ดีเจ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 02 Mar 2026 11:10:56 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย https://positioningmag.com/1561890 Mon, 02 Mar 2026 10:29:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561890 ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

ทางรอดและทางโต

การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

  1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
  2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
  3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
  4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
  5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

]]>
1561890
ให้ทุกคนเป็น “ดีเจ”! Amazon เปิดแอปฯ ใหม่ “Amp” ซื้อลิขสิทธิ์เพลงให้คุณได้จัดรายการ https://positioningmag.com/1376834 Wed, 09 Mar 2022 06:12:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1376834 ความฝันอยากจัดรายการจะเป็นจริงแล้ว เพราะ Amazon เปิดตัวแอปฯ “Amp” จัดซื้อลิขสิทธิ์เพลงหลายสิบล้านเพลง ทั้งจาก 3 ค่ายเพลงใหญ่และค่ายเพลงอินดี้ ให้ครีเอเตอร์ที่อยากเป็น “ดีเจ” สามารถสตรีมเปิดเพลงได้อย่างถูกต้อง และมีฟังก์ชันเหมือนรายการวิทยุทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทอล์กคุยกับผู้ฟัง ผู้ฟังแชทเข้ามาคุย หรือโทรฯ เข้ามาเล่นเกมกันก็ได้

ในที่สุด Amazon ก็เปิดตัวแอปพลิเคชัน “Amp” แล้ว หลังจากมีข่าวลือมานานว่าบริษัทกำลังซุ่มพัฒนาแอปฯ เสียงที่จะแข่งกับ Clubhouse แต่แอปฯ ใหม่นี้ไม่ได้จะเหมือนกับ Clubhouse เสียทีเดียว เพราะจะเน้นการเปิดเพลงฟังมากกว่าการพูดคุยกัน

สมาชิกที่สมัครเข้ามาจะมีสิทธิเป็น “โฮสต์” จัดรายการสดของตัวเอง ที่สำคัญคือสามารถสตรีมเพลงจากคลังเพลง “หลายสิบล้านรายการ” ที่บริษัทซื้อลิขสิทธิ์มาจากค่ายเพลงดัง 3 ค่าย รวมถึงเพลงอีกหลายรายการยาวเหยียดจากค่ายเพลงอินดี้ต่างๆ

เป้าหมายก็คือสมาชิกจะสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น “ดีเจ” วิทยุกันได้ทุกคน สามารถจัดรายการเพลงเอง คุยกับผู้ฟัง แชท หรือรับสายโทรฯ เข้าจากผู้ฟังได้

Amp ดีเจ
หน้าตาของแอปฯ Amp

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งโฮสต์และผู้ฟังไม่ต้องสมัครเสียค่าบริการใดๆ เพื่อมาใช้งาน ใครๆ ก็เข้ามาฟังเพลงยาวเต็มเพลงได้ แค่สมัครสมาชิกแอปฯ Amp ซึ่งบริการฟรีอยู่ขณะนี้

ถือเป็นแอปฯ ที่ฉีกแนวจากคู่แข่งในขณะนี้ เพราะแอปฯ หรือฟังก์ชันพูดคุยด้วยเสียงอื่นๆ เช่น Clubhouse, Twitter Spaces หรือฟังก์ชันที่ Facebook พัฒนาอยู่ ก็ไม่ได้มีลิขสิทธิ์เพลงให้ใช้สตรีมได้เหมือนกับ Amp ของ Amazon ทำให้แอปฯ มีความแตกต่างว่าจะมาในสายดีเจวิทยุ และลักษณะรายการเหมือนตีกรอบให้ว่าจะเป็นพิธีกรรายการคุยกับแขกรับเชิญหรือผู้ฟัง

 

ช่วงแรกยังไม่มีระบบสร้างรายได้

ในด้านการตลาด Amazon ทุ่มสุดตัวด้วยการเชิญเซเลปมาเป็นโฮสต์จัดรายการในช่วงเปิดตัว เช่น Nicki Minaj, Pusha T, Tinashe, Travis Barker, Lil Yachty, Big Boi

ส่วนการสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์นั้น ในระยะแรกจะยังไม่มีฟังก์ชันนี้ (ยกเว้นกลุ่มเซเลปที่เชิญมา ซึ่งบริษัทจ่ายโดยตรงเพื่อโปรโมตแอปฯ) แต่ในระยะยาวนั้น รีเบคก้า ซิลเวอร์สไตน์ โฆษกของ Amp เปิดเผยกับสำนักข่าว The Verge ว่า Amazon คาดหวังว่าจะเพิ่มฟีเจอร์สร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์ในอนาคต

นอกจากนี้ Amazon ยังกล่าวถึงประเด็นที่บริษัทมองว่าสำคัญ แต่แอปฯ อื่นมักจะไม่พูดถึงมากนัก (หรืออาจจะไม่ได้คิดถึง) คือบริการ Amp ได้ออก “ระเบียบชุมชนที่ครอบคลุม” มาตั้งแต่ต้น และมี “ทีมแอดมินดูแล 24/7” เพื่อคอยตรวจสอบรายงานการละเมิดระเบียบ

Amp ให้บริการวันแรกเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2022 แต่ยังเป็นรุ่นเบตาอยู่ และยังให้บริการบน iOS เท่านั้น (Amazon ยังไม่ตอบว่าจะมีบริการบน Android และบนเว็บไซต์ตามมาหรือไม่) ทันทีที่เปิดบริการก็มี waiting list รอต่อคิวเข้าใช้กันแล้ว

อีกทั้งขณะนี้ยังเปิดบริการเฉพาะในสหรัฐฯ ก่อน ซึ่งการขยายในประเทศอื่นๆ น่าจะมีความซับซ้อนด้วยเรื่องลิขสิทธิ์เพลง ทำให้การเปิดตัวทั่วโลกจะยุ่งยาก และน่าจะใช้การลงทุนสูง แต่หากมองในมุมบวก ความยากและการลงทุนน่าจะทำให้คู่แข่งเร่งทำแอปฯ เลียนแบบได้ช้า

Source

]]>
1376834