เจาะเคสธุรกิจ “กินกันจังชาบู” สวนกระแสบุฟเฟ่ต์ด้วยอะลาคาร์ต รายได้ปี 69 คาดทะลุ 100 ล้านบาท

ปัจจุบัน ตลาดชาบู-สุกี้ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ยังคงดุเดือดอย่างต่อเนื่อง จากผู้เล่นรายใหญ่เปิดศึกบุฟเฟต์หม้อร้อน ไม่ว่าจะเป็น เอ็มเค สุกี้ตี๋น้อย หรือกระทั่งลัคกี้สุกี้

ทว่ามี แบรนด์ชาบู ที่เติบโตสวนกระแส ด้วยโมเดลอะลาคาร์ต นั่นคือ “กินกันจังชาบู” ด้วยจุดเด่นราคาเริ่มต้น 19 บาท และไม่เคยขึ้นราคาตั้งแต่เปิดทำการมา อะไรคือเบื้องหลังให้กินกันจังชาบู เติบโตเงียบ ๆ

  • ปี 2566 รายได้ 1.6 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 20 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้ 59 ล้านบาท
  • ปี 2569 คาดว่าทำรายได้ 100 ล้านบาท

จากโบรกเกอร์หุ้นที่อยากรวย สู่เจ้าของร้านชาบู

พชร เรืองพีระกุล หรือ คุณเมย์ กรรมการ บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “กินกันจังชาบู” กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดขึ้นช่วง 10 ปีก่อน ช่วงคุณเมย์อายุ 26 ปี มีอาชีพโบรกเกอร์รายได้ 12,000 บาท

ทำให้มีความคิดอยากรวยขึ้น จึงเริ่มลุยธุรกิจร้านอาหาร นำร่องด้วย “ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำแตก” ด้วยเงินลงทุนราว 1 แสนบาท หลังทำร้านนาน 2 ปีจนธุรกิจไปได้ดี ได้แตกไลน์ร้านชาบู “กินกันจังชาบู” (ชื่อเดิมชาบูชีส) ใช้งบลงทุน 7 แสนบาท มีโต๊ะ 7-8 ที่นั่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นร้านกินกันจังชาบู มาจากเราสังเกตเห็นร้านหมูกระทะข้าง ๆ ทำบุฟเฟ่ต์มีทราฟฟิกสูง ลูกค้ามักมาเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นธุรกิจทุ่นแรง ลูกค้าทำกินกันเอง จึงทำให้เราลองเปิดร้านชาบูขึ้นมา ซึ่งสมัยนั้นยังมีผู้เล่นน้อย กระแสจุดติดใน 2 เดือน ตัดสินใจเซ้งกิจการก๋วยเตี๋ยวเรือ และลุยชาบูเต็มกำลัง

พชร เรืองพีระกุล หรือ คุณเมย์ กรรมการ บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “กินกันจังชาบู”

สวนกระแสบุฟเฟ่ต์ โตด้วยอะลาคาร์ต

แม้ขณะนั้น ธุรกิจบุฟเฟ่ต์เฟื่องฟูในไทย ด้วยแนวคิดความคุ้มค่าสูง แต่คุณเมย์กลับ ‘มองต่าง’ ด้วยจบจากสายคณิตศาสตร์การเงิน ทำให้ประเมินว่า ‘บุฟเฟต์อาจคุมต้นทุนยาก’

กินกันจังชาบู จึงวาง Positioning แบรนด์เป็นอะลาคาร์ต เพื่อคุมต้นทุนและคุณภาพอาหารได้ง่ายกว่า โดยมีราคาเริ่มต้น 19 บาท ปัจจุบันมีมากกว่า 30 รายการ เปิดขายตั้งแต่ 15.00–02.00 น.

ลูกค้าหลักคือ นักศึกษาและครอบครัว ที่มาทานเป็นกลุ่ม มีค่าใช้จ่ายต่อบิล 300-800 บาทหรือค่าเฉลี่ยต่อหัวราว 200 บาท มีลูกค้าต่อโต๊ะ 2–8 คน

ชาบูปี 69 ไม่ง่าย คู่แข่งประกบร้าน-กำลังซื้อหด

ปัจจุบันกินกันจังชาบูมีทั้งหมด 12 สาขา อาทิ จรัญสนิทวงศ์ 61, ท่าพระ, ประตูน้ำ, ตลาดพลู, บางซ่อน, กัลปพฤกษ์ แบ่งเป็น สาขาที่เปิดในนามบุคคล 6 แห่ง และในนามบริษัท 6 แห่ง

สำหรับ Top 3 สาขาทำรายได้สูงสุด คือ

  • บางซ่อน
  • ถนนจันทร์ 39
  • บางขุนนนท์

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชาบูเผชิญความท้าทายสูง จากการแข่งขันตรง ๆ จากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ที่มา “ประกบข้างแทบทุกสาขา”

ขณะที่ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว โดยช่วงหลังโควิด ทราฟฟิกลูกค้าลดลง จากมากินเฉลี่ย 4 ครั้ง/เดือน เหลือ 2–3 ครั้ง/เดือน

แต่แบรนด์เลือก ไม่ลดราคา ไม่อัดโปร เพราะจุดแข็งคือ “ราคาประหยัดตั้งแต่ต้น ด้วยคุณภาพที่สม่ำเสมอ”

กินกันจังชาบู สาขาถนนจันทน์ 9

ปี 2569 ไม่สปีดสาขา เน้นเติบโตอย่างมั่นคง รีโนเวตสาขาเดิม

แผนการดำเนินงาน ปี 2569 กินกันจังชาบู ยังไม่โฟกัสการขยายสาขา เตรียมรีโนเวต 10 สาขาเดิม ใช้งบเฉลี่ย 1.5–2 ล้านบาท/สาขา

“เมื่อรีโนเวตเสร็จ และร้านเปิดให้บริการเต็มศักยภาพ ในปี 2569 คาดว่ารายได้ทะลุ 100 ล้านบาท จากการนำ 6 สาขาภายใต้การลงทุนส่วนบุคคล เข้าสู่ระบบบริษัท หลังจากนั้นตั้งเป้าเติบโตปีละ 10% และในอนาคตอาจขยายสาขาแบบค่อยเป็นค่อยไปปีละ 1-2 สาขา”