“โกลเบล็ก” มองปัจจัยภายนอกประเทศทำหุ้นไทยผันผวน ให้กรอบดัชนีแกว่งตัว 1,580-1,620 จุด- แนะลงทุนหุ้นความเสี่ยงต่ำปันผลดี

บล.โกลเบล็ก มองหุ้นไทยผันผวนต่อ จากปัจจัยต่างประเทศทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความกังวลกำลังการผลิตหลังสหรัฐฯคว่ำบาตรอิหร่าน และปัจจัยลบจากสงครามทางการค้าที่ส่อแววยืดเยื้อ ให้กรอบดัชนี1,580-1,620 จุด แนะลงทุนหุ้นความเสี่ยงต่ำ-ปันผลสูง  ชู DIF-DRT-MC-LH – GLOW  – TCAP – SCB -KTB -SAT ส่วนราคาทองคำมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แนะจับตาค่าเงินดอลลาร์

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนต่อเนื่อง  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเหตุกังวลกำลังการผลิตหลังสหรัฐฯคว่ำบาตรอิหร่าน  และรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯลดลงติดต่อกัน 2 สัปดาห์ รวมถึงกรอบเป้าเงินเฟ้อใหม่ปีนี้ของกระทรวงพาณิชย์ที่ระดับ 0.8-1.6% จากเดิม 0.7-1.7%  เฉลี่ยทั้งปีราว 1.2% ตามกรอบ ของธปท. บ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยยังไม่มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อีกทั้ง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าระบบเศรษฐกิจการเงินมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง และดีกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ จากที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศคิดเป็น 3.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น  มีหนี้ต่างประเทศโดยรวมเท่ากับ 35% ของจีดีพี ลดลงจาก 70% ในปี 2540

ส่วนปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ คือ สงครามการค้าที่มีท่าทียืดเยื้อและขยายวงกว้าง  โดยก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐจากจีนจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 ก.ค.ที่จะถึงนี้  แคนาดาได้เรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯวงเงิน 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ตอบโต้ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากแคนาดามีผลตั้งแต่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา  นอกจากนี้สหรัฐฯอยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อประเมินว่ารถยนต์และรถบรรทุกที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯหรือไม่  ซึ่งอาจทำให้สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ตามที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ และจะส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  ประกอบกับ Fund Flow ที่ยังผันผวนแม้มีพลิกซื้อสุทธิสลับในบางวัน  แต่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิราว 5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตา วันที่ 4 ก.ค. ธปท.เผยแพร่รายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่วน จีนและอียู จะเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ(PMI) ภาคบริการเดือนมิ.ย. วันที่ 5 ก.ค. ร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา  ส่วนสหรัฐ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนมิ.ย. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนมิ.ย. ดัชนีภาคบริการเดือนมิ.ย. รวมทั้งสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์ และในวันที่ 6 ก.ค. สหรัฐเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนชุดแรกอัตรา 25% วงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์  และสหรัฐมีกำหนดเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน มิ.ย.

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มชะลอตัว  คาดดัชนี  SET ผันผวนในกรอบ  1,580-1,620 จุด แนะนำลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ราคาราคาปรับลงไม่มากยามภาวะตลาดชะลอตัว กลุ่มหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง (ค่าเบต้าต่ำกว่า 0.5 และ yieldมากกว่า 5%  ได้แก่   DIF, DRT, MC, LH และ GLOW กลุ่มหุ้นที่มีค่าเบต้า 0.5 – 1.0 และหุ้นที่มี yieldมากกว่า 3.8% ได้แก่ TCAP, SCB, KTB และ SAT  และหุ้นกลุ่มส่งออก ได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า

ส่วนแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำตลาดโลกยังคงทิศทางขาลงต่อเนื่อง เห็นได้จากแรงยกตัวขณะรีบาวด์ขึ้นมามีค่อนข้างน้อย และสอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในจังหวะพักตัว ซึ่งสัปดาห์นี้มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับมาเก็งกำไรสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นที่ถูกเทขายในช่วงเดือนที่แล้ว แต่ไม่เห็นสัญญาณบวกสำหรับเล่นรอบขาขึ้นในทองคำ

ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนจับตาการเคลื่อนตัวของเงินดอลลาร์ หากมีสัญญาณแข็งค่าต่อ ควรเปิดสถานะ short ในสินค้า Gold-D โดยเน้นปิดทำกำไรเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ส่วนพอร์ตเล่นรอบควรทยอยปิดทำกำไรฝั่ง shortทั้งหมดไม่เกิน 1,260 ดอลลาร์ แล้วรอดูสถานการณ์เพื่อพิจารณาเปิดสถานะใหม่อีกครั้ง