‘เดนทิสเต้’ ขอไปต่อกับ ‘ลิซ่า’ บอกร่วมมือกันมา 4 ปี แบรนด์โตเกือบ 200%

สรุปชัดเจนแล้วว่า ‘เดนทิสเต้’ ขอไปต่อกับ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ คนดีคนเดิม โดยเลือกมาทำหน้าที่ Brand Ambassador เป็นปีที่ 4 เพื่อสานต่อภารกิจการเติบโตสู่ Global Brand ซึ่งปีนี้จะรุกหนักทั้งในไทย,สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ รวมถึงมีแผนเปิดตลาดใหม่ในสหรัฐอิเมริกา และละตินอเมริกา
สำหรับเหตุผลที่เลือกร่วมมือกับ ‘ลิซ่า’ เป็นปีที่ 4 ดร.แสงสุข พิทยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า ลิซ่าไม่เพียงมี Confident Smile และมีชื่อเสียงระดับโลกที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเดนทิสเต้สู่ Global Brand รวมถึงช่วยขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เท่านั้น
แต่ยังมี DNA ที่สอดคล้องกับแบรนด์ นั่นคือ อยากให้ทุกคน Connect กันด้วยความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง และ Never Give Up การไม่ยอมแพ้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ลิซ่ามาทำหน้าที่ Brand Ambassador ให้เดนทิสเต้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีการเติบโตเกือบ 200%
สำหรับการร่วมมือในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ ‘4 Years of Trust, One Confident Smile’ หรือ ‘4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ’ ถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปากและสื่อสาร Confident Smile รอยยิ้มอย่างมั่นใจของ ‘ลิซ่า’ ไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่
โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน Confident Smile รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
เปิด 3 กลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่ง
สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 ‘ศิวกร พิทยานุกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 กลยุทธื ประกอบด้วย
กลยุทธ์ที่ 1 Premium Market Leadership & Innovation : เดนทิสเต้ชี้ว่า อินไซต์ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ในปีนี้จึงเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เช่น ยาสีฟัน ‘เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026’ ที่มี นวัตกรรม 10 in 1หลอดสีทอง ฯลฯ
กลยุทธ์ที่ 2 Regional Market Penetration : ปัจจุบันเดนทิสเต้วางจำหน่ายใน 27 ประเทศ ซึ่งปีนี้มีจะรุกหนักในตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยจะใช้ความสำเร็จจากการทำตลาดในญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายฐานสู่ ‘สหรัฐอเมริกา’ และ ‘ละตินอเมริกา’ ด้วย
กลยุทธ์ที่ 3 Collaboration with LISA: สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า สำหรับในไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ลิซ่าจะเป็นตัวแทนรอยยิ้มและสุขภาพที่ดี โดยจะมาแนะนำผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช พร้อมเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลคชั่นพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทม
สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 18,500 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพปากมากขึ้น
ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับ ‘พรีเมียม’ มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 10% เนื่องจากการผู้บริโภคมองหาสินค้าพรีเมียมที่ดูแลและป้องกันสุขภาพช่องปากได้ในระยะยาว ซึ่งเดนทิสเต้ครองความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเซ็กเมนต์นี้ มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 30% และมีอัตราเติบโตสูงกว่าตลาด โดยเดนทิสเต้เติบโตในระดับ 20% ทุกปี