‘สิงคโปร์’ ปลดล็อก ‘ไม่ต้องใส่หน้ากาก’ พร้อมเปิดให้เข้าประเทศ ‘ไม่ต้องกักตัว’ เริ่ม 1 เม.ย.

Photo : Shutterstock
ดูเหมือนจุดสูงสุดของการระบาด COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนในสิงคโปร์จะผ่านพ้นไปแล้ว โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันอยู่ที่ 8,940 รายในวันที่ 23 มี.ค. ลดลงจากจำนวนผู้ติดเชื้อ 26,032 รายในวันที่ 22 ก.พ. ขณะที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีเลย โดยผู้ป่วยอาการหนักจนต้องให้ออกซิเจนมีเพียง 0.3% และ 0.04% ที่อยู่ในห้องไอซียู

จากสถานการณ์ที่เริ่มบรรเทาลง ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ประกาศว่าจะผ่อนคลายมาตรการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับ COVID-19 ซึ่งรวมถึง ไม่ต้องสวมหน้ากากในที่สาธารณะ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องใช้หน้ากากในอาคาร และยังคงต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตร นอกจากนี้ ข้อจำกัดในการชุมนุมทางสังคมจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 5 คนเป็น 10 คน ส่วนพนักงานสามารถกลับไปทำงานที่สำนักงานได้ และปลดล็อกให้จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น

ในส่วนของเกี่ยวกับข้อจำกัดและมาตรการเกี่ยวกับการเดินทางจากต่างประเทศ สิงคโปร์ได้ปลดล็อกให้นักเดินทางที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน สามารถเข้าประเทศสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และไม่ต้องตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสิงคโปร์

“สิงคโปร์จะปรับปรุงข้อกำหนดในการทดสอบและกักตัว ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศง่ายขึ้น จนเกือบจะเหมือนก่อน การเกิด COVID-19 และจะเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติมากขึ้น เพลิดเพลินกับการรวมตัวของครอบครัวและเพื่อนฝูง ออกไปนอกบ้านโดยไม่สวมหน้ากาก หรือพบปะกับคนที่คุณรักในต่างประเทศ แต่อย่าลืมที่จะยังระมัดระวังตัว”

หลังมาตรการผ่อนปรนออกมา ส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางพุ่งขึ้น อาทิ สิงคโปร์แอร์ไลน์ เพิ่มขึ้น 4.25% ในขณะที่ Sats บริษัทที่ให้บริการภาคพื้นดินและบริการจัดเลี้ยงบนเครื่องบินเพิ่มขึ้น 5.04%

ที่ผ่านมา สิงคโปร์มีความเข้มงวดเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ มาก เช่น คำสั่งสวมหน้ากากและการตรวจสอบไทม์ไลน์ย้อนกลับมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก และก่อนหน้านี้ ผู้อยู่อาศัยในสิงคโปร์ที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศอื่น ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง หากพวกเขามีผลตรวจเป็นบวกภายใน 14 วันหลังจากเดินทางมาถึง

ปัจจุบัน ประชากรสิงคโปร์ประมาณ 92% ได้รับการฉีดวัคซีนเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่ 71% ได้รับวัคซีนกระตุ้น

Source