อินทัช โดยโครงการอินเว้นท์ร่วมลงทุนใน อีคาร์ทสตูดิโอ เน้นพัฒนา Smart City Platform เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยโครงการอินเว้นท์ (InVent) ร่วมลงทุนกับ บริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ จำกัด (อีคาร์ทสตูดิโอ-Ecartstudio) หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมประยุกต์ทางด้านภูมิศาสตร์ (Enterprise Location-Based Application) ล่าสุดได้พัฒนาแพลตฟอร์ม สมาร์ทซิตี้ (Smart City Platform) สำหรับลูกค้าองค์กร (Business to Business – B2B) และผู้บริโภค (Business to Consumer -B2C) เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและยกระดับการใช้ชีวิตของประชาชนให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยอินทัชได้ร่วมลงทุนในระดับซี่รี่ส์ B ผ่านโครงการอินเว้นท์ (InVent) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท โดยอีคาร์ทสตูดิโอจะนำเงินลงทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจ พร้อมทั้งพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้เป็นผู้นำด้าน Smart City Platform ของไทย ภายใน 3-5 ปี

ดร.ณรงค์พนธ์ บุญทรงไพศาล หัวหน้าโครงการบริษัทร่วมทุนอินเว้นท์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการลงทุนในครั้งนี้ว่า “ทุกวันนี้การบอกตำแหน่งทางภูมิศาสตร์หรือแผนที่มีประโยชน์อย่างมากในการดำเนินงานของธุรกิจต่างๆ เช่น การหาร้านอาหาร บริการส่งอาหารหรือสินค้า การเรียกแท็กซี่ การทำสื่อโฆษณาและส่งเสริมการขายผ่านมือถือ ซึ่งอีคาร์ทสตูดิโอ เป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี Location Based Services เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจ และองค์กรภาครัฐในการให้บริการต่างๆ ที่ช่วยให้การบริหารจัดการสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ และลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรามองว่าการนำเทคโนโลยี Location Based Services มาใช้ในธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสื่อโฆษณา และธุรกิจอื่นๆ มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากในอนาคต”

“ด้วยความเชี่ยวชาญของผู้ก่อตั้ง และทีมงาน อินเว้นท์มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของอีคาร์ทสตูดิโอที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และประหยัดต้นทุน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป” ดร.ณรงค์พนธ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายวุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ จำกัด กล่าวว่า “บริษัท อีคาร์ท สตูดิโอ รู้สึกยินดีที่ทางอินทัชเห็นถึงศักยภาพของบริษัทและได้ร่วมลงทุนด้วย ซึ่งการร่วมลงทุนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี ที่ทางอีคาร์ทสตูดิโอจะได้ร่วมเป็น Strategic Partners กับอินทัช ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่มีทั้งเครือข่ายและประสบการณ์สูงในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี จึงถือเป็นการช่วยต่อยอดและเสริมศักยภาพให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าและเครือข่ายทางธุรกิจในกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าองค์กร รวมทั้งช่วยให้เข้าถึงตลาดใหม่ในระดับภูมิภาคเอเชีย สำหรับเงินลงทุนที่ได้รับบริษัทฯ วางแผนที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งเสริมทัพทีมงาน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า ที่จะเป็นผู้นำด้าน Smart City Platform ของประเทศที่ตอบโจทย์การใช้งานในทุกๆ ด้าน”

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนา Smart City Platform ทั้งในส่วนของ B2B และ B2C เพิ่มเติมจากการพัฒนาระบบโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ (Web-Based Application) และระบบโปรแกรมประยุกต์ทางด้านภูมิศาสตร์ (Enterprise Location-Based Application) ในส่วนของ B2C Platform นั้น เริ่มจากการที่บริษัทฯ เห็นว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการติดต่อสื่อสาร การค้นหาและรับข้อมูล หรือดูกิจกรรมบันเทิงต่างๆ บริษัทฯ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะพัฒนานวัตกรรมการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ง่าย สะดวก คุ้มค่า และลดเวลาที่ไม่ควรเสียไป ทั้งในด้านของการอยู่อาศัย การเดินทาง การพกบัตรต่างๆ ด้านสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงด้านการช้อปปิ้ง เป็นต้น โดยการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น แอพพลิเคชั่น ServLive เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม, แอพพลิเคชั่น ServCard เพื่อลดความยุ่งยากในการพกบัตรสมาชิกต่างๆ เปลี่ยนเป็นเก็บในรูปแบบบัตรดิจิทัล, แอพพลิเคชั่น Taxi-Beam และ Bus-Beam เพื่อให้สามารถเข้าถึงรถสาธารณะได้ง่ายและสะดวก และแอพพลิเคชั่น InMall เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินห้างเสมือนจริง พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับเกมส์ AR และลุ้นรับส่วนลดโปรโมชั่นมากมาย

สำหรับ Smart City Platform ในส่วน B2B นั้น บริษัทฯ ได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้าน Location-Based เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบ LBIS (Location Based Information System), LIMS (Location Information Management System) และ EcartMap ให้สามารถรองรับการสร้างและบริหารการวางระบบสาธารณูปโภค (Infrastructure) ต่างๆของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมทั้งระบบคมนาคม, ระบบพลังงาน, ระบบการจัดการน้ำ, และระบบสื่อสาร เป็นต้น นอกจากนั้น แพลตฟอร์มที่ได้พัฒนาขึ้น ยังมีความยืดหยุ่นสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการใช้งานขององค์กรและธุรกิจต่างๆทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น Smart City Platform สำหรับลูกค้าองค์กรจึงถือเป็นการประยุกต์เทคโนโลยีที่บริษัทเชี่ยวชาญเพื่อช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่สามารถให้บริการด้านสาธารณูปโภค รวมทั้งช่วยบริหารจัดการเมืองโดยใช้ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสัดส่วนลูกค้าองค์กรภาคเอกชนประมาณ 40% และลูกค้าองค์กรภาครัฐประมาณ 60% ทั้งนี้ จากการนำเสนอ Smart City Platform ทั้งในส่วนของ B2B และ B2C นั้น บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าเอกชนและลูกค้าบุคคลทั่วไปมากยิ่งขึ้น โดยภายในปี 2020 บริษัทฯ คาดว่า จะมีฐานลูกค้าบุคคลประมาณ 1,000,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้มีแผนงานที่จะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศบรูไนและอินโดนีเซียก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการนำเสนอบริการระบบ ServLive และ ServCard เนื่องจากยังมีคู่แข่งน้อย ทำให้มีโอกาสเติบโตและขยายฐานลูกค้าได้มาก รวมทั้ง บริษัทฯ มีพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถแนะนำกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความสนใจใช้บริการได้