ทรู – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 11 Mar 2026 05:40:15 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ มองคู่แข่ง True ไม่ใช่ AIS แต่คือ LINE, Netflix, Google ต้องแข่งกับประสบการณ์ลื่นไหล แบบแพลตฟอร์มระดับโลก https://positioningmag.com/1563455 Tue, 10 Mar 2026 13:40:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563455 ในเดือนมีนาคมนี้ ถือเป็นการครบรอบ 3 ปีเต็มในการ ควบรวมทรู-ดีแทค สู่บริษัทใหม่ในชื่อ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยในปีที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็ได้ยกเครื่องใหม่ โดยดึงเอา ซิกเว่ เบรกเก้ ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของดีแทค มาเป็นประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ดูแลบริหารงานขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ภาพรวมของบริษัท ล่าสุด ซิกเว่ ก็ได้มาเล่าถึงกลยุทธ์ของทรูในช่วง 3 ปีจากนี้ที่จะเป็น Big Move สำคัญขององค์กร

กลยุทธ์ที่ดีต้องง่ายเหมือนเพลงที่ร้องตามได้

ภายในงาน ซิกเว่ เปิดเวทีด้วยวิดีโอที่เขาและ พนักงานร้องและเต้น ไปด้วยกัน แม้จะดูเป็นกิจกรรมสังสรรค์ภายในองค์กรที่ใคร ๆ ก็น่าจะมีไม่ต่างกัน แต่จริง ๆ มันมีความลึกซึ้งกว่านั้น โดย ซิกเว่ เริ่มเล่าว่า เขามีความเชื่อที่ว่า “กลยุทธ์ที่ดีคือกลยุทธ์ที่ทุกคนรู้จัก และถ้าอยากให้ทุกคนจำได้จริง ๆ มันต้องง่ายพอที่จะร้องได้ เต้นได้ และรู้สึกได้” นี่จึงเป็นที่มาของวิดีโอเปิดตัวในงานนี้

นอกจากนี้ ซิกเว่ มองว่า กลยุทธ์ไม่ใช่ ความลับในห้องประชุม แต่ควรเปิดเผยให้ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และพนักงานรับรู้ เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อลูกค้ารู้ พาร์ทเนอร์รู้ และพนักงานถูกย้ำเตือนตลอดเวลา นั่นแหละคือ พลังที่แท้จริง

ไม่ใช่แข่งแค่เครือข่าย แต่คือประสบการณ์ที่ลื่นไหล

ซิกเว่ เล่าต่อว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวคือ แรงกดดันที่ทำให้ True ต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยลูกค้าของ True ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 6 ชั่วโมงครึ่ง และใช้ดาต้าเดือนละ 29 GB หรือเกือบ สองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ที่ 16 GB

และภายในปีเดียว คนไทยหันมาใช้ AI เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และกว่า 70% เคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งนำหน้าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน คู่แข่งของ True ไม่ใช่แค่ AIS อีกต่อไป แต่คือ LINE, Netflix, Google หรือก็คือ แพลตฟอร์มที่ครองเวลาและความสนใจของคนทั้งวัน ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงคือการแข่งขันคือ ประสบการณ์ที่ลื่นไหล แบบที่แพลตฟอร์มระดับโลกสร้างไว้ และต้องทำให้ดีกว่า

“การมีเครือข่ายที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นอีกต่อไปแล้ว เพราะเครือข่ายที่ดีกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังพื้นฐาน เหมือนร้านอาหารที่ต้องสะอาด ไม่มีใครชมเพราะมันสะอาด แต่ทุกคนจะบ่นถ้าสกปรก” 

Big Move 4 เสาหลักเปลี่ยน True

  • จากเครือข่ายสู่ความรู้สึก: True เสริมความแข็งแกร่งของเครือข่าย 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ AI กำลังเข้ามาดูแลเครือข่ายแทนมนุษย์ เพื่อให้ AI ตรวจจับปัญหาและซ่อมแซมตัวเอง ก่อนที่ลูกค้าจะรู้สึก
  • จากขายซิมสู่มูลค่าบัญชีลูกค้า: จากเดิมที่วัดผลด้วย “รายได้ต่อซิม” (ARPU) มาเป็น “มูลค่าต่อบัญชีลูกค้า” เพราะลูกค้าหนึ่งคนอาจใช้ทั้งมือถือ เน็ตบ้าน และบริการดิจิทัลพร้อมกัน ทั่วโลกมีอุปกรณ์ในบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกว่า 3.3 พันล้านชิ้น และโตขึ้น 8% ทุกปี ตู้เย็น ผ้าม่าน แอร์ ทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมต่อ ดังนั้น การมองเขาแยกกันจึงทำให้มองไม่เห็นภาพรวมที่แท้จริง ดังนั้น แนวคิดของ True ไม่ใช่การชนะใจผู้ใช้รายบุคคล แต่ต้อง ชนะใจทั้งครอบครัว ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน เช่น TrueID และ TrueVisions NOW เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิง TrueX ให้บริการโซลูชัน Home AI เป็นต้น

  • AI-First: AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือหัวใจของทุกสิ่งที่วางแผนไว้ อาทิ AI สำหรับการทำงานภายใน ทุกกระบวนการที่ย้ายขึ้นคลาวด์ได้จะถูกย้าย และงานรูทีนที่กินเวลาพนักงานโดยไม่จำเป็นจะถูก AI จัดการแทน การใช้ AI เพื่อให้บริการแบบ Hyper-personalization ที่ส่งข้อเสนอที่ใช่ให้คนที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม โดย True มีเป้าหมายในการพัฒนา พนักงานทั้ง 10,000 คน ต้องมีความรู้ด้าน AI ภายในปีนี้ โดย 60% ต้องมีพื้นฐานที่แน่น 20% เป็นผู้ใช้ระดับสูง และ 10% คือ ผู้เชี่ยวชาญระดับผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ True วางแผนเพิ่มขีดสามารถ AI ให้คนไทย 12 ล้านคนด้วย
  • วัฒนธรรมองค์กร สิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้: ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ราคา หรือสินค้า เป็นสิ่งที่คู่แข่งอาจเลียนแบบได้ แต่ วัฒนธรรมองค์กร เป็นสิ่งที่ ไม่มีทางเลียนแบบได้ โดย ซิกเว่ ต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่เรียกว่า Culture of Obsession (วัฒนธรรมแห่งความลุ่มหลง) โดยให้มองว่า True เป็น สตาร์ทอัพ ที่มีความ คล่องตัว และ เต็มไปด้วยความกระหาย แบบคนอายุ 25 ปี แต่มีสเกลและทรัพยากรของบริษัทใหญ่ที่มีอยู่แล้ว

“พนักงานทุกคนจะถามตัวเองว่า วันนี้ฉันจะทำอะไรเพื่อให้บริษัทดีขึ้นได้บ้าง? แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างแท้จริง ที่ที่เขากล้าพูดได้อย่างอิสระ ที่ที่เขาสามารถสร้างนวัตกรรม เติบโต และได้รับการยอมรับไม่ว่าเขาจะทำหน้าที่อะไร ความมั่นใจที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจกับใครก็ได้ในองค์กรโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้าเราสร้างวัฒนธรรมนั้นได้ มันจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับคู่แข่งที่จะเลียนแบบ และเรากำลังสร้างมันอย่างตั้งใจ ทีละก้าว ผ่านพนักงานทั้ง 10,000 คน”

ปลายทางสู่ Telco-Tech Company

ซิกเว่ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ แม้ว่า 50% ของ GDP ไทยมาจากกรุงเทพฯ แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไป และ True ไม่ได้เป็นแค่บริษัทโทรคมนาคม แต่กำลังกลายเป็น Telco-Tech Company บริษัทที่ใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต เชื่อมต่อบ้าน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งดิจิทัล ผ่าน 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันและกำลังถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กัน และนี่คือการก้าวเดินครั้งใหญ่ (Big Move) ของ True

]]>
1563455
เบื้องหลังรางวัลโซเชียลของ “ทรู” เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อ แต่คือ “ความจริงใจ” ที่ส่งถึงผู้คน https://positioningmag.com/1562205 Thu, 05 Mar 2026 11:45:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562205 ในยุคที่โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั้งในแง่ของ “ความไว” (Fast Response) และ “คุณค่า” (Social Impact) ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจาก DNA ที่ฝังรากลึกอยู่ในพนักงานทุกคนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นประกาศความสำเร็จบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ด้วยการคว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (สาขา Social Impact) และ Best Brand Performance on Social Media by Pantip (สาขา Fast Response) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์การเป็น Tech Company ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

Positioning ได้พูดคุยกับทีมโซเชียล นำทีมโดย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications, เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications และทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลใหญ่นี้ไปครอง ความพิเศษคือรางวัลนี้เป็นสาขาใหม่ที่จัดมอบเป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์แบรนด์เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

True Together พื้นที่เล่าเรื่องความยั่งยืนที่จับต้องได้

ในปัจจุบันทุกแบรนด์ล้วนมีโซเชียลมีเดียไว้เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อให้ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเสมอ บางแบรนด์ใช้เป็นพื้นที่ในการบอกโปรโมชั่น บางแบรนด์ใช้ในการสร้างสตอรี่ หรือคอนเทนต์ใหม่ๆ ขณะที่บางแบรนด์ก็ใช้เล่าเรื่องราวความยั่งยืนต่างๆ

ทรู คอร์ปอเรชั่นมีช่องทางโซเชียลหลักๆ บนเฟซบุ๊ก 2 เพจด้วยกัน ได้แก่ True ที่เน้นเนื้อหาในเชิงองค์กร และ TrueMoveH ที่เน้นเนื้อหาเชิงพาณิชย์ของเครือข่าย

เบื้องหลังรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) มาจากความทุ่มเทของเพจ True ที่มี DNA ความเป็น True Together ช่องทางนี้ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศความสำเร็จขององค์กร หรือเล่าเรื่องราวการไปทำ CSR แต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อสื่อสาร “ความตั้งใจ” ที่ทำเพื่อผู้คน การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเปิดเผยว่า คอนเทนต์ที่ มีกระแสตอบรับดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องตัวเลขผลกำไร หรือคอนเทนต์ที่มียอดเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนการลงพื้นที่จริง ทำจริง และคนในชุมชนได้รับประโยชน์จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความภูมิใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

“เราไม่ได้ทำเพราะหน้าที่ แต่ทำเพราะแพสชั่น” คือเสียงสะท้อนจากทีมงานที่ลงไปสัมผัสชีวิตกลุ่มเด็กออทิสติก เห็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการจัดระเบียบสายสื่อสาร หรือความทุ่มเทของทีมช่างที่บุกป่าฝ่าดงขึ้นไปติดตั้งเสาสัญญาณในหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อให้ชาวบ้านได้เชื่อมต่อกับโลกใบนี้ เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถัน และจริงใจจนคนโซเชียลสัมผัสได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมด้วย

นิยามของ “ทรู” คือ “ความจริงใจ”

พิมลพรรณ ถ่ายทอดมุมมองว่า “เพจ True เป็นช่องทางที่ใช้สื่อสารทั้งภายในองค์ และสิ่งที่ทำกับชุมชน แต่นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเด็นสำคัญในสังคม คอนเทนต์    เรียลไทม์ รวมไปถึงสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เป้าหมายคือการสื่อสารให้คนรู้ว่าเราทำจริง ไม่ได้เป็นการขายสินค้า และบริการเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่า สื่อโซเชียลมีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความยั่งยืน”

ในยุคที่มี Fake News และ AI มากมาย ทีมงานคอนเทนต์ของทรูยึดถือหลักการสำคัญคือ “ความถูกต้องแม่นยำ” ทุกอย่างที่นำเสนอต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบและสะท้อนจุดยืนในการส่งต่อเรื่องราวที่สร้างสรรค์ต่อสังคม

“คำว่าทรู ทุกอย่างต้องจริงใจ ต้องเป็นเรื่องจริง การนำเสนอเรื่องราวในโซเชียลต้องยึดถือความจริงเท่านั้น”

ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications เสริมว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องตัวเลขของเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่คนอ่านและดูคอนเทนต์แล้วมีความสุข ได้อินไซต์ ได้ความรู้บางอย่าง หรือได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาที่เรานำเสนอก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว”

ทางด้าน เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications เล่าว่า ด้วยความที่ทีมงานที่ทำคอนเทนต์แต่ละคนเคยทำงานด้านสื่อมาก่อน จึงมีทักษะและเข้าใจศิลปะในการเล่าเรื่อง งานทุกชิ้นทำอย่างพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกประเด็นนำเสนอ ไปจนถึงการวางเนื้อหา มุมภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของทรู ที่สำคัญคือการลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียด และถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบทุกมิติ

“ทีมงานต้องทำงานใกล้ชิดทีมงานต่างๆ ในทรูอยู่ตลอด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องลงพื้นที่ไปสัมผัสหน้างานจริงๆ พูดคุยและรับฟังเสียงจากผู้คนในชุมชนล่าสุดเราได้ร่วมลงพื้นที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้านห่างไกลบนดอย จ.ลำปาง ได้ไปเห็นภาพการทำงาน ได้พูดคุยรับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้เรานำมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าถึงใจผู้คนได้”

ส่วน ทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications เสริมว่า จริงๆ แล้วทรูทำธุรกิจที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทางทีมมีโอกาสที่ทำหน้าที่สื่อสารให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า เช่น การพัฒนาระบบป้องกันภัยช้างป่า เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (แบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้โดดเด่น) จะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 สาขา คือ E, S และ G โดยใช้เกณฑ์ Social Metric ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติจากแบรนด์ที่อยู่ในดัชนี SET50 จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักผ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และได้ผ่านการพิจารณารวมกันจาก GEPP ESG Intelligence ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพ

การที่ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลนี้มาครอง สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไป รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ในสังคมได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่รางวัลขององค์กร แต่เป็น “ของขวัญ” สำหรับคนทำงานที่เชื่อว่า ความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นรอยยิ้มของคนในพื้นที่ที่เทคโนโลยีเข้าถึงนั่นเอง “แค่คนอ่านคอนเทนต์แล้วมีความสุข เกิดแรงบันดาลใจหรือได้ความรู้บางอย่างไปปรับใช้ นั่นคือความสำเร็จของเราแล้ว” ทีมงานทรูทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

]]>
1562205
เจาะกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ ‘ทรู’ หลังคว้า ‘โอปอล-Miss World’ ชี้หมดยุคแข่งดึง ‘คนดัง’ แต่ต้องมี Value Match กับแบรนด์จริง https://positioningmag.com/1557113 Wed, 28 Jan 2026 14:38:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557113 เมื่อยุคสมัยของ Hard Sell เริ่มเสื่อมคลาย ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงประกาศปรับกลยุทธ์การใช้พรีเซ็นเตอร์ เริ่มจากการใช้ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 คนแรกของไทย มารับตำแหน่ง World Ambassador เป็นต้นแบบของกลยุทธ์ Influencing Marketing ที่มุ่งเน้น Value Match มากกว่าความดัง โดยทรูเลือกเดิมพันกับ ความจริงใจ (Authenticity) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แบรนด์ (Immunity Marketing)

World คือวิธีคิด ไม่ใช่พรมแดน

โอลิเวอร์ – กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น อธิบายว่า เหตุผลหลัก ๆ ที่ทรูเลือกใช้ Miss World คือ สอดคล้องปณิธานทรู ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AI การศึกษา และการยกระดับสังคม และถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะช่วงต้นปี 2025 สังคมไทยเผชิญความท้าทาย ต้องการพลังบวกและแรงบันดาลใจ

นอกจากนี้ จากการ Monitor Social Sentiment พบว่ามีเด็กหลายคนที่ดู Miss World แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต เช่น อยากเรียนภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น หรือสนใจศึกษาภูมิศาสตร์มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานของทรูในการปลูกปัญญาและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน

และการเลือกใช้คำว่า World ไม่ได้หมายถึงการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ แต่เป็น Mentality ที่ต้องการยกระดับคนไทยให้มองไปไกลกว่าความเป็นไทย และนำค่านิยมใหม่ที่โลกให้ความสนใจเข้ามาผสมผสาน

“คำว่า World มันคือวิธีคิด เราอยากให้คนไทยเป็น World Citizen ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ต่างประเทศ แต่เป็น Mentality ที่ต้องการยกระดับคนไทยให้มองเกินกว่าความเป็นไทย” โอลิเวอร์ กล่าว

โอลิเวอร์ – กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

Corporate Campaign ต้องไม่ Hard Sell

โอลิเวอร์เน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็น Corporate Campaign และ Social Branding มากกว่าการตลาดเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการโปรโมตผลิตภัณฑ์โดยตรง แต่สื่อสารในมุมที่มีความหมายต่อสังคม

“เราไม่ได้ใช้เป็น Marketing แต่เป็น Social Branding จะไม่เห็นองค์ประกอบออกมาบอกว่า 5G กี่บาท แต่จะออกมาพูดในมุมที่มีความหมายมากขึ้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่ Hard Sell”

ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้เซ็นสัญญา 1 ปี โดยไม่มีเป้าหมายตัวเลข Conversion หรือ Market Share ที่ชัดเจน แต่มุ่งเน้นการสร้าง Positive Voice และแรงบันดาลใจ

“ความคุ้มค่าเราไม่ได้ตีเป็นตัวเงินอย่างเดียว ถ้าเป็นพรีเซ็นเตอร์อื่นที่ได้รางวัลมานานแล้ว การเซ็นสัญญาอาจไม่คุ้มในแง่ตัวเงิน แต่ความคุ้มค่าของเรากลับมาในแง่การสร้างความเข้มแข็งและแรงบันดาลใจในสังคม”

โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025

ไม่ใช่ Influencer ต้อง Influencing

โอลิเวอร์เน้นว่า ยุคนี้ไม่ใช่การแข่งกันว่าใครมีพรีเซ็นเตอร์มากกว่า แต่เป็น Influencing Marketing ที่มุ่งเน้นการสร้างอิทธิพลในทิศทางที่ถูกต้อง โดยหลักการเลือกพรีเซ็นเตอร์ของทรูจากนี้มี 3 ข้อ ได้แก่

  • Value Match: เลือกจากค่านิยมและความเชื่อที่ตรงกัน ไม่ใช่ความดัง
  • Belief & Attitude: มองที่ทัศนคติและสิ่งที่เชื่อร่วมกัน
  • Strategic Fit: ดูจากปณิธาน วาระ และ Strategic Imperative ในแต่ละช่วง

โอลิเวอร์ชี้ว่า จากข้อมูลที่พบ คนรุ่นใหม่ “Real” มากขึ้น และเลือกแบรนด์จาก “Authenticity” และความจริงใจ มากกว่าการโฆษณาแบบเดิม

“เราเลือกคนจากค่านิยม ทัศนคติ และความเชื่อ ไม่ได้เลือกจากความดัง Popularity ซื้อได้ เด็กรุ่นใหม่หาแบรนด์ที่มี Authenticity จะชนะใจเขา แบรนด์ต้องทำตัวให้จริงใจและมีความหมายกับเขา เราไม่มี Presenter Strategy แบบใครชนกับใครเปอร์เซ็นต์ไหน แต่ดูจากวาระ Objective ปณิธาน และ Strategic Imperative”

ยุค AI คนยิ่งต้องการความเป็นมนุษย์

โอลิเวอร์เน้นย้ำว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าของ AI และ Quantum Computing สังคมต้องการ มิติความเป็นมนุษย์ มากขึ้น ดังนั้น สุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่จริงใจจะเป็นผู้ชนะ

“เราอยากให้ AI เข้ามาใกล้ Humanity มากขึ้น AI ถูก Influence จาก Data ได้เพื่อให้มี Empathy แต่สิ่งที่ AI ไม่มีคือ Feeling โอปอลจะช่วยให้ Connection กลายเป็น Meaningful Connectivity”

เขาเสริมว่า ทรูมุ่งเน้นการสร้าง “Immunity Marketing” หรือภูมิคุ้มกันของแบรนด์ เพื่อให้อยู่ในใจลูกค้าแม้มีตัวเลือกมากขึ้น ดังนั้น ปี 2026 จะเป็นปีที่ “Brand Building in the AI Era” กลับมาเป็นพระเอก

“ที่ผ่านมาทุกคนมุ่ง Conversion ที่ Touch Point สุดท้าย แต่ลืม Awareness และ Foundation ของแบรนด์ เมื่อไหร่เงินหมด Conversion ก็ไม่ทำงาน Cost of Awareness ยังสำคัญอยู่”

ดังนั้น ในท้ายที่สุด แบรนด์ต้องสร้าง “Perceptual Capital” หรือการที่คนนึกถึงแบรนด์แล้วนึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งทันที ซึ่งต้องใช้เวลา และนี่คือสิ่งที่ทรูพยายามทำ

]]>
1557113
สรุปไทม์ไลน์การถอยทัพจาก ‘เอเชีย’ ของ ‘เทเลนอร์’ ถอนสมอแล้วกี่ประเทศ และยังเหลือประเทศไหนที่ยังลงทุน https://positioningmag.com/1557101 Wed, 28 Jan 2026 14:18:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557101 สรุปไทม์ไลน์เทเลนอร์ในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของ เทเลนอร์ ในประเทศไทย ต้องย้อนไปถึงปี 2543 โดยเทเลนอร์ถือเป็นกลุ่มโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากประเทศนอร์เวย์ โดยเทเลนอร์ได้ก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ UCOM ของกลุ่มเบญจรงคกุล เพื่อสร้างแบรนด์ TAC และได้เปลี่ยนเป็น Dtac (ดีแทค) ในเวลาต่อมา 

Dtac เคยผงาดขึ้นมาเป็น เบอร์ 2 ในตลาดโทรคมนาคมไทย จากกลยุทธ์ Emotional Marketing และ ซิม Happy ในปี 2546 ที่เป็นซิมระบบเติมเงิน (Prepaid) จากที่ตอนนั้นเป็นตลาดรายเดือน (Postpaid) จากนั้นในปี 2550 บริษัทก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยราคา IPO ที่ 40 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุค 4G และ 5G ที่ตลาดโทรคมนาคมแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งการแย่งชิงลูกค้า และการแข่งขันกันประมูลคลื่นความถี่ในราคาที่สูงลิ่ว ซึ่งในกลยุทธ์ช่วงนั้น Dtac ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่บางรอบ เช่น คลื่น 900 MHz (พ.ศ. 2559) และ 1800 MHz (พ.ศ. 2561) ซึ่งนั่นทำให้ Dtac ได้สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าไปพอสมควร และในท้ายที่สุดก็ถูก True แซงขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาด 

จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2566 เมื่อ True และ Dtac ได้ควบรวมกิจการกัน โดยเทเลนอร์ลดบทบาทจากการเป็นเจ้าของกิจการ (Operator) มาเป็นเพียง ผู้ถือหุ้นร่วม ในสัดส่วนที่เท่ากับกลุ่ม CP (ประมาณ 30%)

และในที่สุด 21 มกราคม 2569 เทเลนอร์แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ลงนามขายหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ให้กับบริษัท Arise Digital Technology (กลุ่มทุนของคุณศุภชัย เจียรวนนท์) ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และดีลนี้ยังมีสัญญาพ่วง (Put/Call Option) สำหรับหุ้นอีก 5.35% ที่เหลือ ซึ่งจะขายขาดกันภายในปี 2571 ถือเป็นการล้างมือจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอย่างสมบูรณ์ ปิดฉาก 25 ปีของเทเลนอร์ในไทย

จาก 5 เหลือ 2 ที่ยังลงทุน

แน่นอนว่ากลุ่มเทเลนอร์ไม่ได้ลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่ยังลงทุนอีกหลายประเทศ และไม่ใช่แค่ไทยที่เทเลนอร์ถอนสมอออกแล้ว แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ถอนตัวออกไปแล้ว ได้แก่ 

  1. อินเดีย (The First Exit) – ปี 2561

อินเดียเป็นบทเรียนแรกที่เทเลนอร์ถอยทัพ เพราะสู้กับ สงครามราคา สุดโหดของ Reliance Jio บริษัทโทรคมนาคมของ Mukesh Ambani มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในเอเชียไม่ไหว สุดท้ายต้องตัดสินใจยกธุรกิจให้กับ Bharti Airtel 

  1. เมียนมา (The Forced Exit) – มีนาคม 2565

ประเทศต่อมาที่เทเลนอร์ยอมทิ้งกิจการก็คือ เมียนมา เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 ด้วยความไม่มั่นคงหลังการรัฐประหาร แรงบีบคั้นจากรัฐบาลทหาร และความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ สุดท้าย เทเลนอร์จึงขายกิจการทั้งหมดให้ M1 Group จากเลบานอน มูลค่า 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400-3,600 ล้านบาท) 

3. ปากีสถาน (The Strategic Exit) – ธันวาคม 2568 (2025)

หลังจากประกาศขายมานานกว่า 2 ปี ในที่สุดเทเลนอร์ก็ปิดดีลขาย Telenor Pakistan ให้กับกลุ่ม PTCL ได้สำเร็จในวันสุดท้ายของปี 2568 มูลค่าดีลประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปากีสถานและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป

Photo : Shutterstock

มาเลเซีย-บังกลาเทศ 2 ประเทศที่ยังดำเนินกิจการ

  1. มาเลเซีย (The Consolidation) – 2565 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์เลือกทางสายกลางในมาเลเซีย โดยการควบรวม Digi เข้ากับ Celcom เกิดเป็น CelcomDigi โดยเทเลนอร์ยังถือหุ้นอยู่ 33.1% แต่ไม่ได้บริหารงานเองเบ็ดเสร็จ มีรายงานว่าหากสถานการณ์ในเอเชียยังไม่ดีขึ้น หุ้นก้อนนี้อาจเป็นรายต่อไปที่ถูกขายออกในปี 2027-2028

2. บังกลาเทศ (Grameenphone): 2540 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Grameenphone (กรามีนโฟน) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างเทเลนอร์ (55.8%) และ Grameen Telecom (34.2%) ส่วนหุ้นส่วนที่เหลือ 10%: จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบังกลาเทศ

ปัจจุบัน Grameenphone ถือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออันดับ 1 ของประเทศที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 80 ล้านราย โดย Grameenphone ถือเป็นผู้นำในการบุกเบิก 4G และกำลังทดสอบ/ขยายโครงข่าย 5G รวมถึงการนำระบบ eSIM มาใช้เป็นรายแรก ๆ ในประเทศ

แต่นอกจากบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตแล้ว Grameenphone ยังเน้นบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่น เช่น MyGP App ซูเปอร์แอปฯ ของคนบังกลาเทศ, Bioscope แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งความบันเทิงยอดนิยม เป็นต้น

ถอยทัพเพราะหันไปเน้นยุโรปเหนือแทน

เหตุผลที่เทเลนอร์ให้ไว้ในงาน Capital Markets Day 2025 คือการเป็นบริษัทที่ “Nordic-centric” (เน้นยุโรปเหนือ) เพราะในเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการบริการด้าน Cyber Security, Cloud และ AI ที่ชัดเจนกว่า ซึ่งสร้างผลกำไร (Margin) ได้ดีกว่าการไปไล่เก็บค่าโทรศัพท์รายเดือนราคาถูกในเอเชีย

จริง ๆ แล้ว การถอนตัวในไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็น แผนการลดระดับ ที่ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของเทเลนอร์ที่เล็งเห็นแล้วว่าธุรกิจโทรคมนาคมโลกเข้าสู่ยุค ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และหันไปเน้นธุรกิจอื่น ๆ ที่มีโอกาสสร้างผลกำไรที่มากกว่าแทน

]]>
1557101
เดือดส่งท้ายปี! ‘AIS’ – ‘TRUE’ เปิดศึกใช้ ‘สยามสแควร์’ เป็นจุดยุทธศาสตร์มัดใจ Gen Z และ Alpha! https://positioningmag.com/1553565 Thu, 25 Dec 2025 11:57:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553565 ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน สยามสแควร์ ถือเป็นศูนย์กลางของเหล่า วัยรุ่น ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากสยามจะกลายเป็นสนามรบของแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึงสองยักษ์ในวงการโทรคมนาคม อย่าง เอไอเอส (AIS) และ ทรู (True) ที่มีสาขาที่เรียกว่าเป็น แฟลกชิปตั้งอยู่ข้างกัน โดยถูกคั่นเพียงสยามสแคร์ซอย 3 เท่านั้น และในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ทั้ง 2 ค่ายต่างไม่มีใครยอมใคร พร้อมจะงัดทุกอย่างมามัดใจเหล่า Gen Z และ Alpha เพื่อที่จะเป็นฐานลูกค้าในอนาคต

AIS ขอเปิดก่อน!

หากจำกันได้ AIS ได้เปิดตัว AIS SIAM ที่ประกาศว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางสยามสแควร์ไปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ภายใต้คอนเซ็ปต์ Community Play Space สำหรับกลุ่มคน Gen C หรือ (Creative Generation) โดยมีพื้นที่ 4 ชั้นที่ออกแบบมาเพื่อปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ ทั้งโซนคาเฟ่และแกดเจ็ต (ชั้น 1), โซนเล่นเกม (ชั้น 2), พื้นที่จัดกิจกรรม (ชั้น 3) และสตูดิโอสำหรับครีเอเตอร์ (ชั้น 4)

แต่ภายในระยะเวลาเพียง 1 ไตรมาสเท่านั้น AIS SIAM ก็มีการ ปรับโฉมใหม่ ชั้น 1 สู่การเป็นพื้นที่ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ครบวงจรแบบ Retail Mixed Use ที่ผสมผสานทั้งศูนย์บริการ โซนสินค้าเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์คาเฟ่ ภายใต้แนวคิด 5S Happiness Senses for Gen-C Digital Lifestyle หรือ 5 สัมผัสแห่งความสุขสำหรับดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ครอบคลุมทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำ ได้แก่ คัลแลน Hateberry Scent สำหรับเครื่องหอม, Universal Music Thailand สำหรับดนตรี, และ PLUG Café สำหรับกาแฟคุณภาพ การร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกและโลคัลที่มีเอกลักษณ์เหล่านี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย และน่าประทับใจ

ประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก เอไอเอส

ประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก เอไอเอส อธิบายว่า ลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงผู้ให้บริการเครือข่ายอีกต่อไป แต่ต้องการพื้นที่ที่ช่วยให้ใช้ชีวิตดิจิทัลได้ครบถ้วน ทั้งการใช้บริการ การเลือกซื้ออุปกรณ์ดิจิทัล และการใช้เวลาพักผ่อนในแบบของตัวเอง เอไอเอสจึงเดินหน้าทรานส์ฟอร์มจากการเป็น Telco Service Provider ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Retail Tech & Lifestyle ที่ผสานศูนย์บริการ ร้านจำหน่ายมือถือและแกดเจ็ตดิจิทัล ไปจนถึงพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ AIS SIAM ยังร่วมกับสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ (PMCU) เนรมิตสยามสแควร์เป็นแลนด์มาร์กเคานต์ดาวน์กับงาน SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 presented by AIS SIAM ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 – 4  มกราคม 2569

จาก True Coffee สู่ True Alpha Hub

ฟากของ ทรู เองก็ขอปล่อยของในวันคริสต์มาส โดยการเปิดตัว True Alpha Hub ซึ่งถือเป็นการ รีโนเวตใหญ่สุดในรอบ 20 ปี ของ True Coffee สยามสแควร์ ซอย 3 เพื่อออกแบบ Brand Experience และ Flagship Space ให้เชื่อมต่อกับ Generation Alpha

โดย True Alpha Hub มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้น 2 – 4 ได้ทีม Such A Small World มาเป็นผู้ดูแลและพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงมีผลงานการออกแบบโดย Pomme Chan หรือ ปอม–ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ดีไซเนอร์ชาวไทยผู้ที่มีผลงานคุณภาพระดับโลก โดยแต่ละชั้น จะมีพิเศษความแตกต่างกันไป ได้แก่

  • ชั้น 1: LEVEL UP – เป็นโซน True Branding Shop และร้าน True Coffee
  • ชั้น 2: GO-LIVE LAB – พื้นที่สำหรับ Broadcasting & Live Event Zone มาตรฐานสากล ที่เปิดให้ Creator รุ่นใหม่สามารถ Live สดจากสตูดิโอขึ้นสู่จอ Cube Big Screen ใจกลางสยามสแควร์ได้ทันที

  • ชั้น 3: CO-PLAY PIT – พื้นที่สำหรับใช้ถ่ายทำคอนเทนต์ ไลฟ์พอดแคสต์ เล่นเกม หรือเพียงแค่มาใช้เวลาร่วมกับเพื่อน พร้อมบริการ 3D Model Experience Booth
  • ชั้น 4: BIG CREATE – พื้นที่ที่ความคิดสร้างสรรค์ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การถ่ายภาพ หรือการฟังเพลง

ทำไม Gen Z กับ Alpha ถึงสำคัญนัก?

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรกลุ่ม Gen Z (เกิดช่วงปี 1997-2012) และ Gen Alpha (เกิดตั้งแต่ปี 2010-2024) รวมกันประมาณ 10-18 ล้านคน โดยแบ่งเป็น Gen Z ประมาณ 7.67 ล้านคน ส่วน Gen Alpha มีประมาณ 9.86 ล้านคน

อย่างที่รู้กันดีว่า สยามสแควร์ เป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ มีผู้คนพลุกพล่านตลอดวัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และคนทำงาน คาดว่าในแต่ละวัน มีผู้คนหมุนเวียนเข้า-ออกประมาณ 400,000 คน เลยทีเดียว ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนักหากแบรนด์ต่าง ๆ จะใช้สยามเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงโฟกัสไปที่ Gen Z และ Alpha ที่น่าจะยัง ไม่มีกำลังซื้อ (โดยเฉพาะ Alpha)

โดย โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความเห็นว่า แม้ Gen Z หรือ Alpha จะยังไม่มีรายได้ แต่กลับเป็นกลุ่มที่ Control ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ดังนั้น แม้ว่าอัตราการเกิดในไทยจะลดลง แต่คนรุ่นใหม่ที่เกิดมา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น Gen Z และ Alpha        ในอนาคตจะเป็นเจนเนอเรชั่นที่ มีอำนาจซื้อสูง และเป็น ผู้กำหนดเทรนด์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคดิจิทัล (Digital Natives) ทำให้เขาไม่ได้แบ่งโลกดิจิทัลแยกจากโลกความเป็นจริง เป็นเจนเนอเรชั่นที่เชื่อเพื่อน ไม่เชื่อแบรนด์ และต้องการแบรนด์ที่จริงใจ อีกทั้ง ต้องสร้าง ไวยกรณ์ที่เขามีส่วนร่วมกับแบรนด์ ดังนั้น แบรนด์ต้องทำให้เขาอยากเข้ามาหา ไม่ใช่เข้าไปหาเขา

สรุปแล้ว ทั้ง AIS และ True ต่างต้องการก้าวข้ามบทบาทของ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น ผู้สร้างประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ โดยการใช้พื้นที่สยามเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะหากจะอยากมัดใจ Gen Z และ Alpha ที่กำลังจะกลายเป็นเจนที่มีอำนาจซื้อสูงและเป็นผู้กำหนดเทรนด์ในอนาคต พื้นที่รีเทลแบบเดิม ๆ ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่ต้องสร้างประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ที่ผสมผสานเทคโนโลยี วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างคอนเทนต์ การพบปะสังสรรค์ และการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ ต้องเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ Digital Lifestyle ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

]]>
1553565
เพราะสายมู 70% เชื่อในเบอร์มงคล! ‘ทรู’ เดินเกมรุกคว้า ‘อ.สมเจตน์’ เปิดตัว ‘เบอร์พลังดาว’ ปักเป้าโต 30% https://positioningmag.com/1548916 Thu, 27 Nov 2025 04:18:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1548916 หากพูดถึงเรื่องการ มู (มูเตลู) หรือ สายมู ของไทย น่าจะไม่แพ้ชาติใดในโลก ที่ไหนดี อะไรว่าศักดิ์สิทธิ์ พร้อมจะไปสักการะบูชา และแน่นอนว่า เบอร์มงคล ก็เป็นอีกไอเทมหลักของชาวสาย มู และถือเป็นอีกตลาดที่ยังคง ทำเงิน ให้กับโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายรวมถึง ทรู-ดีแทค ที่ล่าสุดคว้า อ.สมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ มาเปิดตัว เบอร์พลังดาว เดินหน้ากลยุทธ์ Better มู Gether หวังโกยยอดเปิดเบอร์มงคลโต 30%

สายมู 70% เชื่อในเบอร์มงคล

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เล่าว่า มี 5 ปัจจัย ที่ทำให้ คนไทยสนใจเรื่องมู ได้แก่

  • Avoid Problem: ผู้คนมองหาวิธีประคองใจ ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
  • Decision Making: ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจต่าง ๆ
  • Bad Situation: การมูหรือการดูดวงทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจ ช่วยตั้งหลักรับมือช่วงที่ยากลำบาก
  • Entertainment: เพื่อความสุขในการเพิ่มพลังบวก และสร้างความหวังเล็กๆ
  • The Opportunity: หวังช่วยเปิดทางให้โอกาสใหม่ๆ หรือจังหวะชีวิตที่ดีขึ้น เดิมพลังในการเดินหน้าต่อ

ที่น่าสนใจคือ การมูไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว Gen Z เป็นเจนเนอเรชั่นที่สนใจเรื่องมูมากที่สุด โดยผลสำรวจพบว่า 50% Engagement ของคอนเทนต์มูเตลูมาจาก Gen Z ตามด้วย Gen Y 26% และ Gen X 14%

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่ากว่า 70% เชื่อในพลังของตัวเลข ทำให้ เบอร์มงคล กลายเป็น ไอเทมเสริมดวงที่นิยมมากที่สุด คิดเป็น 46.3% ของไอเทมมูทั้งหมด นอกจากนี้ คนไทย 3 ใน 4 ใช้ AI ดูดวง

ยิ่งขายเบอร์มงคลได้ = ได้ลูกค้าคุณภาพ

โรจน์ เดโชดมพันธ์ หัวหน้าสายงานโมบายล์ โพสต์เพย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทรู-ดีแทคมียอดขายเบอร์มงคล-เบอร์สวยเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นเลขหมาย ซึ่งทรงตัวในหลักนี้มาตลอด

ที่สำคัญ ลูกค้าเบอร์มงคลจะมียอดใช้งานเฉลี่ย หรือ ARPU (Average Revenue Per User) ที่สูงกว่าลูกค้าโพสต์เพด (ลูกค้ารายเดือน) ปกติเกือบ 2 เท่า อยู่ที่ประมาณ 899 บาท/เดือน จากปกติเฉลี่ย 415 บาท/เดือน นอกจากนี้ จะใช้เบอร์นานเฉลี่ย 2-3 ปี ดังนั้น ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีอัตรา Churn Rate หรือยกเลิกการใช้บริการที่ต่ำกว่าปกติ เท่าตัว

โรจน์ เดโชดมพันธ์ หัวหน้าสายงานโมบายล์ โพสต์เพย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ดึงอ.สมเจตน์ เสริมทัพ

หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะทำให้ยอดขายเบอร์มงคลเติบโตก็คือ อาจารย์ ที่เป็นพาร์ทเนอร์ โดย โรจน์ ยอมรับว่า ชื่อเสียงของอาจารย์มีผลต่อความน่าเชื่อถือ โดยที่ผ่านมา ทางทรูและดีแทคได้จับมือกับ อาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี และ อาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา

ล่าสุดได้ดึง อาจารย์สมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ เจ้าของเว็บไซต์ เบอร์มงคลสมเจตน์ดอทคอม ที่เปิดมา 16 ปี มีผู้ใช้กว่า 1 ล้านราย และมีการขายเบอร์มงคลกว่า 1 แสนเลขหมาย/ปี พร้อมกับเปิดตัว เบอร์พลังดาว โดยเตรียมเบอร์มงคลล็อตใหม่ 3 แสนเบอร์ คาดว่าจะช่วยดันยอดขายเบอร์มงคล เพิ่ม 30%

“เราเห็นพฤติกรรมว่า บางคนเขาไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเอง แต่เขาเปลี่ยนทั้งครอบครัว อย่างแม่เปลี่ยนมาใช้เบอร์มงคล เบอร์ลูกก็เปลี่ยนด้วย”

อาจารย์สมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ

สายมูก็เป็นอีกแบรนด์ดิ้งทรู

โอลิเวอร์ ทิ้งท้ายว่า กลยุทธ์สายมู หรือ Better มูGetther เป็นอีกทิศทางการทำตลาดของแบรนด์ เพราะตลาดในปัจจุบันไดนามิกมากขึ้น ลูกค้าไม่ได้ต้องการ One size fit all โดยเฉพาะ Gen Z ที่ใช่แค่เอนเตอร์เทนเมนต์ เช่น โซเชียลฯ, เพลง, ซีรีส์, เกม ไม่พออีกต่อไป ต้องมองในเชิงสังคมมนุษยวิทยามากขึ้น อย่างเรื่องมูก็เป็นอีกความเชื่อของ Gen Z

“เราต้องปรับตัวเสมอ เพราะลูกค้าไม่ใช่ของตาย เขาพร้อมจะไปตามเหตุและผล เลือกเบอร์ ช่วยให้มีคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งทันยุคทันสมัยมากขึ้น แต่สุดท้าย เขาจะอยู่กับเรานานหรือไม่ ก็จะวนกลับมาที่คุณภาพ”

]]>
1548916
ค่ายไหนดี? ‘AIS Play’ หรือ ‘TrueVisions Now’ เทียบกันชัด ๆ ใครเสิร์ฟคอนเทนต์โดนใจที่สุด https://positioningmag.com/1522902 Thu, 22 May 2025 09:05:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1522902 นับตั้งแต่ที่ JAS หรือ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ด้วยการลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท หลายคนก็น่าจะเดาได้ว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS) น่าจะเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการถ่าย ทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แล้ว TRUE ที่ไม่มีพรีเมียร์ลีก ยังน่าเป็นสมัครสมาชิกอยู่ไหม หากเทียบกับเอไอเอส?

King of Sports ที่ไม่มี พรีเมียร์ลีก

ตำแหน่ง King of Sports ที่ TrueVisions มักจะย้ำอยู่เสมอ ไม่ได้หมายถึงแค่การมี พรีเมียร์ลีก แต่หมายถึง ความหลากหลายของกีฬาด้วย ไม่ว่าจะเป็นลีกลาลีกา, บุนเดสลีกา, ลีกซาอุฯ, ลีกสหรัฐฯ, รวมถึงรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูโรป้าลีก ส่วนกีฬาอื่น ๆ ก็มีครบ ทั้ง NFL, NBA,F1, มอเตอร์สปอร์ต, เทนนิส, กอล์ฟ, UFC, MLB ฯลฯ เป็นต้น และมีความเป็นไปได้ที่ True Visons จะคว้าสิทธิ์ ไทยลีก ในปีนี้

ดังนั้น แม้ว่า True Visons ในวันที่เสียพรีเมียร์ลีกไป จึงยังคงมองว่าตัวเองเป็น King of Sports อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้ว่าจะมีรายการกีฬาแทบจะทั้งโลกมัดรวมไว้แล้ว แต่รายการที่มีผู้ชมมากที่สุด และถูกพูดถึงมากที่สุดในไทย อย่างไรก็ยังเป็นพรีเมียร์ลีก ดังนั้น เอไอเอส ถือว่ายังชิงความได้เปรียบอยู่

TrueVisions เน้นลงทุนผลิตและซื้อคอนเทนต์เอง

แน่นอนว่าการเสียพรีเมียร์ลีกไป ย่อมส่งผลกับ จำนวนสมาชิก โดยเฉพาะแฟนพรีเมียร์ลีกที่ไหลออกไป แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดดูกัน อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้หมวดหมู่กีฬาจะได้รับความนิยมแค่ไหน แต่ก็ยัง น้อยกว่าบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ละคร การ์ตูน รวมถึงรายการวาไรตี้ ที่คนดูมากกว่ากีฬาอยู่แล้ว

ซึ่ง TrueVisons ก็นำงบที่เคยใช้กับพรีเมียร์ลีกมาลงทุนกับคอนเทนต์บันเทิง ทำให้คอนเทนต์ที่เป็น เอ็กซ์คลูซีฟ หรือ ออริจินอล ดูเหมือนจะเปรียบกว่า โดยมีภาพยนตร์ และซีรีส์ที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงมีรูปแบบคอนเทนต์ที่หลากหลายกว่า เช่น ซีรีส์ในรูปแบบวิดีโอสั้นแนวตั้ง

AIS Play เน้นจับมือพาร์ทเนอร์

ในฝั่งของ AIS Play แม้จะเคยทำออริจินอลของตัวเองบ้าง แต่ปัจจุบันทางแพลตฟอร์มไม่ได้เน้นอีกต่อไป แต่จะกลยุทธ์ จับมือพาร์ทเนอร์ แทนที่จะผลิตคอนเทนต์เอง เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้ถนัด ดังนั้น AIS Play จึงมี แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งแทบทุกรายเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไทย เอเชีย และตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Max, Prime Video, Disney+ Hotstar, iQiYi, Viu, WeTV, Mono Max เป็นต้น

ส่วนฝั่ง TrueVisions เองก็มีพาร์ทเนอร์แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ได้แก่ Max, iQiYi, Viu, WeTV ซึ่งมีมากไม่เท่า AIS Play แต่ก็มีเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ และออริจินอลคอนเทนต์ของตัวเอง ดังนั้น จะเห็นว่าทั้ง TrueVisions และ AIS Play ต่างก็มีกลยุทธ์ที่ต่างกัน

ราคา อีกปัจจัยสำคัญในการเลือก

สำหรับ TrueVision จะมีให้เลือก 4 แพ็กเกจหลัก ได้แก่

  • TrueVisions NOW POP: ราคา 119 บาทต่อเดือน แพ็กเกจเน้นคอนเทนต์ไทย เช่น ซีรีส์ ภาพยนตร์ และกีฬาไทย
  • TrueVisions NOW PLUS: ราคา 249 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอซีรีส์ไทย จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น,    อนิเมะ และกีฬาดัง เช่น F1, ฟุตบอลลีก และถ้วยยุโรปชั้นนำ และชมฟรีซีรีส์ดังจากแอปฯ IQIYI
  • TrueVisions NOW PRIME: ราคา 449 บาทต่อเดือน รับชมภาพยนตร์ วาไรตี้ สารคดี กีฬาดังระดับโลก MOTO GP, NBA, NFL สามารถดูซีรีส์จีน และอนิเมะจากแอปฯ IQIYI และ We TV
  • TrueVisions NOW MAX: ราคา 2,155 บาทต่อเดือน ดูฟรีแพลตฟอร์มพาร์ทเนอร์ดัง ได้แก่ IQIYI, We TV, MAX, VIU

ส่วนฝั่ง AIS Play มีให้เลือก 5 แพ็กเกจหลัก ได้แก่

  • Play Family: ราคา 119 บาทต่อเดือน ชมช่องพรีเมียมคุณภาพ เช่น Mono29 Plus, Warner TV, Cartoon Network เป็นต้น
  • Play Asian: ราคา 159 บาทต่อเดือน สามารถรับชม 3 แพลตฟอร์มดังฝั่งเอเชีย ได้แก่ IQIYI, We TV และ VIU นอกเหนือจากช่องพรีเมียม
  • Play Premium: ราคา 199 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอกีฬา โดยนอกจากช่องกีฬาพรีเมียม ยังรับชมกีฬาจาก beIN Sports ด้วย
  • Play Premium Plus: ราคา 299 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอภาพยนตร์และซีรีส์ มัดรวม 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Prime Video, MAX, IQIYI, We TV, และ VIU
  • Play Ultimate: ราคา 999 บาทต่อเดือน ดูหนัง และ ซีรีส์ จาก 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ NETFLIX, Max, Disney+ Hotstar, iQIYI, Viu และ WeTV

อย่างไรก็ตาม AIS ยังไม่มีการเปิดเผยถึงแพ็กเกจ พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-2026 แต่มีการคาดการณ์ว่าราคาอยู่ที่ 329 บาท โดยสามารถดูได้ครบ 380 แมตช์ และได้ดูเอฟเอคัพอีกด้วย

สรุปฝั่ง AIS Play จะมีแพ็กเกจให้เลือกระหว่าง บันเทิง กับ กีฬา ไปเลย และไม่ได้เน้นการซื้อคอนเทนต์มาป้อนลงแพลตฟอร์ม แต่ใช้การ จับมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ส่วนฝั่ง TrueVisions จะเป็นการ มัดรวมความบันเทิงและกีฬา และหา คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ มาป้อนลงในแพลตฟอร์มของตัวเอง ก็ลองพิจารณาดูกัน ว่าแพ็กเกจไหน คุ้มค่ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด

]]>
1522902
‘True’ รับอาจ ‘เสียลูกค้า’ เมื่อไม่มี ‘พรีเมียร์ลีก’ เตรียมโยกงบไปเน้น ‘บันเทิง’ ชดเชย ใช้ความหลากหลายยื้อลูกค้า https://positioningmag.com/1520765 Thu, 08 May 2025 07:18:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1520765 หลังจากที่ JAS หรือ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ด้วยการลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท ล่าสุด บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เคลื่อนไหว พร้อมเปิดตัว TrueVisions NOW ที่ยังคงความเป็น King of sports และเพิ่มความบันเทิงเพื่อชดเชย พรีเมียร์ลีก ที่หายไป

รู้ว่าจ่ายเท่าไหร่ถึงขายได้ เลยต้องยอม

องอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เปิดใจถึงกรณีที่ทรูชวดลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรายการฟุตบอล ยอดนิยม ของคนไทย โดยยอมรับว่า เสียดาย และอาจจะส่งผลกระทบให้ จำนวนผู้ใช้ และรายได้ลดลง จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 ล้านราย มีรายได้รวม 6,000 ล้านบาท และ ARPU (Average Revenue Per User) เฉลี่ย 290 บาท/เดือน แต่ในวิกฤตอาจมีโอกาส เพราะต้นทุนการลงทุนคอนเทนต์ก็ลดลง ดังนั้น ต้องรอดูที่ กำไร ว่าดีขึ้นหรือลดลง

“จะเห็นว่าทีวีแทบไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลมาถ่ายทอด เพราะรายได้จากโฆษณามันไม่พอ และตอนนี้พรีเมียร์ลีกกำลังเป็นแบบนั้น เพราะดีที่สุด แต่ก็แพงสุด ซึ่งเราจ่ายมา 20 ปี เรารู้ว่ามันขายได้เท่าไหร่ เราจ่ายได้เท่าไหร่ แพงกว่านี้มันขายไม่ได้ ซึ่งคู่แข่งเขาชนะเราด้วยราคามากกว่าเรา 2 เท่าครึ่ง ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าใครได้ แต่คิดว่าขอให้โชคดี” 

ไม่ได้พรีเมียร์ลีก ก็มีเงินมาทุ่มบันเทิง

กลยุทธ์ของทรูวิชั่นส์ในวันที่ไม่มีพรีเมียร์ลีก ก็คือนำงบลงทุนไปเน้นที่คอนเทนต์ บันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ที่เป็น Top-Tier รวมถึงการผลิต ออริจินัลคอนเทนต์ ซึ่ง องอาจ มองว่าเป็น ตลาดที่ใหญ่กว่า และทรูก็มี พาร์ทเนอร์ ที่พร้อมขายคอนเทนต์ดี ๆ ให้

“เงินที่จ่ายซื้อพรีเมียร์ลีกอาจจะเสิร์ฟลูกค้าได้แค่กลุ่มเดียว แน่นอนว่าเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ในกลุ่มบันเทิงมันใหญ่กว่า โดยเมื่อดูจากจำนวนชั่วโมง ลูกค้าเราส่วนใหญ่ก็ดูบันเทิงมากกว่ากีฬา ดังนั้น การมาเน้นบันเทิงอาจทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าที่ใหญ่กว่า อาจทำรายได้มากกว่าที่ได้”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กีฬา ทางทรูมั่นใจว่ายังคงเป็น King of Sports โดยยังมีกีฬาระดับโลกอื่น ๆ เช่น F1, MotoGP, NFL, NBA, ฟุตบอลลาลีกา, บุนเดสลีกา, ซาอุดิลีก, ยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีก, ยูโรปา ลีก, คอนเฟอเรนซ์ ลีก, ฟุตซอลไทยลีก และกำลังเจรจาถึงลิขสิทธิ์ ไทยลีก 

เราไม่ทิ้งคำว่า King of Sports เราอาจไม่มีพรีเมียร์ลีก แต่ยังมีกีฬาอื่น ๆ ที่กว้างและลึก ซึ่งลูกค้าระดับท็อปเขายอมจ่าย และใช้ความหลากหลายของคอนเทนต์ฮุกเขา ให้เขารู้สึกว่าคุ้มค่า ไม่ได้จ่ายแล้วดูได้แค่อย่างเดียว”

ไม่ได้ปิดโอกาสร่วมกับ JAS

แม้ว่าล่าสุด JAS จะได้ AIS หรือ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส เป็น พาร์ทเนอร์ ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาล 2025-26 ไปแล้ว แต่ทางทรูก็ พร้อมเปิดกว้าง หาก JAS หาพาร์ทเนอร์ใหม่ในอนาคต 

“เราเข้าใจว่า AIS น่าจะเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ JAS แต่เราก็เปิดกว้าง เรายินดีที่จะมีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับทาง JAS ไม่ใช่เรา ดังนั้น ต้องดูกันยาว ๆ”

สำหรับแพ็กเกจ ทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisons NOW) มีทั้งหมด 4 แพ็กเกจ ได้แก่

  • TrueVisions NOW POP ราคา 119 บาทต่อเดือน แพ็กเกจที่คนไทยต้องดู เพลิดเพลินไปกับซีรีส์ หนังสุดฮิตจากไทย และเชียร์ทัพนักกีฬาไทยไปด้วยกัน
  • TrueVisions NOW PLUS ราคา 249 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอซีรีส์ไทย จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น      อนิเมะ และกีฬาดัง เช่น F1, ฟุตบอลลีก และถ้วยยุโรปชั้นนำ และชมฟรีซีรีส์ดังจากแอปฯ IQIYI
  • TrueVisions NOW PRIME ราคา 449 บาทต่อเดือน รับชมภาพยนตร์ วาไรตี้ สารคดี กีฬาดังระดับโลก MOTO GP, NBA, NFL สามารถดูซีรีส์จีน และอนิเมะจากแอปฯ IQIYI และ We TV
  • TrueVisions NOW MAX ราคา 2,155 บาทต่อเดือน ดูฟรีแพลตฟอร์มพาร์ทเนอร์ดัง ได้แก่ IQIYI, We TV, MAX, VIU และ NETFLIX

]]>
1520765
ซิกเว่ เบรกเก้ Come Back ประเทศไทย คุม ‘กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือ CP’ มีผล 1 มี.ค. เป็นต้นไป https://positioningmag.com/1505884 Thu, 09 Jan 2025 07:44:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1505884 ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ หรือ ‘เครือ CP’ ประกาศแต่งตั้ง ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ (Sigve Brekke) ให้ดำรงตำแหน่ง ‘ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือ CP รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัลในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นตรงกับ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยจะมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2568

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือ CP เปิดเผยว่า การเข้ามาของซิกเว่ เบรกเก้ครั้งนี้ เป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับเครือ CP ซึ่งมั่นใจในวิสัยทัศน์และประสบการณ์ของซิกเว่ที่จะพาเครือ CP สู่การเป็น Technology Company ชั้นนำระดับโลก พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

 

สำหรับบทบาทและความรับผิดชอบของซิกเว่ จะครอบคลุมถึงการดูแลรับผิดชอบธุรกิจที่เครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าไปลงทุน เช่น ธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคม ธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจด้านการเงินดิจิทัล เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ซิกเว่ เบรกเก้ เคยดำรงตำแหน่ง ‘ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร’ ของเทเลนอร์กรุ๊ปเป็นเวลา 9 ปี จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2024 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่ง ‘รองประธานบริหารและหัวหน้าภูมิภาคเอเชีย’ รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ‘ดีแทคในประเทศไทย’ และเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งในกลุ่มเทเลนอร์ ทั้งยังเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการของ GSMA ตั้งแต่ปี 2017 ถึงปี 2024

 

ที่มา : เว็บไซต์ We are CP

]]>
1505884
เปิดแผน ‘ทรู’ ปี 2024 พร้อมตอบคำถามการทำ ‘Virtual Bank’ และความพร้อมประมูลคลื่นใหม่ในอนาคต https://positioningmag.com/1465594 Sat, 09 Mar 2024 05:05:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1465594 ครบ 1 ปีเรียบร้อยสำหรับ ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมระหว่าง ทรูและดีแทค โดยสามารถดึงลูกค้ามาเพิ่มได้ถึง 5 แสนราย รวมเป็น 51.9 ล้านราย และมีรายได้รวม 202,765 ล้านบาท แม้จะขาดทุน 15,689 ล้านบาท แต่ EBITDA ก็เติบโตได้ติดต่อกัน 4 ไตรมาส และปีนี้ทรูตั้งเป้าเติบโตที่ 3-4% โดยมีกลยุทธ์หลักคือ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

มั่นใจปีนี้สัญญาณและบริการจะยิ่งดีขึ้น

ปีที่ผ่านมา ทรูได้พัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) แล้วมากกว่า 2,400 เสาทั่วประเทศ สำหรับปีนี้ ทรูจะทำเพิ่มอีกประมาณ 8,000 เสาทั่วประเทศเพื่อให้ครบ 10,000 เสา โดยวางงบลงทุนไว้ 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งเชื่อว่าหากการควบรวมระบบสัญญาณเสร็จสมบูรณ์จะยิ่งทำให้คุณภาพสัญญาณดีขึ้น จากเดิมเป็นการเปิดโรมมิ่งเพราะการควบรวมยังไม่เสร็จสมบูรณ์

“พอการควบรวมแล้วลูกค้าทรู-ดีแทคจะสามารถใช้สัญญาณได้ครบจากทุกเสา เมื่อทุกเสาจะใช้คลื่นได้หมด คุณภาพก็จะดีหมดทั้ง ไม่ว่าจะเป็นความครอบคลุมและความเร็ว” มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

ในส่วนของการขยายโครงข่าย 4G, 5G ก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของ 5G ทรูตั้งเป้าจะขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมการใช้งาน 99% ภายในปี 2573 ปัจจุบัน ทรูมีลูกค้า 5G รวมทั้งหมด 10.5 ล้านราย ส่วนลูกค้าบรอดแบนด์ทรูออนไลน์  3.8 ล้านราย

“ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้งาน 5G ประมาณ 20% ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 45% ส่วนญี่ปุ่น 26% ดังนั้น ไทยยังมีโอกาสเติบโต”

นอกจากนี้ ทรูมีแผนที่จะรวมทั้งหมดที่มี 9 แอป ให้เหลือ แอปเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าทั่วไปและพาร์ตเนอร์องค์กร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3

นำเอไอมาใช้ทั้งกับลูกค้าและลูกจ้าง

นอกจากนี้ ทรูจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ทั้งเรื่องการขยายเครือข่ายและเพิ่มสัญญาณแบบเจาะลึกเฉพาะพื้นที่ทั่วประเทศ และการให้บริการลูกค้าแบบ Personalize เพื่อออกแบบบริการและนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงตรงไลฟ์สไตล์ลูกค้าแต่ละบุคคลได้มากขึ้น รวมถึงปรับปรุง มะลิ สู่ Gen2 ที่จะทำให้ฉลาดขึ้น มีความใกล้เคียงมนุษย์ ช่วยแก้ปัญหาทั้งของลูกค้าและพนักงานคอลเซ็นเตอร์ได้แบบเรียลไทม์

ในส่วนของพนักงานภายในองค์กร ทรูมีการรีสกิลและอัปสกิลพนักงาน โดยที่ผ่านมามีการพัฒนาพนักงานไปแล้วกว่า 2,400 คน และปีนี้จะเพิ่มเป็น 5,000 คน

“การใช้เอไอเพื่อเพิ่มคุณภาพการทำงานถือเป็นประเด็นสำคัญของโลกในตอนนี้ ดังนั้น เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร โดยความรู้และทักษะเก่าไม่พอ ต้องอัปสกิล รีสกิลเพื่อใช้งานหรือสร้างเอไอ”

ยืนยันไม่เคยลดคุณภาพ แต่ผู้บริโภคใช้เยอะไม่รู้ตัว

มนัสส์ ยังยืนยันว่า ทรูไม่มีการลดคุณภาพสัญญาณ แต่มองว่าพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการคอนซูมคอนเทนต์วิดีโอซึ่งใช้แบนด์วิดท์สูง ทำให้ผู้บริโภคใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นไม่รู้ตัว ซึ่งทรูพบว่าการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 20% และระยะเวลาในการใช้งานดิจิทัลเซอร์วิสเพิ่มขึ้นจากวันละ 4.40 ชั่วโมง เป็น 5.38 ชั่วโมงต่อวัน

“คอมเพลนมีตลอด เราพยายามจะตอบสนองให้ดีที่สุด เพราะไม่มีเน็ตเวิร์กไหนไม่ถูกคอมเพลน ซึ่งการคอมเพลนของเราลดลง ความพอใจลูกค้าดีขึ้น และปีนี้จะทำให้ดีขึ้นอีก ลูกค้าจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน” มนัสส์ ย้ำ

ขอกสทช. มีความชัดเจนเรื่องจัดสรรคลื่น และจะทำ Virtual Bank ต้องมีพาร์ตเนอร์

จากกรณีที่คลื่นความถี่ 850 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งจะหมดอายุในเดือน ก.ย.2568 ทางกสทช. ก็เตรียมนำคลื่นความถี่ดังกล่าวรวมถึงคลื่น 3500 MHz มาเปิดประมูล ซึ่งทาง มนัสส์ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าทางทรูจะเคลื่อนไหวอย่างไร เนื่องจากอยากเห็น ความชัดเจนของกสทช. ว่าจะกำหนดกติกา, กำหนดเวลา รวมถึงราคาว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้วางแผนในการลงทุนได้

“ทรูสนใจไหมขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อม เช่น คลื่นไหนที่จะจัดสรร ไทม์ไลน์ และราคา เพราะต้องยอมรับก่อนว่าไทยเป็นประเทศที่มีคลื่นความถี่ที่แพงที่สุดในโลก แพงกว่าสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป และถ้าจะให้เราทำงานได้ดี วางเเผนได้ดี กสทช. ก็ต้องมีความชัดเจน”

ในส่วนของการทำ Virtual Bank ทาง มนัสส์ ยังบอกไม่ได้ว่าทรูจะทำหรือไม่ทำ แม้ว่าปัจจุบันทรูจะมีแพลตฟอร์ม TrueMoney ก็ตาม โดย มนัสส์ ระบุว่า หากทรูจะทำ Virtual Bank จะเป็นลักษณะของพาร์ตเนอร์ชิปเท่านั้น ไม่ทำเองคนเดียวเด็ดขาด

]]>
1465594