ราชวงศ์อังกฤษ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 15 Sep 2022 22:51:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 อานิสงส์ความอาลัยต่อควีนเอลิซาเบธที่ 2 ยอดส่งออก “ดอกไม้” จากตุรกีไปอังกฤษพุ่ง 40% https://positioningmag.com/1400410 Thu, 15 Sep 2022 13:36:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1400410 หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต ทำให้ดีมานด์ “ดอกไม้” เพื่อถวายความอาลัยพุ่งสูง เป็นผลบวกกับธุรกิจไม้ตัดดอกในตุรกี ยอดส่งออกไปอังกฤษดีดตัว 40% และต้องเปลี่ยนมาเร่งส่งไม้ตัดดอกทางเครื่องบินแทนรถบรรทุกเพื่อให้ทันต่อความต้องการ

Selcuk Celebi สมาชิกตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์แห่งอันตัลยา ประเทศตุรกี ให้ข้อมูลว่า คำสั่งซื้อไม้ตัดดอกจากอังกฤษพุ่งทะยานถึง 90% หลังจาก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2022

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม้ดอกของตุรกีขณะนี้สามารถผลิตไม้ดอกเพิ่มได้เพียง 40% ของความต้องการ เพราะหน้าดอกไม้ของอันตัลยา (เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกี) กำลังจะหมดฤดูออกดอกแล้ว และสวนไม้ดอกในที่ราบสูงทางใต้อย่างอิสปาร์ตาก็กำลังเริ่มลดผลผลิตเช่นกัน

ดีมานด์ที่ทะลักเข้ามาทำให้เกษตรกรต้องส่งดอกไม้ไปทางเครื่องบินแทนรถบรรทุก ซึ่งทำให้ส่งไม้ดอกไปอังกฤษได้ในวันเดียว จากเดิมต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์เมื่อไปทางถนน

Turkish Cargo ในเครือของ Turkish Airlines ระบุว่า บริษัทมีการขนส่งไม้ตัดดอกจากตุรกีไปไม่ต่ำกว่า 500,000 ดอกแล้ว หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 13 ตัน แทบทั้งหมดเกิดจากความต้องการใช้ดอกไม้ถวายความอาลัยของชาวอังกฤษ

ในช่วงระหว่างวันที่ 5-12 กันยายน 2022 ข้อมูลทางการตุรกีพบว่า มีการส่งออกดอกไม้จากตุรกีไปอังกฤษเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

 

ประชาชนอังกฤษรอคิวถวายอาลัยยาว 7 กม.

ขณะนี้พระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประดิษฐานอยู่ภายในเวสต์มินสเตอร์ ฮอลล์ กรุงลอนดอน และพบว่ามีประชาชนหลั่งไหลกันเข้ามาเพื่อรอถวายความอาลัย ขณะนี้แถวเข้าคิวเพื่อรอเคารพพระบรมศพนั้นยาวถึง 7 กิโลเมตรแล้ว (สามารถติดตามอัปเดตความยาวแถวแบบเรียลไทม์ได้ทางช่อง YouTube) โดยแถวที่จะเลาะเลียบแม่น้ำเทมส์ไปเรื่อยๆ นั้น หางแถวอยู่เลยทาวเวอร์บริดจ์ไปแล้ว

BBC รายงานข้อมูลจากชายคนหนึ่งที่ต่อคิวไปถึงหัวแถวใกล้ถึงเวสมินสเตอร์ฮอลล์ เขาระบุว่าตนเองต่อคิวมาแล้วกว่า 8 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่รัฐยังประเมินไว้ว่าแถวเคารพพระบรมศพอาจยาวไกลได้ถึง 16 กิโลเมตร โดยรัฐมีการจัดสายรัดข้อมือไว้ให้ประชาชนด้วย เพื่อให้สามารถออกจากแถวไปเข้าห้องน้ำหรือทานอาหารแล้วกลับมาเข้าแถวได้ แต่ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์นอนพักในแถว เพราะแถวจะขยับไปเรื่อยๆ

เห็นได้ว่าชาวอังกฤษจำนวนมากต้องการถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ดีมานด์ไม้ตัดดอกจึงน่าจะยังเพิ่มขึ้นอีกสักพัก

Source: Reuters, BBC

]]>
1400410
4 บทเรียน “การสื่อสารในภาวะวิกฤต” ที่เราศึกษาได้จากกรณี “เมแกน-แฮร์รี่” https://positioningmag.com/1323668 Tue, 16 Mar 2021 13:00:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1323668 ศึกบนหน้าสื่อระหว่าง “เมแกน-แฮร์รี่” และ “ราชวงศ์อังกฤษ” ยังคงร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ตัดสินใจออกรายการให้สัมภาษณ์กับโอปราห์ วินฟรีย์ ขณะที่สังคมต่างวิพากษ์วิจารณ์แบ่งฝักฝ่ายว่าจะเชื่อใคร สำหรับนักประชาสัมพันธ์ นี่คือโอกาสอันดีในการหาบทเรียนจากวิกฤตสงครามสื่อครั้งนี้

เอ็ดเวิร์ด ซีกัล ผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา เขียนบทความวิเคราะห์ลงในเว็บไซต์ Forbes.com หลังจากการออกอากาศรายการสัมภาษณ์พิเศษดังกล่าว โดยเขาระบุว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นรายการที่ “ใครก็ตามที่มีหน้าที่ป้องกัน ตอบสนอง และจัดการการสื่อสารให้กับองค์กรที่อาจเผชิญสถานการณ์วิกฤต” ต้องดู ไม่ว่าองค์กรนั้นจะอยู่ในธุรกิจแบบไหนก็ตาม เพราะความสำเร็จและความผิดพลาดจากคนอื่นคือเรื่องที่เรานำมาเป็นบทเรียนของตนเองได้

บางคนอาจมองว่าเรื่องราวดราม่าของ “เมแกน-แฮร์รี่” กับวังบัคกิงแฮม คือเรื่องอื้อฉาวธรรมดา เป็นเรื่องของแม่ผัวลูกสะใภ้ที่ไม่ลงรอยกัน เป็นข่าวบันเทิงที่น่าตื่นเต้น แต่หากมองราชวงศ์อังกฤษเป็น “ธุรกิจหมื่นล้าน” นี่คือวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบต่อแบรนด์ ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของราชวงศ์ ทำให้ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ควรศึกษาไว้ และนี่คือ 4 บทเรียนที่ซีกัลถอดได้จากดราม่าเหล่านี้

 

1) เล่าเรื่องราวจากมุมมองของตนเอง

กฎพื้นฐานของการสื่อสารในภาวะวิกฤตคือ คุณต้องเล่าเรื่องของฝั่งคุณเองให้ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการเซ็นเซอร์ให้น้อยที่สุดที่เป็นไปได้ และถ้ามีคนได้ฟังเรื่องราวจากคุณโดยตรงยิ่งมากก็ยิ่งดี

ซีกัลยกตัวอย่างจุดนี้จากฝั่งของแฮร์รี่และเมแกน ในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุด พวกเขาเปิดเผยทุกอย่าง พร้อมพูดและตอบทุกเรื่องเพื่อเล่าเรื่องจากมุมของตนเอง โดยมีเรื่องราวทั้งหลักและรายละเอียดปลีกย่อย สร้างความรู้สึกโดยรวมว่าคู่รักคู่นี้มีความน่าเชื่อถือ เปิดกว้าง จริงใจ และไม่มีอะไรต้องปกปิด

วิธีการสร้างความรู้สึกนั้นจะสังเกตว่าทั้งคู่ไม่เคยตอบว่า “ไม่มีความเห็น” ในการสัมภาษณ์ แต่เลี่ยงไปตอบคำถามที่ไม่ต้องการจะตอบว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ แฮร์รี่กับเมแกนเลือกให้สัมภาษณ์กับโอปราห์ซึ่งมีแฟนๆ ติดตามหลายล้านคนทั่วโลก ช่วยเป็นฐานให้พวกเขาได้สื่อสารโดยตรงกับคนจำนวนมาก

 

2) ควบคุมความเห็นสังคม

(Photo : The Sun UK)

เมื่อเกิดวิกฤตตอบโต้ของสองฝั่ง ไม่แปลกเลยที่จะต้องมีการตอบโต้กลับการกล่าวหาของอีกฝ่ายหนึ่ง

ตัวอย่างจากเหตุการณ์นี้ ทนายความของแฮร์รี่และเมแกนกล่าวหาว่าราชวงศ์และเจ้าหน้าที่วังมีการให้ข่าวที่มุ่งร้ายและหลอกลวง โดยหนังสือพิมพ์ถูกวังบัคกิงแฮมใช้เป็นช่องทางสร้างเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง ทั้งหมดมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของทั้งคู่ก่อนถึงการสัมภาษณ์กับโอปราห์

การตอบโต้ของวังบัคกิงแฮมน่าสนใจ เพราะวังออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ และระบุว่าจะตรวจสอบภายในองค์กรว่ามีการกลั่นแกล้งกันจริงหรือไม่ การสืบสวนนี้จะรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้วก็จะได้รับเชิญให้เข้ามาร่วมการตรวจสอบด้วย ทั้งหมดเป็นไปเพื่อถ่วงดุลการกล่าวหาของฝั่งแฮร์รี่-เมแกน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ “ดอนน่า เบิร์ก” ผู้ร่วมก่อตั้ง Spark PR เอเจนซี่ด้านพีอาร์ดิจิทัล กล่าวเสริมว่า ข่าวหลุดที่ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์นั้นไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวอย่างตั้งใจหรือหลุดโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ “ไม่ควรหลุดออกมา” ตั้งแต่แรก เพราะขัดกับความตั้งใจเดิมของราชวงศ์ที่ต้องการจะหลีกเลี่ยงข่าวฉาวทุกชนิด ดังนั้น ทีมงานวังควรควบคุมทุกคนในองค์กรให้ได้ เพื่อให้เรื่องราวเกี่ยวกับองค์กรเป็นไปในทางเดียวกัน

 

3) สงบไว้แล้วไปต่อ

ควีนเอลิซาเบธที่สอง (Photo : Pixabay)

ภาวะวิกฤตในองค์กรมักจะทำให้องค์กรสะดุด แม้แต่ซีอีโอก็จะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากการบริหารองค์กรในแต่ละวัน

แต่บทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้คือ ควีนเอลิซาเบธที่สอง ยังคงแสดงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่จำเป็นของราชวงศ์ต่อไป โดยไม่มีท่าทีหวั่นไหวต่อดราม่าของครอบครัวเลย ก่อนการให้สัมภาษณ์ของแฮร์รี่กับเมแกนไม่กี่ชั่วโมง ควีนยังคงกล่าวคำปาฐกถาออกอากาศเกี่ยวกับ ‘การเสียสละเพื่อหน้าที่โดยไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตน’

จากตารางงานของควีนยังคงปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการแสดงออกว่าเธอมีความมุ่งมั่นต่อหน้าที่หลักมากกว่าการทำสงครามพีอาร์กับอีกฝ่าย

 

4) อย่าตัดสินใจทำอะไรให้แย่ลง

เบิร์กจาก Spark PR กล่าวว่า “การสื่อสารในภาวะวิกฤต” ต้องการทีมงานเฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง “สู้หรือหนี” แต่จะเป็นทีมงานนี้ที่มาหยุดพักชั่วคราวรวบรวมข้อมูล และตัดสินใจเลือกวิธีตอบโต้

ยกตัวอย่างการตอบโต้ที่เลือกประเด็นไม่เหมาะ ก็คือการแถลงของทางวังที่จะตรวจสอบว่าดัชเชสแห่งซัสเซกซ์มีการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่วังจริงหรือไม่ เรื่องนี้เป็นดาบสองคม เพราะประเด็นนี้ทำให้คนนึกเปรียบเทียบไปถึง “เจ้าชายแอนดรูว์” ซึ่งเคยตกเป็นข่าวฉาวเข้าไปเกี่ยวพันกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ผู้ต้องหาค้าประเวณีเด็กสาว และทางวังไม่เคยออกปากจะตรวจสอบเป็นการภายในเลย ดังนั้น หากว่าวังมีการคิดคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น การตอบโต้ก็อาจจะไม่ออกมาในลักษณะนี้

เรายังไม่รู้แน่ว่าความจริงในดราม่าระหว่างวังบัคกิงแฮมกับแฮร์รี่-เมแกนคืออะไร แต่เราเรียนรู้เทคนิคการแก้วิกฤตของแต่ละฝ่ายและมาปรับใช้กับองค์กรของตนเองได้ในอนาคต

Source

]]>
1323668
‘เจ้าชายวิลเลียม’ เตรียมเงิน 1.6 พันล้านบาทเป็นรางวัลด้าน ‘สิ่งแวดล้อม’ ต่อเนื่อง 10 ปี https://positioningmag.com/1300922 Fri, 09 Oct 2020 13:50:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1300922 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ‘เจ้าชายวิลเลียม แห่งอังกฤษ’ ได้เปิดตัวรางวัล ‘Earthshot Prize’ ซึ่งถือเป็นรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรางวัลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ ซึ่งจะมุ่งเน้นที่ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ 2.ทำให้อากาศสะอาดบริสุทธิ์ 3.ฟื้นฟูมหาสมุทร 4.สร้างโลกที่ปราศจากขยะ และ 5.แก้ไขสภาพอากาศ

สำหรับรางวัล Earthshot Prize นั้น จะมีทั้งหมด 5 รางวัล สำหรับผู้ชนะในแต่ละด้าน ซึ่งผู้ที่ชนะจะได้รับเงินจำนวน 1 ล้านปอนด์ (ราว 40 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียมระบุว่าจะเริ่มประกาศรางวัลตั้งแต่ปี 2564 และจะจัดต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และช่วงฟื้นฟูเยียวยาโลก โดยรวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 50 ล้านปอนด์ (ราว 1.6 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ การเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในครั้งแรกนี้จะมีขึ้นในลอนดอนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีหน้า โดยมีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นมีมากกว่า 100 คนจากทั่วโลก อาทิ เหล่านักวิทยาศาสตร์, นักเคลื่อนไหว, นักเศรษฐศาสตร์, โครงการชุมชน, ผู้นำรัฐบาล หรือแม้แต่ประเทศ ก็สามารถรับรางวัลได้

“เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เราเชื่อว่ารางวัลระดับโลกนี้เป็นหนทางเดียวในอนาคต หากไม่มีการดำเนินการที่รวดเร็วและทันที ราจะพลาดโอกาสในการรีเซตเพื่อการฟื้นตัวของพื้นที่สีเขียว และการมีอนาคตที่ยั่งยืนเจ้าชายวิลเลียม กล่าว

เจ้าชายวิลเลียมไม่ใช่สมาชิกคนเดียวในราชวงศ์อังกฤษที่รณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดาของพระองค์ทรงเรียกร้องให้มี “แผนการแบบมาร์แชลหรือแผนงานฟื้นฟูสำหรับธรรมชาติผู้คนและโลก”

ทั้งนี้ รางวัล Earthshot Prize จะถูกมอบและพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ รางวัลดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรขององค์กรต่าง ๆ เช่น WWF, Greenpeace, มูลนิธิครอบครัว Paul G. Allen, มูลนิธิ Jack Ma และเครือข่ายการพัฒนา Aga Khan

Source

]]>
1300922
รอชม! เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน ตกลงเซ็นสัญญาผลิตรายการให้ “Netflix” https://positioningmag.com/1295471 Thu, 03 Sep 2020 13:33:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1295471 เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล พระชายา บรรลุข้อตกลงกับ Netflix ยักษ์ใหญ่เเห่งวงการสตรีมมิ่ง เพื่อผลิตรายการต่างๆ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างคอนเทนต์เพื่อความรู้เเละสร้างความหวังให้ผู้คน โดยบางรายการจะมีการปรากฏตัวของทั้งสองพระองค์ด้วย

ในฐานะพ่อแม่มือใหม่ การทำรายการเกี่ยวกับครอบครัวที่สร้างแรงบันดาลใจ ก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเช่นกัน

Ted Sarandos ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเนื้อหาของ Netflix เปิดเผยว่า บริษัทรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่คู่รักราชวงศ์อังกฤษ ได้วางใจให้ Netflix เป็นบ้านที่สร้างสรรค์ผลงานของทั้งสอง

โดยข้อตกลงดังกล่าวจะมีระยะเวลาหลายปี ครอบคลุมทั้งสารคดี สารคดีชุด ภาพยนตร์ขนาดยาวปานกลาง รายการตามบท และรายการสำหรับเด็ก รวมถึงสารคดีชุดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และซีรีส์แอนิเมชั่น ที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติกับผู้หญิงที่ให้แรงบันดาลใจ ซึ่งบางส่วนกำลังยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเเล้ว

นับเป็นเวลาเกิดขึ้น 6 เดือนเเล้ว หลังจากดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ทรงประกาศถอยออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงของอังกฤษ และย้ายไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อใช้ชีวิตให้ห่างจากสปอตไลท์ของสื่อ

เจ้าชายแฮร์รี่และพระชายา ระบุในเเถลงการณ์ว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับ Netflix โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยแบ่งปันคอนเทนต์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม สามารถช่วยสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มความเข้าใจให้กับผู้ชมในทุกๆ ที่ทั่วโลก นอกจากนี้ ทั้งสองพระองค์ยังจะมีรายการเป็นของตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าบริษัทผู้ผลิตจะใช้ชื่อว่าอะไร

ก่อนหน้านี้ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ได้แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ Finding Freedom ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของทั้งสองพระองค์ในราชวงศ์อังกฤษ โดยโฆษก เผยว่า ทั้งสองพระองค์จะไม่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ที่บรรยายถึงความตึงเครียดระหว่างดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์กับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ

ทั้งนี้ Netflix ได้หันมาใช้กลยุทธ์สร้างคอนเทนต์ใหม่เอาใจผู้ชม ด้วยการร่วมงานกับเซเลบริตี้ชื่อดัง เช่น ได้เซ็นสัญญากับบริษัท Higher Ground Productions ของบารัก และ มิเชล โอบามา เมื่อปี 2018 เพื่อสร้างออริจินัลคอนเทนต์ต่างๆ โดยสารคดีเรื่องแรกอย่าง American Factory ก็คว้ารางวัลออสการ์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาด้วย

 

ที่มา : BBC

]]>
1295471
“เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน” ยอมจำนน ตัดใจไม่ใช้ชื่อแบรนด์ “Sussex Royal” หากิน https://positioningmag.com/1265497 Sat, 22 Feb 2020 06:54:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1265497 เจ้าชายแฮร์รีแห่งราชวงศ์อังกฤษ และเมแกน พระชายา ตัดพระทัยไม่ใช้ตราสัญลักษณ์ “Royal” ในแบรนด์สินค้าและกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่ทั้งสองพระองค์เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแคนาดา หลังสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ไม่สามารถอนุญาตให้ทั้งสองพระองค์ใช้คำว่า “Royal” ในบทบาทใหม่ของทั้งคู่

การตัดสินพระทัยดังกล่าวมีขึ้นหลังการพูดคุยมายาวนานหลายสัปดาห์ระหว่างทั้งสองพระองค์กับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์เกี่ยวกับแนวทางที่เจ้าชายแฮร์รี และเมแกนจะแนะนำตนเองต่อเวทีโลกในฐานะใดในอนาคต

เมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งสองพระองค์ได้รับการยินยอมจากสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 พระอัยยิกา ในกรณีที่ขอยุติบทบาทในฐานะสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง หลังจากเผยแพร่ถ้อยแถลงที่สร้างความประหลาดใจ แสดงความประสงค์เริ่มต้นบทบาทใหม่ในชีวิต ที่ทั้งสองหวังหาเงินเลี้ยงตนเอง

โฆษกของทั้งสองพระองค์ระบุว่า สืบเนื่องจากกฎระเบียบของรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้คำว่า “Royal” ทั้งสองพระองค์จึงเห็นพ้องไม่ใช่ชื่อองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร “มูลนิธิซัสเซกซ์ รอยัล” ส่วนแอปพลิเคชันเครื่องหมายการค้า “Sussex Royal” ก็จะถูกลบออกไปเช่นกัน “ดยุคและดัสเชสแห่งซัสเซกซ์ ไม่มีความตั้งใจใช้คำว่า Sussex Royal ในขอบเขตใดๆ หลังฤดูใบไม้ผลิปี 2020”

ปัจจุบัน เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ใช้แบรนด์ Sussex Royal อย่างกว้างขวาง อาทิ ใช้ชื่อเว็บไซต์ว่า sussexroyal.com และใช้เครื่องหมายการค้า Sussex Royal และ Sussex Royal Foundation บนหนังสือ, เครื่องเขียน, เสื้อผ้า อย่างเช่นชุดนอนและถุงเท้า, ระดมทุนด้านการกุศล รวมถึงจัดแข่งขันกีฬาและกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ต่างๆ

อ่านเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน แถลงว่าทั้งสองพระองค์จะยุติบทบาทสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนหน้า

เจ้าชายแฮร์รีทรงตรัสถึงความเศร้าที่ต้องยอมตัดใจจากบทบาทหน้าที่สมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง โดยระบุว่ามันไม่มีทางเลือกอื่น หากว่าพระองค์กับเมแกน นักแสดงสาวชาวอเมริกัน ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นและไม่ถูกสื่อมวลชนล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวอีกในอนาคต

ภายใต้ข้อตกลง เจ้าชายแฮร์รีจะยังคงเป็นเจ้าชาย และทั้งสองจะยังคงดำรงพระยศดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ต่อไป ในขณะที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไปๆ มาๆ ระหว่างอังกฤษกับอเมริกาเหนือ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกาเหนือมากกว่า

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ หลังการประชุมกันอย่างยาวนานที่พระราชวังบัคกิงแฮม พระราชินีและเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ข้อสรุปว่าไม่สามารถอนุญาตให้ทั้งสองพระองค์ใช้คำว่า “Royal” ในบทบาทใหม่ของทั้งคู่ เนื่องจากได้ลดบทบาทจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงในพระราชวงศ์อังกฤษและได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแคนาดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพระองค์จะไม่ยอมรับทุกกรณีที่เชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งพระองค์ใดใช้ฐานันดรศักดิ์ทำธุรกิจแสวงหาผลกำไร

Source

]]>
1265497
แบรนด์ Sussex Royal มีมูลค่าเท่าไหร่? เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกนจะสูญเสียแค่ไหนหากถูกห้ามใช้แบรนด์ https://positioningmag.com/1261423 Tue, 21 Jan 2020 09:17:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1261423 เรื่องราวทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ทั่วโลกเมื่อเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิลถูกถอดฐานันดรศักดิ์ HRH (His/Her Royal Highness) หลังทั้งคู่ประกาศถอยห่างออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง งดปฏิบัติหน้าที่แทนพระราชินี โดยที่จะไม่รับเงินภาษีจากประชาชน ทำให้สื่อต่างคาดการณ์ว่าทั้งคู่จะใช้แบรนด์ ‘Sussex Royal’ เป็นแหล่งหารายได้เพื่อดำรงชีวิตแทน แต่แบรนด์นี้มีมูลค่ามากแค่ไหน? และถ้าหากราชวงศ์วินด์เซอร์สามารถ ‘ริบคืน’ แบรนด์ได้ เจ้าชายและเมแกนจะสูญเสียเท่าไหร่กัน?

ปัจจุบันแบรนด์ Sussex Royal ปรากฏบนเว็บไซต์ทางการ sussexroyal.com และบัญชีอินสตาแกรม @sussexroyal ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 11 ล้านคน ทั้งเว็บไซต์และอินสตาแกรมเป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวกิจกรรมของ เจ้าชายแฮร์รี่ และ เมแกน มาร์เคิล พระชายา โดยในเว็บไซต์แบ่งออกเป็น 3 หมวดกิจกรรมคือ สนับสนุนชุมชน, ปฏิบัติหน้าที่ราชวงศ์ และ เสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือจักรภพ

แต่เมื่อ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่สอง ประกาศถอดฐานันดรศักดิ์ HRH ของทั้งคู่ไปแล้ว ทำให้ทั้งสองจะเหลือยศเพียง ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เท่านั้น และเป็นไปได้ว่าแบรนด์ Sussex Royal ซึ่งเจ้าชายแฮร์รี่ไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ‘อาจจะ’ ถูกทางสำนักพระราชวังบักกิงแฮมริบคืนด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by The Duke and Duchess of Sussex (@sussexroyal) on

ทางสำนักพระราชวังยังไม่ได้มีแถลงการณ์เป็นทางการ แต่ Thomas Woodcock หนึ่งในข้าหลวงของ สำนักพระราชวังบักกิงแฮม ผู้สอดส่องดูแลไม่ให้มีการใช้สัญลักษณ์ราชวงศ์ในเชิงพาณิชย์อย่างผิดประเพณี เขาให้สัมภาษณ์กับ The Times ว่า เหตุการณ์นี้ ‘ไม่น่าพึงใจ’ และ “บุคคลหนึ่งไม่สามารถเป็นสองสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน คุณต้องเป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่เป็นเชื้อพระวงศ์อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น” Woodcock กล่าว

สถานการณ์นี้สั่นคลอนสถานะทางการเงินของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์อย่างมาก ไม่ว่าในอนาคต แบรนด์ Sussex Royal จะยังอยู่ในมือเจ้าชายและภรรยาหรือไม่ก็ตาม

 

Sussex Royal แบรนด์เซเลบตัวท็อป

สเตซี่ โจนส์ ประธานบริษัท Hollywood Branded เอเจนซี่การตลาดในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยกับ
สำนักข่าว The Independent ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ชื่อของแฮร์รี่และเมแกนปรากฏในสื่อต่างๆ มากกว่า 90,000 ครั้ง คิดเป็นจำนวนการมองเห็น (impressions) มากกว่า 3 พันล้านครั้ง แปลงเป็นมูลค่าสื่อถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ!! (ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท)

มูลค่าสื่อไม่ได้แปลว่าพวกเขาทั้งคู่จะได้รายได้เท่านี้เป๊ะๆ แต่เป็นการตีมูลค่าเพื่อสะท้อนว่าตัวแบรนด์มีคุณค่ามากแค่ไหน ซึ่งโจนส์ประเมินโดยคร่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ Sussex Royal มีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสจะสูงขึ้นไปถึงหลักพันล้านเหรียญได้ในอนาคต หรือถ้าประเมินราคาเพียงแค่การลงภาพโปรโมตภาพเดียวในอินสตาแกรม น่าจะเรียกราคาได้ถึง 1 ล้านเหรียญ (ราว 30 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ในข้อมูลการจดลิขสิทธิ์แบรนด์เมื่อปีที่แล้ว ทั้งคู่จะมีสิทธิ์ใช้แบรนด์สำหรับผลิตเสื้อผ้า เครื่องประดับ แคมเปญสาธารณะ องค์กรการกุศล รวมถึงสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น หนังสือ ตำรา นิตยสาร โปสต์การ์ด

 

View this post on Instagram

 

A post shared by The Duke and Duchess of Sussex (@sussexroyal) on

“การตัดสินใจของทั้งคู่ที่จะเป็นอิสระทางการเงินช่วยเปิดประตูไปสู่กระแสรายได้มหาศาลผ่านลิขสิทธิ์หนังสือ ร่วมงานการกุศล ผลิตสารคดี รับงานว่าจ้างกล่าวปาฐกถา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือการปรากฏตัวต่อสาธารณะ รวมถึงการลงทุนผ่านมูลนิธิของพวกเขาเอง” โจนส์กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ทั้งคู่จะรับงาน “เป็นหน้าตาให้กับแบรนด์” ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของตัวเองหรือเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์อื่นๆ ผ่านแคมเปญการตลาด

โจนส์มองเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ลักษณะการหารายได้ของทั้งคู่จะเหมือนกับคู่เซเลบสามีภรรยาที่วางภาพลักษณ์ตัวเองไปในเชิงการกุศล เช่น บารัคและมิเชล โอบาม่า, จอร์จและอามาล คลูนีย์, บียอนเซ่และเจย์ ซี หรือ บิลและเมลินดา เกตส์

คู่รักเซเลประดับท็อป “บียอนเซ่” และ “เจย์-ซี” ตัวอย่างความเป็นไปได้ในการใช้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์เพื่อสร้างรายได้ของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน (Source : Facebook JAY-Z)

“การรับรู้แบรนด์นี้อยู่ในระดับที่เซเลบชาวอเมริกันมากมายได้แค่ฝันถึง” โจนส์กล่าว “มีคู่รักเซเลบเพียงหยิบมือที่สามารถสร้างมูลค่าแบรนด์ระดับปรากฏการณ์ได้แบบเมแกนและแฮร์รี่ ทั้งคู่สามารถเรียกความสนใจจากสาธารณชน สื่อมวลชน รวมถึงพันธมิตรองค์กรที่มีศักยภาพ”

ส่วนการวางแผนสื่อนั้น ทั้งคู่เปลี่ยนไปเข้าหาองค์กรสื่อของสามัญชนแทน Royal Rota ระบบเดิมของพระราชวังที่ให้หน่วยงานกลางของกลุ่มสื่อมวลชนและเครือข่ายโทรทัศน์บางแห่ง เช่น BBC, Sky News, ITN เท่านั้นที่ได้ทำข่าวและถ่ายภาพ ซึ่งโจนส์มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะสื่อใหม่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมากกว่า ทำให้เจาะกลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นเจนซี (คนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2539-2553) และเจนวาย (คนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2523-2538) ได้ดีกว่า

 

กระทบหนักหากถูกตัดขาดจากราชวงศ์

ณ ขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนจะเดินต่อไปอย่างไรกับแบรนด์ Sussex Royal หรือสำนักพระราชวังมีอำนาจริบคืนหรือไม่ แต่การถูกถอดฐานันดร HRH และท่าทีของราชวงศ์วินด์เซอร์ที่ ‘ห่างเหิน’ กับทั้งคู่มากขึ้นดูจะไม่เป็นผลดีกับแบรนด์เลย

โจนส์กล่าวเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ยังคงมีอยู่กับราชวงศ์ของเจ้าชายแฮร์รี่คือ “จุดสูงสุดที่จะช่วยรับประกันความสำเร็จของแบรนด์” และ “ชื่อเสียงของเมแกนในอดีตนั้นยังมีบทบาทอยู่ แต่ความเป็นสมาชิกราชวงศ์ของเจ้าชายแฮร์รี่คือหางเสือที่แท้จริงของอนาคตทางการเงิน”

 

View this post on Instagram

 

A post shared by The Duke and Duchess of Sussex (@sussexroyal) on

นอกจากการรักษาภาพความเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว แฮร์รี่และเมแกนยังจะต้องระมัดระวังไม่ใช้แบรนด์ไปกับสินค้าหรือโครงการใดๆ ที่ทำให้แบรนด์ดู ‘ไม่แพง’ ขณะเดียวกัน หากร่วมงานกับแบรนด์ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์การกุศลก็จะทำให้แบรนด์มั่นคงขึ้น

Hollywood Branded มองว่า หากทั้งคู่ตัดสินใจย้ายถิ่นพำนักมาอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเป็นหลักน่าจะมีประโยชน์กว่า (ขณะนี้ทั้งคู่ประกาศว่าจะย้ายไปพำนักในแคนาดา) เพราะอย่างไรเสีย คนอเมริกันก็ยังรู้สึกว่าวัฒนธรรมอังกฤษนั้นมีเสน่ห์ ทั้งจากการเสพสื่อภาพยนตร์ ทีวี และการรับชมเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์

“เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิลจะเป็นเรื่องราวภาคต่อที่ได้รับความสนใจต่อไป…พวกเขายังคงให้ความรู้สึกเป็นชนชั้นสูงและเหมือนคนที่มาจากโลกอื่นอันห่างไกล ในขณะเดียวกันก็ดูใกล้ชิดและเข้าถึงได้” โจนส์กล่าวสรุปถึงกุญแจหลักที่ทำให้แบรนด์ Sussex Royal จะยังเป็นที่ต้องการ

Source: The Independent, Dailymail

]]>
1261423
สนใจไหม? ปราสาทที่ใช้ถ่ายทำซีรีส์ดัง “The Crown” เปิดให้จองที่พักบน Airbnb https://positioningmag.com/1257449 Tue, 17 Dec 2019 17:36:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1257449 ตอนเด็กๆ ใครฝันอยากจะนอนในปราสาทสุดหรูสักคืน โอกาสของคุณมาถึงเเล้ว เมื่อปราสาทเก่าแก่ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ยอดนิยม “The Crown” กำลังจะเปิดให้บุคคลทั่วไปจองที่พักได้บน Airbnb ใครอยากลองใช้ชีวิตตามเเบบฉบับของคนในราชวงศ์วินเซอร์…ตามมาทางนี้เลย

ดยุคและดัชเชสแห่งเมืองรัตแลนด์ ประเทศอังกฤษ ร่วมมือกับ Airbnb เเพลตฟอร์มจองที่พักรายใหญ่ เปิดให้บริการห้องพักบนปราสาท Belvoir Castle ซึ่งตั้งอยู่ในเลสเตอร์ไชร์ เเละเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เรื่องดังเกี่ยวกับราชวงศ์
อังกฤษอย่าง “The Crown” โดยเงินที่ได้รับจากค่าจองห้องพักจะถูกนำไปบริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชน

Photo : Airbnb

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะจองกันง่ายๆ ต้องลุ้นเเละใช้ความเร็วกันหน่อย เพราะจะเปิดให้เข้าพักห้อง King’s Suite ซึ่งตกเเต่งอย่างหรูหราอลังการในวันพิเศษเพียง 3 คืน อย่างใน วันสิ้นปี 31 ธันวาคม 2019 , วันที่ 11 มกราคม 2020 และวันที่ 25 มกราคม 2020 เท่านั้น

โดยผู้ที่ต้องการจะเข้าพักสามารถจองห้องได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2019 เป็นต้นไป (ดูรายละเอียดการจองเเละชมภาพได้ที่ www.airbnb.com/belvoircastle )

สำหรับเเขกที่จะมาพักในปราสาท เตรียมพบกับประสบการณ์พิเศษตั้งเเต่มาถึง โดยจะได้รับชุด Afternoon tea ซึ่งคาดว่ามีจุดเริ่มต้นที่ปราสาทแห่งนี้เมื่อปี 1840 ตามด้วยการทานอาหารมื้อเย็นในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ จากนั้นจะมีการเลี้ยงเครื่องดื่มต้อนรับในห้องสมุด ที่เราเคยได้เห็นในฉากสำคัญของซีรีส์เรื่อง The Crown ของ Netflix

Photo : Airbnb

Belvoir Castle ไม่เพียงปรากฎในซีรีส์ประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษเรื่องนี้เท่านั้น เเต่ยังเคยใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ย้อนยุคเรื่อง The Young Victoria อีกด้วย

Jeroen Merchiers กรรมการผู้จัดการ Airbnb ของภูมิภาค EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา) กล่าวว่า Belvoir Castle เป็นเหมือนอัญมณีล้ำค่าเเห่งชนบทของอังกฤษ ที่จะดึงดูดผู้คนเเละนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน เพื่อสำรวจดินเเดนเเห่งประวัติศาสตร์

สำหรับที่พักในปราสาทจะเปิดให้แขกเข้าพักรอบละ 2 คน พักได้ 1 คืน ในราคาประมาณ 10,290 บาทต่อคืน โดยเงินที่ได้จากค่าที่พักจะถูกนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิ Rainbows Hospice for Children and Young People
เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในอังกฤษ

เเละอย่าเพิ่งเสียใจไปถ้าหากคุณพลาดการจองห้อง King’s Suite ของปราสาทนี้ เพราะมีข่าวดีว่าสามารถจองห้องพักอื่นในปราสาทเเละตั้งเเคมป์ในพื้นที่ได้ โดยส่วนห้องโถงปราสาทเเละบริเวณสวน จะเปิดให้คนทั่วไปเช้าชมในเดือนมีนาคม ปี 2020 นี้ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมค่าเข้าเพียง 18 ปอนด์ต่อคนเท่านั้น (ราว 714 บาท)

โดยการนำกระแสความนิยมจากภาพยนตร์หรือซีรีส์มาดึงดูดนักท่องเที่ยว นับเป็นเทรนด์ที่กำลังมาเเรงในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ

 

Source 

]]>
1257449