อ่านเกม “มาม่า” หลังเลือก “นนท์ ธนนท์” พรีเซนเตอร์ที่มากกว่าคนดัง แต่คือ DNA ที่อิ่ม และจัดเต็ม


ในโลกของการตลาด หนึ่งในกลยุทธ์ยอดนิยมก็คือการใช้พรีเซนเตอร์ เพื่อการันตีการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และทรงพลัง และแน่นอนว่าหลายแบรนด์ต่างเลือกพรีเซนเตอร์ที่เป็นศิลปิน ดาราเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทำให้โลกใบนี้ได้เห็นแบรนด์เต็มไปด้วยพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็ก

ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา แบรนด์ในตำนานอย่าง “มาม่า” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการ ด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ 6 คน ภายใต้โปรเจคต์ MAMACREW ได้แก่ อิ้งค์ – วรันธร เปานิล เจ้าหญิงแห่งซินธ์ป็อป, นนท์ – ธนนท์ จำเริญ ตัวพ่อเพลงฮิตแห่งทีป็อป และเสือร้องไห้ ครีเอเตอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียจัดจ้าน ผู้สร้างคอนเทนต์ไวรัลมากมาย

 

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ครั้งนี้สะท้อนถึงการขยับตัวครั้งใหญ่ เป็นการปรับตัวจากการที่มาม่าอยู่บนเชล์ฟสินค้าอาหาร สู่การเป็นเพื่อน หรือพาร์ทเนอร์ของลูกค้า พรีเซนเตอร์แต่ละคนจึงสะท้อน DNA ของมาม่าได้อย่างแข็งแกร่ง มีความจริงใจ เข้าถึงได้ สนุก และอบอุ่น

หลังจากเปิดตัวในการแถลงข่าวครั้งใหญ่แล้ว ล่าสุดมาม่าได้เปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดแคมเปญใหม่ หยิบโปรดักต์ในกลุ่ม Mama Big Pack (มาม่า บิ๊กแพค) 95 กรัม มาปัดฝุ่นกลยุทธ์ใหม่พร้อมเปิดตัวนนท์ ธนนท์เป็นพรีเซนเตอร์ กลยุทธ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินตามสูตรสำเร็จของ Music Marketing ทั่วไป แต่นี่คือการเลือกคู่ที่สะท้อนทิศทางของแบรนด์ในอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

การเลือก นนท์ ธนนท์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนตัวตนของสินค้าที่ “ใหญ่–อิ่ม–คาแรกเตอร์จัดเต็ม” ได้อย่างลงตัว เหมือนกัน นนท์ ธนนท์ ที่มีทั้งพลัง ความเท่ และเอกลักษณ์แบบทีป๊อปที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของนนท์

หากลองถอดรหัสกลยุทธ์ภายใต้แคมเปญนี้ เราจะเห็นวิธีคิดที่ซับซ้อนกว่าการจ้างศิลปินมาถือซองสินค้า แต่คือการสร้างความเชื่อมโยงผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้


1. เมื่อตัวตนสินค้ากับศิลปินคือ “กระจกเงา” ของกันและกัน

Positioning ของมาม่า บิ๊กแพค 95 กรัม นั้นชัดเจนมาโดยตลอดคือ “ใหญ่–อิ่ม–จัดเต็ม” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าใครจะสามารถถ่ายทอดความ “ใหญ่” และ “ความอิ่ม” นี้ออกมาให้ดูทันสมัยและไม่ยัดเยียด

การเลือก “นนท์ ธนนท์” จึงเป็นการเลือกที่ถูกฝาถูกตัว นนท์ไม่ได้เป็นเพียงไอคอนของวงการ T-Pop แต่เขามีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นในเรื่องการ “เล่นใหญ่” บนเวที มี Performance ที่เต็มเปี่ยม พลังเสียงที่จัดเต็ม และเสน่ห์เฉพาะตัวที่เข้าถึงง่ายแต่มีความเท่ในตัว ซึ่งล้อไปกับภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคที่เน้นปริมาณ และความอิ่มแบบจุใจ การจับคู่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขยับให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสื่อสารว่าความใหญ่นั้นมาพร้อมกับความคูล และความสนุก


2. Beyond the Wall การสื่อสารที่ทำลายกรอบโฆษณาเดิมๆ

หากใครได้เห็น TVC ตัวใหม่ที่เพิ่งเผยโฉมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จะพบว่า Mood & Tone ไม่ได้เน้นการขายของแบบ Hard Sell แต่เลือกใช้ความสนุก และสอดแทรกมุกแบบ Beyond the Wall ตามสไตล์ขี้เล่นของนนท์มาเป็นแกนหลัก

มาม่าเลือกที่จะไม่เปลี่ยนนนท์ให้กลายเป็นแค่พรีเซนเตอร์ที่มาอ่านสคริปต์ขายของ แต่เลือกที่จะขยายตัวตนของนนท์ให้กว้างขึ้นภายใต้บริบทของแบรนด์ เคมีที่ดูเป็นธรรมชาติในโฆษณาช่วยลดกำแพงระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ลง ทำให้มาม่าไม่ได้ดูเป็นเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนชั้นวาง แต่เป็น “เพื่อน” ที่ตลกและเข้าถึงง่าย เป็นเพื่อนที่คิดถึงเสมอยามหิว ยามเดินทาง


3. จากพรีเซนเตอร์ สู่ 1 ใน DNA มาม่า

หัวใจสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้ดูจริงใจ นั่นคือความเรียลของตัวนนท์เอง ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ MAMACREW ซึ่งนนท์ไม่ได้เริ่มต้นฐานะคนนอกที่ถูกจ้างมาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่เขาคือ 1 ใน DNA มาม่า ที่มีความผูกพันกับสินค้ามานาน

เมื่อตอนวันงานแถลงข่าวในเดือนธันวาคม 2568 นนท์เคยเล่าบนเวทีว่าเขาเป็น “คนใต้ที่กินมาม่าเยอะมาก” เพราะรสชาติจัดจ้าน เป็นอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตมาโดยตลอด แถมยังพูดติดตลกอีกว่า การที่ได้มาเป็นพรีเซนเตอร์มาม่า คือ “วิธีเอาคืนที่ดีที่สุด” พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การถอนทุนคืนนั่นเอง

นอกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว นนท์ยังมีบทบาท Music Marketing ต่อเนื่อง ทั้งคอนเสิร์ต EP.03 ที่มาม่าเป็นผู้สนับสนุนถึง 4 รอบ ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำภาพพรีเซนเตอร์ที่มีเคมีตรงใจแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศวัยอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้คือ การเติม Storytelling ที่ทรงพลังที่สุดให้กับแบรนด์ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดเลือก พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าศิลปินคนไหนใช้จริง หรือคนไหนแค่รับจ้าง การที่พรีเซนเตอร์มีพื้นฐานความชอบในสินค้าจริงๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคกลายเป็นสัญลักษณ์ของการตอบโจทย์ชีวิตที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่สตอรี่ที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างสวยหรู

การขยับตัวของมาม่าในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบรนด์กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ครอบคลุม ทั้งการเป็นผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตใหญ่ (Music Marketing) และการปรับ Mood & Tone ให้ทันสมัย

มาม่า บิ๊กแพค x นนท์ ธนนท์ จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวสินค้าไซส์ใหญ่ แต่มันคือ Brand Movement ที่บอกเราว่า มาม่าในวันนี้พร้อมที่จะเล่นใหญ่ และจัดเต็มไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยที่ยังไม่ทิ้งรากเหง้าของความอิ่มอร่อยที่เป็นมาตรฐานครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน