จากคุณแม่ที่มีปัญหาลูกแพ้ง่าย สู่การปั้นแบรนด์ ‘TINY NOSE’ ผู้ผลิตผ้าเปียกน้ำเกลือรายแรกของไทย กับก้าวต่อไปสู่ผู้นำตลาด ‘ENT’

เชื่อว่าแม่ ๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อของแบรนด์ TINY NOSE กันมาบ้าง เพราะเป็นแบรนด์ผู้ผลิต ผ้าเปียกน้ำเกลือ หรือ ทิชชูเปียกน้ำเกลือ รายแรกของไทย โดย Positioning จะพาไปรู้จักกับที่มาที่ไปของแบรนด์ และก้าวต่อไปในอนาคต

แพร นาฎนุช วงศ์ศรีรุ่งเรือง Founder, CEO บริษัท เฌอร์คุณฎา จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่อยากทำ ผ้าเปียกน้ำเกลือ ต้องย้อนไปเมื่อปี 2014 ที่มีลูกคนแรก ซึ่งตอนนั้นลูกมีปัญหา แพ้ง่าย และคุณหมอแนะนำว่าจากนี้ต้องพกน้ำเกลือและสำลีไว้ทำความสะอาด ซึ่งรู้สึกว่ามันไม่สะดวก เลยคิดว่าน่าจะมีผ้าเปียกสูตรน้ำเกลือที่ตอนนั้นยังไม่มีในไทย

“คือ แค่ต้องพกแพมเพิส, ขวดนม แล้วต้องมาพกขวดน้ำเกลืออีก มันพะรุงพะรังมาก เราเลยคิดว่ามันน่าจะมีสินค้าอะไรที่คุณภาพดี และทำให้สะดวกกว่านี้”

ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องของ สกินแคร์ และเคยทำงานในบริษัทเครื่องสำอาง ประกอบกับเห็นโอกาสว่ายังไม่มีผ้าเปียกน้ำเกลือในตลาดไทย ทำให้ แพร ได้นำ Know how จากการทำงาน ประกอบกับการศึกษาหาความรู้มาพัฒนาผ้าเปียกสูตรน้ำเกลือ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 ล้านบาท

“เราเลี้ยงลูกเอง พอลูกใช้อะไรไม่ได้เราก็เสาะหา ศึกษาหาความรู้เอง และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อลูก และไม่ใช่แค่เราที่คิดแบบนี้ แต่พ่อ-แม่ทุกคนก็คิดเหมือนเรา คือหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก”

ใช้ใจทำธุรกิจ และสะดุดตาด้วย CI

ไม่ใช่แค่ตัวโปรดักส์ที่คิดมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ โจ วรวิทย์ วงศ์ศรีรุ่งเรือง Director บริษัท เฌอร์คุณฎา จำกัด หรือก็คือ สามี ของแพรก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ TINY NOSE มี Corporate Identity หรือ ลักษณะเฉพาะตัวของแบรนด์ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการช่วยคิดเรื่องการทำแบรนด์ดิ้ง โลโก้ และแพ็กเกจจิ้ง ทำให้ TINY NOSE จะมีของพรีเมียม มีกิมมิกที่เด็ก ๆ ถูกใจออกทุกไตรมาส ทำยิ่งช่วยให้แบรนด์เล่นกับอีโมชันนอลได้ บางคนซื้อไปยังใช้ไม่หมด ก็ยอมซื้อเพิ่ม

“เราก็มีคุยกับสามีว่าจะทำทิชชูเปียกน้ำเกลือนะ เขาก็ช่วยซัพพอร์ตเรื่องหลังบ้านและการออกแบบ เพราะเขาเรียนจบทางด้าน Product design มาด้วย เขาก็ชอบเรื่องทำแบรนด์ดิ้ง เรื่องออกแบบต่าง”

นอกจากนี้ แพรมองว่า อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์อยู่ในใจพ่อ-แม่ และมีการซื้อซ้ำสูงก็เพราะ ใช้ใจ ทำธุรกิจ “เราใช้ใจทำธุรกิจ อย่างออกอีเวนต์เราก็ไปเอง โดยอยู่ตั้งแต่เปิดจนบูธปิดทุกวัน เราอ่านทุกคอมเมนต์ ทุกข้อความของลูกค้าว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ลูกค้าคนไหนที่มีปัญหา แพรก็ยกหูโทรหาเองเลย คือเราดูแลทุกคน ยินดีที่จะแก้ไข”

ล่าสุด TINY NOSE ได้นำคาแรกเตอร์จากแอนิเมชันเรื่อง Cocomelon มาใช้ โดยถือเป็นแบรนด์ไทยรายแรกที่ได้ลิขสิทธิ์ ซึ่งการได้คาแรกเตอร์ขวัญใจเด็กทั่วโลกมาโลดแล่นบนบรรจุภัณฑ์ ก็จะยิ่งช่วยสร้างการจดจำ การเข้าถึง “เขาเป็นคนติดต่อเรามา ว่าอยากคอลแลบกับเขาไหม ซึ่งเราก็เห็นว่าเป็นโอกาส เพราะ Cocomelon เป็นคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยสัญญาอยู่ที่ 1 ปี”

โควิดทำสะดุด แต่ก็เห็นโอกาสใหม่ ๆ

แน่นอนว่าการทำธุรกิจก็ไม่ได้ราบลื่น ต้องมีปัญหาและอุปสรรคเข้ามาบ้าง และปัญหาที่ TINY NOSE เจอ ก็คือช่วงปี 2018-2020 ที่แบรนด์ขยายโปรดักส์จากแค่ทิชชูเปียกไปสู่ ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เช่น เจลอาบน้ำ, มาสก์โลชั่น และ Magic Water ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดแข่งขันสูง แต่เพราะเจอปัญหา COVID-19 ทำให้ซัพพลายเออร์ที่ประเทศ อิตาลี ไม่สามารถผลิตสินค้าให้ได้ ทำให้แบรนด์เลยต้องยกเลิกทำสินค้ากลุ่มนี้ไป

“ตอนนั้นเราคิดว่าเรามีฐานลูกค้าจากทิชชูเปียกน้ำเกลือแล้ว เลยอยากขยายไปยังสินค้าอื่น ๆ แม้ว่าตลาดจะแข่งขันสูง แต่พอทางซัพพลายเออร์เจอโควิด เขาก็ผลิตให้เราไม่ได้ ทำให้ต้องชะงักไป และพอหลังโควิด เขาก็คิดค่าขนส่งแพงมาก เราจะขายในราคาเดิมก็ไม่ได้ เราก็เลยยุติการผลิตไป”

แต่ในวิกฤตก็มีโอกาส เพราะ COVID-19 ได้นำไปสู่การพัฒนา Salinex Mist Baby สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกละอองหมอกสำหรับเด็ก รายแรกและรายเดียวของไทย โดยใช้เวลาพัฒนากว่า 3 ปี ซึ่งจุดเด่นของ Salinex Mist Baby อยู่ที่นวัตกรรม Ultra-Micro Diffuser ที่ทำให้ได้น้ำเกลือละอองละเอียด ช่วยละลายคราบน้ำมูกแห้งกรัง และล้างฝุ่น PM 2.5 ได้ และด้วยหัวสเปรย์ที่ออกแบบสำหรับจมูกของเด็กโดยเฉพาะ ทำให้ไม่สำลัก ไม่ตกใจ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไป

มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาด ENT ไม่เกี่ยวว่าเด็กเกิดน้อย

แน่นอนว่า การที่ประเทศไทยมี อัตราการเกิดลดลง โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราการเกิดอยู่ที่ 4.6 แสนคน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่อัตราการเกิดต่ำกว่า 5 แสนคน ทำให้เกิดคำถามถึงผลกระทบต่อสินค้าในกลุ่มแม่และเด็ก ซึ่ง วรวิทย์ มองว่า ไม่กระทบ เพราะพ่อ-แม่ในปัจจุบัน ยอมจ่ายเพื่อลูก ถ้าพิสูจน์แล้วว่าดีกว่า ตอบโจทย์กว่า ทำให้ 4-5 ปีที่ผ่านมา ยอดการใช้จ่ายสินค้าเด็กเพิ่มขึ้นถึง 30%

อย่างไรก็ตาม แบรนด์เองก็เห็นโอกาสของ สังคมสูงวัย ดังนั้น หลังจากเปิดตัว สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกสำหรับเด็กแล้ว ทางแบรนด์มีแผนที่จะขยายไปสู่ตลาด ผู้ใหญ่ พร้อมกับวางเป้าหมายของแบรนด์สู่การเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้า ENT (Ear, Nose, Throat : หู คอ จมูก) ไม่ใช่แค่ทำสินค้าตอบโจทย์กลุ่มแม่และเด็กอีกต่อไป โดยในปีนี้ แบรนด์จะมีสินค้าใหม่รวมแล้ว 6 SKU โดยจะมี สินค้าใหม่ที่ขยายไปอยู่ในกลุ่มผู้ใหญ่ด้วย

“ลูกค้าของเราคือกลุ่ม พ่อ-แม่ ที่จะซื้อให้ลูก ซึ่งก็เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ซื้อของให้ปู่-ย่า ดังนั้น คนซื้อคือคนกลุ่มเดียวกัน เราจึงมองสังคมสูงวัยเป็นโอกาส เพราะเราไม่ต้องพัฒนาอะไรใหม่มาก แค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย สามารถคิกออฟได้ทันที”

มั่นใจปีนี้โตเกิน 100%

ทั้งนี้ มูลค่าตลาดทิชชูเปียกในปัจจุบันยังไม่มีตัวเลข แต่ย้อนไป 4 ปีก่อน มีมูลค่าอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท ซึ่งไม่ค่อยเติบโต เพราะการมาของ ทิชชูเปียกจีน อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะทิชชูเปียกน้ำเกลือคาดว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของตลาดทิชชูเปียกทั้งหมด และ TINY NOSE ถือเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาด 80%

“ตลาดทิชชูเปียกแข่งขันสูงมาก ยิ่งเจอตามตลาดนัดราคา 10-20 บาท ทำยอดบางแบรนด์หายมากกว่า 20-30% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่เราไม่ได้ไปแข่งตรงนั้น ของเราค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ขณะที่ตลาดสเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกคาดว่ามีมูลค่า 120 ล้านบาท เติบโต 5-7% ต่อปี โดยมีผู้เล่นประมาณ 6-7 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นแบรนด์ต่างชาติ และราคาก็สูงกว่าเราประมาณ 50% ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกไปได้”

โดยในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 45 ล้านบาท เติบโตเกิน 100% จากยอดขายสินค้าใหม่อย่าง Salinex Mist Baby และมั่นใจว่า 5 ปีจากนี้ รายได้บริษัทจะเติบโตต่อเนื่อง 7-10% โดยแผนของบริษัทจากนี้คือ การขยายตลาดไปต่างประเทศ และเข้าสู่ตลาด B2B ในกลุ่มคลินิกและโรงพยาบาล

สำหรับ Salinex Mist Baby บรรจุในขวดขนาด 80 มล. ราคาขวดละ 325 บาท โดยวางจำหน่ายทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านขายยา และช่องทางออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB: Tinynosebaby