OpenAI – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 17 Mar 2026 12:43:37 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ย้อนรอยมหากาพย์ ‘Anthropic’ จากอดีต ‘มือขวา’ สู่ ‘คู่แข่ง’ ตัวฉกาจ ที่กลับมาเขย่าบัลลังก์ของ OpenAI https://positioningmag.com/1564714 Tue, 17 Mar 2026 08:53:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564714 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โลกซอฟต์แวร์ได้เกิดเหตุการณ์ SaaSpocalypse ซึ่งเกิดจาก Anthropic (แอนโธรปิก) ซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงกลุ่มนักวิจัยผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้านความปลอดภัย จนยอมหันหลังให้ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI มาสู่การเป็นผู้เล่นระดับแตะ 4 แสนดอลลาร์ในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า จริยธรรม AI ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน

รู้จัก Dario อดีตมันสมอง OpenAI

เส้นทางของ Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) คือเส้นทางของนักวิทยาศาสตร์สายแข็ง ที่มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ทั้งในระดับชีววิทยาและฟิสิกส์ Dario จบการศึกษาจาก California Institute of Technology (Caltech) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลก และได้รับปริญญาเอกจาก Princeton University ในปี 2011 โดยงานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่เรื่อง วงจรประสาท (Neural circuits) ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจการทำงานของโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ใน AI อย่างลึกซึ้ง

จากนั้น Dario ได้ร่วมงานกับ Baidu (2014 – 2015) ในบทบาทนักวิจัยอาวุโส ในทีม Silicon Valley AI Lab ภายใต้การนำของ Andrew Ng หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ AI ชื่อดังระดับโลก ที่นี่เขาได้ร่วมพัฒนาโปรเจกต์สำคัญอย่าง Deep Speech 2 ซึ่งเป็นระบบจดจำเสียงที่ก้าวล้ำมากในขณะนั้น

ต่อมา เขาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Google ในตำแหน่งนักวิจัย (Research Scientist) โดยเน้นไปที่การใช้ AI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของ Google ให้ฉลาดขึ้น จากนั้นในปี 2016 เขาก็เข้าร่วมกับ OpenAI ในตำแหน่ง Team Lead for AI Safety เพื่อสร้างเข็มทิศจริยธรรมให้กับเครื่องจักร 

จากนั้น เขาขยับขึ้นเป็น Research Director (กันยายน 2018 – ธันวาคม 2019) และก้าวสู่ตำแหน่ง Vice President of Research (ธันวาคม 2019 – ธันวาคม 2020) ที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของ OpenAI      โดยเขาถือเป็นผู้กุมบังเหียนทีมวิจัยในการสร้าง GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งถือเป็นเมล็ดพันธุ์ของ ChatGPT ที่ใช้กันทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือ ความเสี่ยงของ AI โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญชื่อ Concrete Problems in AI Safety ซึ่งตั้งคำถามว่า เราจะสร้างระบบ AI ที่ทำงานได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้อย่างไร

Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic

การแตกหักที่ OpenAI

จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อ Dario และน้องสาวเขา Daniela Amodei (แดนเนียลา อโมเดอี) อดีต VP of Safety and Policy พร้อมทีมงานระดับสำคัญประมาณ 10 คน ตัดสินใจ ลาออก หลังจากที่บริษัท ตัดสินใจรับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft เพื่อเร่งให้ OpenAI รีบนำ AI ออกสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้ง Dario และ Daniela กังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจ ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Alignment) 

หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัท Anthropic ซึ่งจดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีพันธกิจที่เรียบง่ายแต่ทะเยอทะยาน คือ

  1. สร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ล้ำสมัยที่สุด
  2. ใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้คู่แข่งต้องทำตาม
  3. เผยแพร่สิ่งที่เรียนรู้สู่สาธารณะ (ยกเว้นรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก)

จากนั้น Anthropic ก็เปิดตัว Claude (คลอดด์) AI ChatBot ที่มีความต่างจากคู่แข่งคือแนวคิด Constitutional AI (CAI) ที่แทนจะพึ่งพาการให้คะแนนจากมนุษย์ (RLHF) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมักมีอคติ และสเกลยาก แต่ให้ AI ฝึกฝนกันเองภายใต้ รัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยหลักการจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยที่ร่างขึ้นอย่างรัดกุมให้ AI ยึดเป็นหลัก ผลลัพธ์คือ AI ที่มีเหตุผล ลดการโต้เถียงที่ไร้สาระ และมีความปลอดภัยในระดับโครงสร้าง 

เส้นทางระดมทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ

แน่นอนว่า Anthropic จะไม่สามารถเติบใหญ่ได้หากไม่มี เงินทุน โดย Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ลงทุนกับบริษัท โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาลงทุนในตัวบุคคลมากกว่าแนวคิด

“ในระดับนี้ คุณแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย รายได้เท่าไหร่? ตลาดเป็นยังไง? ผลิตภัณฑ์คืออะไร? คุณไม่รู้หรอก ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจจากตัวคน และ Dario คือนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดมาก” Eric Schmidt เล่า

นอกจากนี้ ยังมี Sam Bankman-Fried (SBF) อดีตซีอีโอของ FTX ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาเคยทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์เพื่อถือหุ้น 13.56% ซึ่ง Amodei เล่าว่า ตอนนั้น SBF ดูเป็นพวกบ้าพลังเรื่อง AI และสนใจเรื่องความปลอดภัยซึ่งดูเข้ากันได้ดี แต่เขาก็เห็น สัญญาณอันตราย บางอย่าง จึงให้หุ้นแบบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงและไม่ให้ตำแหน่งในบอร์ดบริหาร 

ซึ่งการล่มสลายของ FTX ทำให้หุ้นดังกล่าวกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่เหล่าบิ๊กเทคแย่งชิง จนนำไปสู่การอัดฉีดเงินครั้งประวัติศาสตร์ นำโดย Amazon (8 พันล้านดอลลาร์) Google (3 พันล้านดอลลาร์) และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงต้นปี 2025 ที่ Anthropic ตกอยู่ในสภาวะกระหายเงินทุนอย่างหนัก เพราะความต้องการขยายสเกลทำให้ค่าสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าประมวลผลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Meta ก็ใช้กำไรมหาศาลของตัวเองไล่บี้กดดัน

Anthropic มีความกดดันเป็นพิเศษที่ต้องสร้างโมเดลให้ใหญ่และเก่งที่สุดเสมอ เพราะพวกเขาไม่มีแอปฯ ที่คนติดงอมแงมอย่าง ChatGPT ถ้าโมเดลของพวกเขาไม่ล้ำหน้าคู่แข่งอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี ลูกค้าธุรกิจก็พร้อมจะย้ายค่ายทันที

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงหันไปหา Ravi Mhatre พาร์ทเนอร์จาก Lightspeed Ventures เพื่อนำการระดมทุนรอบ 3.5 พันล้านดอลลาร์ Mhatre เล่าว่า เขาเคยเซ็นเช็คแค่ 5-10 ล้านดอลลาร์ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป แต่ท้ายที่สุด Mhatre ก็ตัดสินใจครั้งใหญ่โดย โอนเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนกับ Anthropic ปัจจุบัน Anthropic สามารถระดมทุนได้เกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google

SaaSpocalypse ที่เกิดเพราะ Anthropic 

หนึ่งในจุดขายที่ทำให้ Anthropic สามารถชนะใจนักลงทุน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของ Amodei แต่เป็นบิสซิเนสโมเดลที่ต่างออกไป ในขณะที่ OpenAI มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานทั่วไป (Consumer) ผ่าน ChatGPT แต่ Amodei เลือกทางที่ต่างออกไปคือ เน้นขายธุรกิจ (B2B) เขาเชื่อว่าการพัฒนา AI ให้เก่งระดับปริญญาเอกด้านชีวเคมี อาจไม่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปตื่นเต้น แต่มันมีค่ามหาศาลสำหรับบริษัทอย่าง Pfizer

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Anthropic โด่งดังจริง ๆ กลับเป็นผลิตภัณฑ์ฝั่ง Consumer อย่างแชทบอท Claude  ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามในเรื่องของ บุคลิกที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง (High-EQ) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเน้นเรื่องความปลอดภัย จุดนี้เองที่ทำให้บริษัทขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่พยายามคุมพนักงานให้ไม่เกิน 150 คน กลายเป็นต้องรับพนักงานใหม่ในวันเดียวมากกว่าที่เคยรับทั้งปีในช่วงเริ่มต้นเสียอีก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ คือช่วงต้นปี 2026 ที่เปิดตัวเครื่องมือที่ชื่อว่า Claude Cowork ซึ่งเป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานจริงแทนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้มูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันซื้อขายเดียว จนถูกเรียกว่า SaaSpocalypse หรือ วันสิ้นโลกของ SaaS

เดิมที Anthropic มีฟีเจอร์ Claude Code สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ถูกผู้ใช้นำไปใช้งานเขียนโค้ด ซึ่งบริษัทได้ต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าวมาสู่ Claude Cowork เพื่อให้ทุกคน ไม่ใช่แค่นักพัฒนา สามารถทำงานร่วมกับ Claude ในรูปแบบเดียวกันได้ โดยความแตกต่างสำคัญจากแชทบอททั่วไปคือ Claude สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสามารถอ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น จัดระเบียบโฟลเดอร์ดาวน์โหลด สร้างสเปรดชีตค่าใช้จ่ายจากภาพถ่ายใบเสร็จ หรือเขียนรายงานร่างแรกจากโน้ตที่กระจัดกระจาย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้า Claude แบบเดิมเปรียบเหมือนการถามผู้ช่วยที่ฉลาด Claude Cowork ก็เหมือนการจ้างพนักงานที่เข้ามานั่งทำงานจริงในคอมพิวเตอร์ของคุณ แถม Anthropic ยังได้เปิดตัว plugin สำเร็จรูปสำหรับหลายแผนกในองค์กร หรือจะสร้าง Plugin ส่วนตัวที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทตนเองก็ได้ 

ล่าสุด Anthropic ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการด้วยพลังการประมวลผลระดับสูง:

  • Claude 3.7 Sonnet (Hybrid Model): โมเดลตัวแรกที่มาพร้อมระบบ Adaptive Thinking AI สามารถเลือกได้เองว่าจะตอบทันทีในเรื่องง่าย หรือจะหยุด “ใช้ความคิด” (Thinking Process) ในโจทย์ที่ซับซ้อน เพื่อลดความผิดพลาด (Hallucination) ได้ดีขึ้น
  • Claude 4 (Opus & Sonnet): โมเดลเจเนอเรชันล่าสุดที่เน้น Agentic Workflow เต็มรูปแบบ มันไม่ใช่แค่ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถวางแผนงานยาว ๆ และสั่งการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์เพื่อปิดโปรเจกต์ให้ได้โดยอัตโนมัติ

รายได้โต 10 เท่าทุกปี

จากจุดเริ่มต้นในปี 2021 บริษัทไม่สามารถทำรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2023 ที่สามารถทำรายได้ได้ 100 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025 โดย Anthropic มีดีลระดับ 8 และ 9 หลัก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2025 และลูกค้าธุรกิจมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มูลค่าบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตาม Anthropic ต้องใช้เงินมหาศาลในการฝึกสอนและรันโมเดล ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะบริษัท ยังห่างไกลจากคำว่ากำไร โดยคาดว่าจะ ขาดทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีรายงานว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ทั่วไป

คงต้องรอดูกันว่า Anthropic จะไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่การแข่งขันด้าน AI ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เล่นแต่ละรายต่างก็ใส่เงินลงทุนกันไปไม่ยั้ง ท่ามกลางสมรภูมิที่เผาเงินระดับหมื่นล้าน การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการวัดใจว่าอุดมการณ์ของ Dario จะต้านทานแรงเสียดทานของโลกทุนนิยมได้นานเพียงใด

medium / The Verge / Fortune

]]>
1564714
เตรียมพบ ‘ChatGPT’ เวอร์ชั่นคุยเรื่อง ’18+’ เริ่มธ.ค.นี้ เฉพาะผู้ใช้ที่ยืนยันอายุแล้วเท่านั้น! https://positioningmag.com/1543042 Thu, 16 Oct 2025 05:29:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1543042 แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายโดยให้ผู้ใช้ ChatGPT ที่เป็น ผู้ใหญ่ สามารถเข้าถึง ChatGPT ที่มีการเซ็นเซอร์น้อยลง ซึ่งจะรวมถึงเนื้อหาที่สื่อถึงเรื่อง 18+

“ในเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่เรากำลังดำเนินการเปิดใช้งานการตรวจสอบอายุ (age-gating) อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของหลักการปฏิบัติกับผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่เหมือนเป็นผู้ใหญ่ เราจะอนุญาตให้มีเนื้อหาที่มากขึ้นไปอีก เช่น เรื่อง 18+ สำหรับผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว”

แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าเนื้อหาใดที่จะเข้าข่ายเป็นสื่อเรื่องเพศที่ได้รับอนุญาต แต่การเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายของ OpenAI ซึ่งเดิมเคยห้ามเนื้อหาดังกล่าว

ที่ผ่านมา ChatGPT ถูกออกแบบให้ ค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่อง 18+ เพื่อปกป้องผู้ใช้จากความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต แต่กลายเป็นว่าแนวทางดังกล่าวทำให้ ChatGPT มีประโยชน์น้อยลง และ ไม่น่าเพลิดเพลิน สำหรับผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต

นอกจากนี้ ChatGPT พึ่งเปิดตัวฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และการควบคุมโดยผู้ปกครอง ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อแก้ไขข้อกังวลว่า ChatGPT จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้เยาวชน

“ตอนนี้ที่เราสามารถบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงได้แล้ว และมีเครื่องมือใหม่ ๆ เราจะสามารถผ่อนคลายข้อจำกัดได้อย่างปลอดภัยในกรณีส่วนใหญ่” เขากล่าว

ทั้งนี้ OpenAI ได้เริ่มส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เมื่อมีการอัปเดตภาษาในหน้า “Model Spec” เพื่อ “เพิ่มเสรีภาพสูงสุด” ให้กับผู้ใช้ มีเพียงเนื้อหาทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เท่านั้นที่ถูกห้าม ถึงอย่างนั้น สื่อเรื่องเพศก็ยังถือเป็น “เนื้อหาที่ละเอียดอ่อน” ที่จะถูกสร้างขึ้นในบริบทที่ได้รับอนุญาตบางอย่างเท่านั้น

นอกเหนือจากการเปิดตัวให้คุยเรื่อง 18+ ในเดือนธันวาคมแล้ว อัลต์แมนยังกล่าวอีกว่า ChatGPT เวอร์ชันใหม่จะเปิดตัวในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะช่วยให้แชตบอตสามารถปรับใช้บุคลิกที่แตกต่างกันมากขึ้น โดยต่อยอดจากการอัปเดตในเวอร์ชัน GPT-4o ล่าสุด

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของอัลต์แมนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยของตน โดยในเดือนกันยายน คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (Federal Trade Commission – FTC) ได้เริ่มการสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง รวมถึง OpenAI เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและวัยรุ่น

เรื่องนี้เกิดขึ้นตามมาด้วยคดีความจากคู่รักชาวแคลิฟอร์เนียที่กล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนทำให้ลูกชายวัย 16 ปีของพวกเขาฆ่าตัวตาย และเมื่อวันอังคาร OpenAI ยังได้ประกาศจัดตั้ง คณะมนตรีผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นอยู่ที่ดีและ AI (expert council on well-being and AI) จำนวน 8 คน เพื่อให้คำแนะนำแก่บริษัทว่าปัญญาประดิษฐ์ส่งผล กระทบต่อสุขภาพจิต อารมณ์ และแรงจูงใจของผู้ใช้อย่างไร

]]>
1543042
สรุปอินไซต์ ChatGPT คนที่ใช้เป็นใคร และส่วนใหญ่ใช้ทำอะไร ? https://positioningmag.com/1539061 Tue, 23 Sep 2025 03:55:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1539061 OpenAI ได้เปิดเผยถึงงานวิจัย How people are using ChatGPT ซึ่งเป็นการสำรวจพฤติกรรมการใช้งาน ChatGPT ของคนทั่วโลก โดยเก็บตัวอย่างบทสนทนากว่า 1.5 ล้านบทสนทนา พบอินไซต์น่าสนใจ ดังนี้

 

ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นใคร

 

– ChatGPT มีผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านบัญชีต่อสัปดาห์

– ข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2025 พบว่า ผู้หญิงเป็นผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ที่ 52% แตกต่างจากช่วงแรกที่ ChatGPT ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย

– 46% ของผู้ใช้งานมีอายุ 18-25 ปี

 

เรื่องหลัก ๆ ใช้งาน ChatGPT เพื่ออะไร

 

– 49% ใช้เพื่อ ‘การถาม’ (Asking) เช่น การถามข้อมูลต่าง ๆ  เช่น เรื่องเรียน เรื่องงาน หรือการใช้ชีวิตสำหรับนำไปประกอบการตัดสินใจอะไรบางอย่าง

– 40% ใช้เพื่อ ‘ช่วยทำงาน’ (Doing) เช่น ร่างอีเมล สรุปรายงาน ดึงข้อมูลต่าง ๆ ฯลฯ

– 11% ใช้เพื่อ ‘พูดคุย แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นของตัวเอง’ (Expressing)

.

คนใช้งาน ChatGPT ทำอะไรมากที่สุด

 

– อันดับที่หนึ่ง 28.3% ใช้เพื่อช่วยให้คำแนะนำ (Practical Guidance)

– อันดับที่สอง 28.1% ใช้ช่วยเขียน (Writing)

– อันดับที่สาม 21.3% ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล (Seeking Information)

– อันดับที่สี่ 7.5% ใช้ช่วยด้าน Technical เช่น เขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ

– อันดับที่ห้า 4.3% ใช้เป็นช่องทางในการแสดงออกทางอารมณ์และความคิดเห็น

]]>
1539061
ซีอีโอ ‘OpenAI’ เตือน ตลาด ‘AI’ เสี่ยงเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่’ เหมือนยุค ‘ดอทคอม’ ที่ตลาดหุ้นร่วงเกือบ 80% https://positioningmag.com/1534787 Thu, 21 Aug 2025 08:02:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1534787 ทาง Positioning เพิ่งรวม 10 เศรษฐีระดับพันล้านเหรียญ ที่แจ้งเกิดด้วย AI ไปหมาด ๆ ล่าสุด แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ก็ออกมาเตือนว่าตอนนี้อาจเกิด ฟองสบู่ ในตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพราะนักลงทุนอาจ ตื่นเต้น กับ AI มากเกินไป ทั้งที่หลายบริษัทยังสร้างรายได้ไม่ได้จริง

ส่อง 10 ‘เศรษฐีพันล้าน’ ที่แจ้งเกิดจากยุคทองของ ‘AI’

แซม อัลต์แมน ได้แสดงความคิดเห็นว่า ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี AI คือหนึ่งในสิ่งสำคัญ ที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี แต่ในขณะเดียวกัน นักลงทุนเองกำลังตื่นเต้นกับ AI เกินไป โดยเขายังเปรียบเทียบกระแสการลงทุน AI ตอนนี้กับ ฟองสบู่ดอทคอม (dot-com bubble) ช่วงปลายยุค 1990 ที่นักลงทุนแห่ลงทุนในหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ต แต่เนื่องจากหลายบริษัทไม่สามารถสร้างรายได้ได้จริง ส่งผลให้ในช่วงระหว่างปี 2000–2002 ดัชนี Nasdaq ร่วงลงเกือบ 80%

ไม่ใช่แค่ความเห็นของอัลต์แมนเท่านั้น แต่มีเสียงเตือนจากนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญหลายราย เช่น โจ ไช่ (Joe Tsai) ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba, เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) แห่ง Bridgewater Associates และ ทอร์สเทน สลอค (Torsten Slok) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Apollo Global Management เคยระบุเมื่อเดือนก่อนว่า ฟองสบู่ AI ตอนนี้ใหญ่กว่าฟองสบู่ดอทคอม โดยหุ้น 10 บริษัทใหญ่สุดในดัชนี S&P 500 มีการประเมินมูลค่าสูงเกินจริงยิ่งกว่าช่วงปี 1990

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วย เช่น เรย์ หวัง (Ray Wang) นักวิเคราะห์จาก Futurum Group ให้ความเห็นว่า พื้นฐานของซัพพลายเชนและตลาดเซมิคอนดักเตอร์ยังแข็งแรง และการลงทุนระยะยาวด้าน AI ยังมีเหตุผลรองรับ เพียงแต่ยอมรับว่ามีการ เก็งกำไร ซึ่งอาจก่อให้เกิดจุดฟองสบู่เฉพาะกลุ่ม

ทั้งนี้ กระแส ฟองสบู่ AI ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังจากการถือกำเนิดของ DeepSeek สตาร์ทอัพจีนที่เปิดตัวโมเดล AI ซึ่งอ้างว่าใช้งบพัฒนาไม่ถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ลงทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์ แม้คำอ้างนี้จะถูกตั้งคำถามอยู่บ้าง

ด้าน OpenAI เอง แม้มีรายได้ประจำต่อปีที่คาดว่าจะทะลุ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ แต่ก็ ยังไม่มีกำไร อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ OpenAI ยังแข็งแกร่ง โดยล่าสุด บริษัทเตรียมขายหุ้นมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในดีลรอง (secondary sale) ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมราว 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เมื่อต้นปีเพิ่งปิดการระดมทุน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าบริษัททะยานถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ อัลต์แมนยังเผยว่า OpenAI กำลังขยายสู่ ฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภค, Brain-Computer Interface และโซเชียลมีเดีย พร้อมคาดว่าจะใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์ ในการสร้าง Data center ในอนาคตอันใกล้ และยังแย้มความสนใจที่จะซื้อ Chrome หากรัฐบาลสหรัฐฯ บังคับให้ Google ต้องขายออกมา

ทั้งนี้ Bloomberg เคยประเมินว่าบริษัท AI ขนาดใหญ่ที่สุด 4 แห่ง ได้สร้างเศรษฐีพันล้านอย่างน้อย 15 คน ซึ่งมีสินทรัพย์สุทธิรวมกันกว่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.23 ล้านล้านบาท) และตั้งแต่การมาของ AI ก็มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเพิ่มขึ้นมาอีกกว่าสิบแห่ง

Source

]]>
1534787
เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้! ‘Meta’ พร้อมทุ่ม 1.4 หมื่นล้านเหรียญ ลงทุน ‘Scale AI’ หลังโมเดล Llama 4 AI ที่เปิดตัวยังตามหลัง ‘OpenAI’ https://positioningmag.com/1525565 Wed, 11 Jun 2025 05:10:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1525565 ต้องยอมรับว่า ในเรื่องของ GenAI ตอนนี้เบอร์ 1 ก็คือ OpenAI และ Mark Zuckerberg ก็รู้สึกไม่โอเคที่ Meta ต้องตามหลัง ทำให้บริษัทยอมควักเงินกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ได้ Scale AI มาช่วยปรับปรุงโมเดล Llama ของ Meta ให้แข่งขันได้มากขึ้น

อย่างที่รู้กันว่าในโลกของ AI ข้อมูล เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ AI จะเรียนรู้จากข้อมูลที่เราป้อนให้ และบริษัทที่ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลก็คือ Scale AI ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย Alexander Wang ที่ตอนนั้นมีอายุเพียง 19 ปี

โดย Scale AI ให้บริการด้าน Data Labeling หรือ การติดป้ายระบุประเภทให้กับข้อมูลดิบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือระบบ AI เข้าใจและเรียนรู้ข้อมูลนั้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ รวมถึงช่วยตรวจสอบถูกต้องของข้อมูลที่ผ่านการสร้างขึ้นด้วย

ซึ่งบริการของ Sclae AI ได้รับการยอมรับในวงกว้างในอุตสาหกรรม AI โดยมีลูกค้าอย่าง Microsoft, OpenAI และได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย เช่น Nvidia, Amazon และ Meta ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดเทคโนโลยี

ดังนั้น Meta ที่ยังตามหลังคู่แข่งในด้าน AI จึงยอมทุ่มเงินสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนใน Scale AI เพื่อจะได้มาช่วยพัฒนา โมเดล Llama ของ Meta ให้แข่งขันได้ โดยตามรายงานจาก The Information เปิดเผยว่า ข้อตกลงในการลงทุนคือ Meta จะถือหุ้น 49% และ Alexander Wang ต้องมาเป็นผู้นำห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งใหม่ที่บริษัท

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2025 AI เป็นหนึ่งในสิ่งที่ Meta ให้ความสำคัญสูงสุด โดย Mark Zuckerberg ได้ลดความสำคัญของหน่วย Fundamental Artificial Intelligence Research (FAIR) เพื่อสนับสนุนทีม GenAI    ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มากกว่า เพื่อช่วยให้ Meta ก้าวหน้าใน AI และปรับปรุงตระกูลโมเดล AI Llama

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวโมเดล Llama 4 AI ของ Meta ในเดือนเมษายนไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักพัฒนา และดูเหมือนว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI จะนำหน้าทั้งในเรื่องโมเดล AI พื้นฐาน และจำนวนการใช้งานแอปพลิเคชัน ซึ่งนั่นทำให้ Mark Zuckerberg ยื่งกำหมัดด้วยความหงุดหงิด

ด้วยความที่เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ Mark Zuckerberg จึงประกาศที่จะเปิดตัวโมเดล Behemoth ที่ใหญ่และทรงพลังกว่า แต่โมเดลนั้นยังไม่ได้เปิดตัว เนื่องจากเขายังกังวลเกี่ยวกับความสามารถ เมื่อเทียบกับโมเดลของคู่แข่ง โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ Behemoth กับโมเดลล่าสุดจากบริษัทอย่าง OpenAI และ DeepSeek ของจีน 

และหลังการเปิดตัว Llama 4 ที่ไม่ประสบความสำเร็จ Meta ได้ปรับโครงสร้างหน่วย GenAI โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คอนเนอร์ เฮย์ส พนักงาน Meta ที่มีประสบการณ์ยาวนานได้รับผิดชอบ AI Products ขณะที่ AGI Foundations ถูกมอบให้ อามีร์ เฟรนเคล อดีตรองประธานด้านวิศวกรรมและผลิตภัณฑ์ของหน่วย Reality Labs hardware ของ Meta และ อาห์หมัด อัล-ดาห์เล อดีตหัวหน้า GenAI แทน

Source

]]>
1525565
เอานะ! ‘OpenAI’ พร้อมซื้อ ‘Chrome’ ของ ‘Google’ หากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาด ‘บังคับขาย’ https://positioningmag.com/1519513 Fri, 25 Apr 2025 04:35:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1519513 หลังจากที่ ศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ Google มีความผิดในคดี ผูกขาดธุรกิจโฆษณาออนไลน์ (Ad Tech) หลังจากก่อนหน้านี้เคยแพ้คดีการ ผูกขาดตลาด Search Engine ไปแล้วครั้งหนึ่ง ส่งผลให้รัฐบาลกลางจะพิจารณาบังคับให้ Google ขายเบราว์เซอร์ Chrome บางส่วน และเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้กับคู่แข่ง

แน่นอนว่า Google ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โดยมีแผนจะ ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินเรื่องการผูกขาด อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดสามารถบังคับให้ Alphabet ขายเบราว์เซอร์ Chrome นี้ ก็มีคนจ้องจะซื้อแล้วก็คือ OpenAI เจ้าของ ChatGPT เพราะการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ของ Google จะช่วยให้ OpenAI สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และเร็วขึ้น

โดยทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ Google ขาย Chrome ก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูการแข่งขันในตลาด Search engine เนื่องจากอัยการแสดงความกังวล ว่า การผูกขาดของ Google ในการตลาด Search engine อาจทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันด้าน AI เพราะ Google อาจใช้ AI เป็นอีกช่องทางในการนำผู้ใช้กลับไปที่เครื่องมือค้นหาของตัวเอง

นอกจากนี้ ในส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ Google แบ่งปันข้อมูลการค้นหากับคู่แข่ง ก็จะช่วยเร่งการพัฒนา ChatGPT ให้ดีขึ้นได้ โดย Nick Turley หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ ChatGPT ได้ระบุว่า การค้นหาเป็นองค์ประกอบสำคัญของ ChatGPT ในการตอบคำถามของผู้ใช้ให้เป็นปัจจุบัน และแม่นยำ ทั้งนี้ ChatGPT ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะสามารถใช้เทคโนโลยีการค้นหาของตนเองตอบคำถามได้ถึง 80%

โดย Nick Turley ได้ให้การในศาลว่า Google ได้ ปฏิเสธข้อเสนอของ OpenAI ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีค้นหาของ Google ใน ChatGPT โดย Google ให้เหตุผลว่า การให้สิทธิ์นั้นจะเกี่ยวข้องกับคู่แข่งจำนวนมากเกินไป

“เรามองว่าการมีพันธมิตรหลายราย โดยเฉพาะการใช้ API ของ Google จะช่วยให้เราสามารถมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าให้แก่ผู้ใช้ได้” Nick Turley กล่าว

ย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ผู้พิพากษาเขต Amit Mehta ตัดสินว่า Google ปกป้องสถานะการผูกขาดของตนผ่านการทำข้อตกลงแบบผูกขาดกับบริษัทต่าง ๆ เช่น Samsung Electronics และผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android อื่น ๆ เพื่อให้ติดตั้งเครื่องมือค้นหาของ Google เป็นค่าเริ่มต้นในอุปกรณ์ใหม่ รวมถึงแอป Gemini AI และเบราว์เซอร์ Chrome ด้วย

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะทำข้อตกลงแบบผูกขาดเพิ่มเติม Google ได้ผ่อนปรนข้อตกลงล่าสุดกับ Samsung, Motorola รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่าย AT&T และ Verizon โดยอนุญาตให้ติดตั้งเครื่องมือค้นหาคู่แข่งในอุปกรณ์ได้ นอกจากนี้ Google ยังส่งจดหมายยืนยันว่า ข้อตกลงของบริษัทไม่ได้ห้ามบริษัทเหล่านั้นติดตั้งผลิตภัณฑ์ AI  อื่น ๆ บนอุปกรณ์ใหม่

Source

]]>
1519513
OpenAI ผู้ผลิต ChatGPT เตรียมเปิดสํานักงานในสิงคโปร์ ภายในสิ้นปี 2024 https://positioningmag.com/1494130 Fri, 11 Oct 2024 11:19:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1494130 OpenAI ผู้พัฒนาแชทบอทอัจฉริยะ (AI) อย่าง ChatGPT ประกาศจะจัดตั้งสำนักงานในสิงคโปร์ภายในสิ้นปี 2024 ถือเป็นสํานักงานแห่งที่ 2 ใน APAC หลังจากเข้าไปเปิดสำนักงานในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในการเปิดสำนักงานที่ญี่ปุ่น OpenAI ได้มอบสิทธิ์การเข้าถึงและใช้งานโมเดล GPT-4 ที่ปรับให้รองรับภาษาญี่ปุ่นและตอบสนองความต้องการสำหรับธุรกิจหรือบริการในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งโมเดล GPT-4 ที่เปิดให้ใช้ในญี่ปุ่นมีจุดเด่นคือ การแปลภาษา และการสรุปเนื้อหาในภาษาญี่ปุ่น ที่เร็วกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าถึง 3 เท่า  จากตัวอย่างการทดสอบ ระบุว่า เมืองโยโกซูกะ มีการนำ ChatGPT มาช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ พบว่า ได้ประสิทธิภาพงานเพิ่มขึ้น 80% ซึ่งเมืองโยโกซูกะจะร่วมมือกับอีก 21 เมือง รวมทั้งเมืองหลักอย่างโตเกียวและโกเบ เพื่อถ่ายทอดแนวทางการนำ ChatGPT มาใช้กับหน่วยงาน เป็นต้น ส่วนการเปิดสำนักงานที่สิงคโปร์นั้น Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นผู้นำเรื่อง AI จึงมีการร่วมมือกับ AI Singapore สถาบันวิจัยที่เกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐ ที่รวบรวมงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลักดันความก้าวหน้าของ AI ให้คนเอเชียสามารถเข้าถึงในวงกว้างได้ยิ่งขึ้ง และจากข้อมูลที่บริษัทฯ รวบรวมไว้พบว่า ชาวสิงคโปร์เป็นหนึ่งประเทศที่มีผู้ใช้งาน ChatGPT ต่อหัวสูงสุดทั่วโลก โดยมีจํานวนผู้ใช้ที่ใช้งานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ วางแผนที่จะทำการสํารวจพื้นที่สํานักงานและจ้างพนักงาน 5-10 คน ภายในสิ้นปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การจ้างงานสําหรับตําแหน่งเฉพาะในสิงคโปร์ นอกจากนั้น OpenAI ยังเตรียมเงินลงทุนไว้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับส่งเสริมการพัฒนาโมเดล AI ให้ตอบโจทย์ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ทั้งนี้ มีผู้คนมากกว่า 250 ล้านคนทั่วโลก มีอัตราการใช้ ChatGPT ในทุกสัปดาห์ อีกทั้ง OpenAI ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในปี 2022 เนื่องจากการเปิดตัวแชทบอท ซึ่งดึงดูดความสนใจของสาธารณชนและนักลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่สร้างได้อย่างรวดเร็ว  ที่มา : The Business Times , OpenAI , CNA , Bloomberg

]]>
1494130
สะเทือน Google! หลัง ‘OpenAI’ เปิดตัว ‘SearchGPT’ ช่วยหาข้อมูลแบบเรียลไทม์ ฉุดหุ้น Alphabet ร่วง 3% https://positioningmag.com/1484344 Fri, 26 Jul 2024 10:21:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1484344 นับตั้งแต่ที่ ChatGPT เอไอสุดล้ำของ OpenAI ออกมาสู่สายตาชาวโลกในช่วงปี 2022 ก็มาเขย่ายักษ์ใหญ่ไอทีหลายราย โดยเฉพาะ Google เสิร์ชเอนจินที่คนทั่วโลกแทบขาดไม่ได้ และ OpenAI ก็เขย่าบัลลังก์ Google อีกรอบด้วย SearchGPT

OpenAI ได้ประกาศเปิดตัวต้นแบบของเครื่องมือค้นหาที่เรียกว่า SearchGPT โดยมีจุดเด่นที่จะช่วยให้ผู้ใช้ หาคำตอบได้รวดเร็ว และได้ข้อมูลที่อัปเดตแบบ เรียลไทม์ อีกทั้งยังมีความสามารถในการ ถามต่อยอดจากคำถามก่อนหน้า ซึ่งระบบเสิร์ชเอนจินในปัจจุบันทำไม่ได้ นอกจากนี้ SearchGPT ยังระบุแหล่งที่มาของข้อมูลได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม SearchGPT ยังเปิดให้ใช้งานแค่ผู้ทดลองกลุ่มเล็ก ๆ แต่ OpenAI เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะรวมเครื่องมือดังกล่าวเข้ากับ ChatGPT

“เราคิดว่าตลาดเสิร์ชเอนจินยังมีช่องว่างที่ทำให้การค้นหาข้อมูลดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI โพสต์บน X

แน่นอนว่าตั้งแต่การมาของ ChatGPT ช่วงปลายปี 2022 ส่งผลกระทบต่อ Google ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเสิร์ชเอนจินซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพราะหลายคนมองว่า ChatGPT จะมา แย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก Google ในการค้นหาข้อมูลออนไลน์ และการมาของบริการ SearchGPT ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ หุ้นของ Alphabet ร่วงมากกว่า 3%

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัว AI Overview ซึ่ง Sundar Pichai ซีอีโอ มองว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในแวดวงการค้นหาในรอบ 25 ปี โดยเครื่องมือดังกล่าวจะมี AI เป็นตัวช่วยค้นหาข้อมูลและสรุปคำตอบให้กับผู้ใช้งาน คล้ายกับความสามารถของ SearchGPT อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวยังเปิดให้ใช้แบบจำกัด และเคยถูกวิจารณ์ถึงผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงคำตอบที่เป็นเท็จ

Source

]]>
1484344
แอปเปิล ชูเทคโนโลยี AI ภายใต้ชื่อ ‘Apple Intelligence’ และเตรียมนำ ChatGPT เข้ามาผนวกบนระบบปฏิบัติการของบริษัท https://positioningmag.com/1477447 Tue, 11 Jun 2024 03:37:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1477447 แอปเปิล (Apple) เปิดตัว Apple Intelligence หรือเรียกสั้นๆ ว่า AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท โดยเน้นไปยังการช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังชูในเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัว

เมื่อคืนที่ผ่านมา Apple ได้จัดงาน Worldwide Developers Conference หรือ WWDC โดยในปีนี้ผู้ผลิตสินค้าชื่อดังอย่าง iPhone และ iPad นั้นได้ชูจุดเด่นในเรื่องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาผนวกกับการใช้งานสินค้าของบริษัท

ภายในงาน WWDC นั้น Apple ได้เปิดตัว Apple Intelligence (AI) โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานหรือช่วยเหลือผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังรวมถึง Siri ที่มีความสามารถในการทำงานที่มากกว่าเดิม

ฟังก์ชันที่น่าสนใจของ Apple Intelligence เช่น

  • Apple Intelligence จะเป็นพื้นฐานของการทำงาน แต่ผู้ใช้งานจะต้องเปิดใช้งานเอง
  • Safari และ Mail สามารถใช้ Apple Intelligence สรุปเนื้อหาข้อความแบบกระชับได้
  • สามารถสรุปเนื้อหาจากคลิปการอัดเสียงได้
  • ช่วยการทำงานเวลาผู้ใช้งานต้องการที่จะเขียนหรือพิมพ์ข้อความ
  • ระบบสามารถสร้างภาพ หรือสร้าง Emoji ขึ้นมาได้ตามที่ผู้ใช้งานสั่ง

สำหรับการประมวลผลระบบปัญญาประดิษฐ์นั้น Apple ได้กล่าวว่าจะมีการประมวลผลข้อมูลจากบนอุปกรณ์ก่อน และถ้าหากอุปกรณ์ไม่สามารถประมวลผลข้อมูลดังกล่าวได้ ก็จะนำข้อมูลส่งขึ้นไปยังระบบคลาวด์ของบริษัทเพื่อที่จะให้ประมวลผลข้อมูล และส่งผลกลับมาที่อุปกรณ์ผู้ใช้งาน

ไม่เพียงเท่านี้ Apple ได้ประกาศความร่วมมือกับ OpenAI เจ้าของบริการแชตบอทอย่าง ChatGPT โดยเตรียมนำระบบดังกล่าวเข้ามาผนวกในระบบปฏิบัติการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น iOS และ iPadOS รวมถึง MacOS เป็นต้น แต่บริษัทยังคงยืนยันถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

Apple ยังกล่าวว่า บริษัทได้เตรียมนำ Siri เข้ามาผนวกกับการทำงานของ ChatGPT เพิ่มด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าบริษัทได้เตรียมยกเครื่องระบบการทำงานใหม่ยกชุด เพื่อที่จะทำให้ความสามารถนั้นทัดเทียมกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ ที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

อย่างไรก็ดี Apple เองยังคงยืนยันถึงเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทได้ยึดถือมาโดยตลอด

นอกจากนี้ผู้ผลิต iPhone ยังเตรียมที่จะนำเทคโนโลยี AI จากบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นเข้ามาผนวกการทำงานให้กับผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับผู้ใช้งาน iPhone นั้น Apple Intelligence จะรองรับตั้งแต่ iPhone 15 Pro ขึ้นไปเท่านั้น

ที่มา – Apple

]]>
1477447
สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบ OpenAI และ Microsoft รวมถึง Nvidia ในเรื่องการผูกขาดเทคโนโลยี AI https://positioningmag.com/1477270 Mon, 10 Jun 2024 05:58:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1477270 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ (DOJ) และ คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FTC) ได้บรรลุข้อตกลงเตรียมที่จะเปิดฉากสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น OpenAI และ Microsoft รวมถึง Nvidia ซึ่งบริษัทเหล่านี้อาจมีพฤติกรรมผูกขาดตลาดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แหล่งข่าวของสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น AP และ CNBC รวมถึง New York Times รายงานข่าวตรงกันว่า หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทั้ง กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ และ คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เตรียมเข้าสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น OpenAI และ Microsoft รวมถึง Nvidia หลังจากที่บรรลุข้อตกลงดังกล่าว

ทั้ง 2 หน่วยงานของสหรัฐอเมริกาได้ตกลงที่จะสืบสวนพฤติกรรมบริษัทเหล่านี้ โดยทาง DOJ จะมีการสอบสวน Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปเร่งประมวลผล AI ซึ่งครองส่วนแบ่งทางการตลาดในตอนนี้มากถึง 80% ขณะที่ FTC จะสอบสวน Microsoft และ OpenAI

นอกจากนี้ FTC เตรียมที่จะสอบสวน Microsoft ในดีลการลงทุน Infection AI มูลค่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงในเรื่องการควบรวมกิจการหรือไม่

การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ได้ทำให้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งมีมูลค่าบริษัทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Microsoft ที่มีการลงทุนใน OpenAI เจ้าของบริการอย่าง ChatGPT หรือแม้แต่ Nvidia ที่ล่าสุดบริษัทมีมูลค่าบริษัทแตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลประกอบการและธุรกิจบริษัทกำลังเติบโต

สำหรับความร่วมมือของ 2 หน่วยงานดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในปี 2019 นั้นมีความร่วมมือเพื่อที่จะตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ มาแล้ว โดย FTC ได้ตรวจสอบ Meta และ Amazon และทาง DOJ ได้ตรวจสอบ Apple และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google

ในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความกังวลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้เปรียบกว่าบริษัทอื่นๆ ในการเข้าถึงข้อมูลที่ใช้ในการฝึกอบรมโมเดล AI ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบการควบรวมกิจการจากหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้

ที่มา – CNBC, Euronews, New York Times

]]>
1477270