5 กิโลวัตต์ โดยอาศัยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขนาดมาตรฐานแบบ 12 โวลต์ 125 แอมป์ จำนวน 6 ลูกที่ติดตั้งอยู่ใต้พื้นกระบะ

ทาคาโน่ กระบะ จะมีถังน้ำมันขนาด 5 ลิตรและเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อทำการปั่นไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ ใช้ในการขับเคลื่อนตัวรถ โดยวิ่งได้ระยะทางไกลสุดราว 110 กม. ส่วนราคาจำหน่ายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 300,000-350,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการศึกษาก่อนวางจำหน่ายจริง

ฟอมม์รถยนต์ไฟฟ้าซิตี้คาร์ 4 ที่นั่งกับราคาพิเศษ 599,900 บาท

ชื่อของ ฟอมม์ หลายๆ คนอาจจะพอคุ้นหูอยู่บ้างหากติดตามข่าวเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้ เนื่องจาก ฟอมม์ เป็นค่ายรถยนต์น้องใหม่ค่ายแรกๆ ที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าจะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยใช้เมืองไทยเป็นฐานการผลิตด้วย

สำหรับฟอมม์ ผู้ก่อตั้งเป็นวิศวกรชาวญี่ปุ่น ดังนั้นรถของฟอมม์ จึงถือว่าเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่น โดยรุ่นแรกใช้ชื่อว่า วัน (ONE) ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (Motor in Wheel) ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงการเคลมว่า สามารถลอยน้ำได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องของน้ำท่วมแต่อย่างใด

ฟอมม์ วัน เปิดตัวด้วยราคาจำหน่าย 664,000 บาท แต่สำหรับผู้จองในงานมอเตอร์โชว์จะอยู่ที่ราคาพิเศษ 599,900 บาท ด้วยเงินจองเพียง 5,000 บาท และสามารถขอเงินคืนได้กรณีที่ลองรถแล้วไม่พอใจ โดยมีกำหนดเริ่มส่งมอบรถให้กับผู้ที่จองได้ราวต้นปี พ.. 2562

ที่น่าสนใจ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของค่ายนี้ คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

“ไมน์รถยนต์ไฟฟ้าของคนไทย 100%

กลายเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สที่สุดของงานนี้ก็ว่าได้ เมื่อกลุ่มของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์หรือ EA เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าถึง 3 รุ่นในงานนี้ หลังจากที่เคยประกาศว่าจะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วย เนื่องด้วยตัวบริษัทฯ แม่เองนั้นทำเรื่องเกี่ยวกับสถานีชาร์จพลังงงานไฟฟ้า

สำหรับรถต้นแบบจะทำตลาดแน่นอน 2 รุ่นคือ ซีตี้คาร์ และ เอ็มพีวี ส่วนแบบสปอร์ต ขอรอดูกระแสความต้องการของผู้บริโภคก่อน โดยในงานนี้ตั้งเป้านำรถมาโชว์เพื่อเก็บข้อมูลนำไปใช้ในการสร้างรถคันจริงออกจำหน่าย นัยว่าจะได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน

สนนราคาเบื้องต้น รุ่นซิตี้คาร์ แบบ 2 ประตู 2 ที่นั่งจะพยายามทำราคาให้ไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนรุ่น เอ็มพีวี จะทำราคาไม่เกิน 1,000,000 บาท ทั้งสองรุ่นเกิดจากความร่วมมือกันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยหลากหลายรายที่พร้อมใจสนับสนุนให้เกิดเป็นแบรนด์รถยนต์ของคนไทยแท้ๆ โดยมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี พ.. 2562

บีวายดีพร้อมเต็มที่ ขายแล้ว 100 คัน

สำหรับแบรนด์จีนบีวายดีหลังจากเปลี่ยนผู้ทำตลาดรายใหม่มาเป็นเอเจและชาริช โฮลดิ้งซึ่งเป็นของทายาทจากตระกูลยานยนต์เก่าแก่ของไทยลีนุตพงษ์เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว อี6 ในการเจาะตลาดรถสาธารณะเป็นหลัก และแม้จะมีราคาสูงถึง คันละ 1.89 ล้านบาท แต่ล่าสุดมีการเซ็นสัญญาจำหน่ายเป็นจำนวน 100 คัน เพื่อนำไปใช้เป็นแท็กซี่ส่วนบุคคลเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้ว

ทั้งนี้นอกจาก บีวายดี ที่มีทั้งรถเอนกประสงค์ , รถตู้ และรถบัสแบบไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว ทางกลุ่มของชาริช โฮลดิ้ง ได้ทำตลาดรถไฟฟ้า เพิ่มเติมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเทสล่าที่นำเข้ามาจำหน่ายพร้อมให้บริการหลังการขาย รวมถึง รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า นิวที่เพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นอีกหนึ่งค่ายที่รุกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

“ฮุนไดส่ง ไอโอนิค บุกเบิกตลาดรถไฟฟ้า

เป็นแบรนด์หลักที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยอย่างดีกับครั้งแรกในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไอโอนิครถยนต์ไฟฟ้าที่มากับเทคโนโลยีใหม่ พิกัดการขับขี่ระยะทางยาวไกลระดับ 280 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง ที่ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4 ชั่วโมง 25 นาที

ฮุนได ไอโอนิค เปิดตัวด้วยราคา 1,749,000 บาท นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคันจากเกาหลีใต้ โดยมาพร้อมกับการรับประกัน 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ส่วนแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

“นิสสัน ลีฟมาแน่ แต่รอหน่อย

นิสสัน ประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับการทำตลาดลีฟในประเทศไทยว่าจะวางจำหน่ายแน่นอนภายในเดือนมีนาคม พ.. 2562 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างขะมักเขม้นร่วมกับภาครัฐเพื่อให้สามารถทำราคาอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคซื้อหาได้ ดังนั้นระหว่างนี้เราจะเห็น นิสสัน ลีฟ ปรากฏตัวตามพื้นที่จัดแสดงงานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ส่วนการจับจองเป็นเจ้าของอดใจรออีกหน่อย

ชัดเจนว่าหลายค่ายขยับตัว แสดงจุดยืนและความพร้อมของตัวเอง ส่วนตัวรถยนต์แท้จริงแล้วส่วนใหญ่จะพร้อมในปีหน้า.

source

]]>
1165060
พร้อมหรือยัง ? เมื่อ EV ยึดถนน https://positioningmag.com/1135217 Fri, 04 Aug 2017 23:50:58 +0000 http://positioningmag.com/?p=1135217 ท่ามกลางการรณรงค์และแทรกแซงเพื่อยุติการใช้รถเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเริ่มท้วงว่า แน่ใจแล้วหรือว่า รถไฟฟ้าคือคำตอบที่ใช่

แม้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าบ่งชี้ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะหมดอนาคตในวงการยานยนต์ในอีกไม่กี่สิบปีนี้ หลายประเทศดาหน้าออกมาประกาศเป้าหมายหักดิบเลิกใช้เลิกผลิตรถใช้น้ำมันกันอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า (EV) ก็มาพร้อมข้อชวนคิดทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจมากมาย

ปลายเดือนกรกฎาคม อังกฤษเป็นประเทศล่าสุดที่ตัดสินใจยุติการขายรถที่ใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินทั้งหมดภายในปี 2040 ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับฝรั่งเศสที่ประกาศไปก่อนแล้วในช่วงต้นเดือนเดียวกัน ตามแผนลดมลพิษจากไนโตรเจนไดออกไซด์ของประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง

นอร์เวย์หวังว่า จะยุติการขายรถที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลภายในปี 2025 เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในยุโรปอย่างสวีเดนและฟินแลนด์ ที่แสดงเจตจำนงบอกลาเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคตอันใกล้

ข้ามฟากมาที่เอเชีย ปีที่แล้วจีนกำหนดโควตาให้บริษัทรถทุกแห่งต้องทำยอดขายรถพลังงานแบตเตอรี่หรือปลั๊ก-อิน12% ของยอดขายทั้งหมดนับจากปี 2020 ขณะที่อินเดียต้องการให้รถทุกคันบนถนนเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าภายในปี 2030

อลาสแตร์ ลูอิส ศาสตราจารย์ด้านเคมีบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยยอร์กในอังกฤษ บอกว่า เมื่อดูจากอัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และรถไฟฟ้าในช่วง 10 ปีล่าสุด เขาเชื่อว่า แม้ภาครัฐไม่ออกมาตรการแทรกแซงใดๆ เครื่องยนต์สันดาปขนาดเล็กในรถยนต์ส่วนบุคคลก็จะต้องสูญพันธุ์ไปเองอยู่ดีไม่เกินปี 2040

อย่างไรก็ตาม ลูอิสสำทับว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์สำหรับทั้งภาครัฐและผู้ผลิตรถว่า ปรากฏการณ์รถไฟฟ้าจะเป็นกระแสที่ไม่มีทางย้อนกลับ

สเตฟาน แบรตเซล ผู้อำนวยการเซ็นเตอร์ ออฟ ออโตโมทีฟ แมเนจเมนต์ (CAM) ในเยอรมนี เห็นด้วยว่า ปีที่แล้วถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เจตนารมณ์ทางการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเชื้อไฟสำคัญคือคดีโกงค่าไอเสียสุดอื้อฉาวของบริษัทรถยนต์ใหญ่หลายแห่ง

เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตลอดจนถึงความก้าวหน้าของจีนในการพัฒนารถไฟฟ้า เป็นอีกแรงที่กำลังช่วยกันขับไล่ไสส่งรถยนต์ที่ปล่อยไฮโดรคาร์บอนสู่สภาพแวดล้อม

แต่สำหรับฟลาเวียง นูวี นักเศรษฐศาสตร์จากอ็อบเซอร์วาตัวร์ เซทเทเลม บริษัทวิเคราะห์ด้านยานยนต์ของฝรั่งเศส กลับมองว่า การคาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 บนถนนจะมีแต่รถไฟฟ้าเป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าว่า นี่จะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อถึงยุคสมัยนั้น

นอกจากนี้ ในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ว่า เครื่องยนต์สันดาปอาจเป็นตัวเลือกที่ถูกใจกว่า เพราะรถปัจจุบันบางรุ่นสามารถวิ่งได้ไกลถึง 100 กิโลเมตรโดยใช้เชื้อเพลิงแค่ 2 ลิตร

นูวียังเชื่อว่า รถไฟฟ้าที่จะอยู่รอดได้จริงๆ ต้องวิ่งได้ 400-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จากตอนนี้ที่ระยะทางเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 250-300 กิโลเมตร รวมทั้งยังต้องทำราคาให้ลดลงด้วย เทียบกับปัจจุบันที่ยังแพงกว่ารถทั่วไปหลักพันดอลลาร์

นักเศรษฐศาสตร์แดนน้ำหอมคนนี้ยังสงสัยว่า หรือจริงๆ แล้วการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าจะทำให้เกิดผลลบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งคำถามว่า จะผลิตไฟฟ้าเพิ่มอย่างไร ทรัพยากรสำหรับผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้ามีพอหรือไม่ ต้องติดตั้งจุดชาร์จมากน้อยแค่ไหนและใช้งบประมาณเท่าไหร่ แล้วจะรีไซเคิลรถไฟฟ้ากันอย่างไร

ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพจากอังกฤษที่ปัจจุบันมีจุดชาร์จสาธารณะประมาณ 4,500 จุด รองรับรถปลั๊ก-อินราว 110,000 คัน จากรถที่จดทะเบียนทั่วประเทศ 36.7 ล้านคัน

นอกจากนั้น ผลการศึกษาที่ออกมาในเดือนมิถุนายนโดยไอวีแอล ซึ่งเป็นสถาบันสิ่งแวดล้อมของสวีเดน ยังพบว่า การผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในขณะนี้ทำให้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 17.5 ตัน หรือเท่ากับการขับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันนาน 700 ชั่วโมง

ประเด็นสำคัญพอๆ กันคือ อุปทานไฟฟ้า เพราะเมื่อคนหันมาใช้รถไฟฟ้าแพร่หลาย และเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยพลังงานที่สร้างใหม่ได้แต่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ โครงข่ายพลังงานจะตึงเครียดอย่างหนัก ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องคิดอย่างถ้วนถี่เพื่อหาวิธีสำรองพลังงานส่วนเกินในวันที่แดดจัดและลมแรงเผื่อไว้สำหรับช่วงที่อาจไม่มีแดดหรือลมเพียงพอนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า

สำหรับผู้ผลิตรถอาจยังมีเวลาพอที่จะร่วมกับภาครัฐขบคิดหาทางผลิตรถไฟฟ้าแบบมวลชน พัฒนาถนนที่รถสามารถชาร์จไฟอัตโนมัติขณะวิ่ง ซึ่งแม้ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นก้อนใหญ่แต่จะทำให้รถไฟฟ้ามีราคาถูกลงและประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนข้อท้วงติงทั้งหมดนี้ไม่สามารถต้านทานกระแสรถไฟฟ้าที่กำลังมาแรงเต็มเหนี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้ำมันยังแพงขึ้นอีก

CAM คาดหมายทิ้งท้ายว่า ยอดขายรถไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2.5-6% ในปี 2020 แต่ถ้าค่ายรถอัดแคมเปญหนักๆ เป็นไปได้ว่า ตัวเลขอาจพุ่งแตะ 40% ในปี 2030


ที่มา : manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9600000079467

]]>
1135217