FOMO (Fear of Missing Out) หรือการกลัวตกกระแส หรือพลาดของใหม่และเทรนด์ต่าง ๆ ไปจนถึงกลัวพลาดการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งความรู้สึกนี้อาจพาไปสู่การใช้เงินกลายเป็น FOMO Spending หมายถึงการใช้จ่ายที่ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ‘จำเป็นหรือไม่’ แต่เริ่มจาก ‘ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะช้าไปหรือเปล่า’
รายงานของ Deloitte ระบุว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจใช้จ่ายจากแรงกระตุ้นทางอารมณ์และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์มากกว่าการวางแผนทางการเงิน ขณะที่งานวิจัยของ McKinsey & Company ชี้โซเชียลคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวัน
นั่นสะท้อนว่า FOMO Spending ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ซึ่งทาง KTC ได้ทำเช็กลิสต์ 5 ข้อ ให้ลองสำรวจดูว่าเรากำลังมีอาการ FOMO หรือไม่ ก่อนที่เงินจะไหลไปกับกระแสโดยไม่รู้ตัว
1.ใจสั่นเมื่อเจอคำว่า ‘ลิมิเต็ด’
เคยตัดสินใจซื้อของบางอย่างแค่เพราะหาซื้อยาก เช่น กระเป๋าที่ต้องแย่งกันกด หรือตุ๊กตาที่หมดไว จนสุดท้ายต้องไปซื้อราคารีเซลล์แพง ๆ ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากได้ขนาดนั้นแต่พอรู้ว่า ‘มีจำนวนจำกัด’ หรือ ‘อาจไม่ได้ซื้ออีก’ ความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นต้องมีให้ได้
2.ความสุขของการซื้อ คือการได้โพสต์
ของบางชิ้นไม่ได้ซื้อเพราะความจำเป็นแต่ซื้อเพราะอยากให้มีคอนเทนต์ บางครั้งเราให้ความสำคัญกับการลงสตอรี่หรือถ่ายรูปมากกว่าการใช้งานจริง และเมื่อโพสต์เสร็จของชิ้นนั้นก็แทบไม่ถูกหยิบมาใช้อีกเลย
3.ซื้อเพราะกลัวไม่มีเรื่องคุย
รองเท้ารุ่นใหม่ คาเฟ่เปิดใหม่ คอนเสิร์ตที่ทุกคนไป หลายอย่างไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเราเท่าไร แต่กลับจำเป็นกับวงสนทนา เพราะถ้าไม่ไป ไม่ซื้อ หรือไม่มีเหมือนคนอื่น ก็กลัวจะรู้สึกว่า ‘หลุดวง’ หรือ ‘แปลกแยก’
4.โดนป้ายยาเมื่อไร กดซื้อเมื่อนั้น
แค่ไถโทรศัพท์ไม่กี่นาทีก็เจอรีวิวติด ๆ กัน เห็นคลิปแกะกล่อง เห็นคนลองใช้จริง แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ดี’ สมองจึงเริ่มสรุปทันทีว่า ของมันต้องมีทั้งที่ความจริงเราอาจไม่ได้ต้องการมัน
5.จ่ายก่อน คิดทีหลัง
หลายคนไม่ได้เสียเงินเพราะซื้อของแพงแต่เสียเงินเพราะซื้อบ่อย ของชิ้นเล็ก ๆ ราคาไม่ถึงหนึ่งแบงค์แดงอาจดูเหมือนไม่กระทบอะไร แต่พอรวมหลายครั้งเข้า เงินในบัญชีก็หายไปแบบไม่รู้ตัว และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ‘เราซื้อไปทำไม’
หากลองเช็กลิสต์แล้ว คำตอบคือ ‘ใช่’ มากกว่า 1 ข้อ อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องตั้งหลักใหม่ เพราะบางทีเราไม่ได้อยากได้จริง ๆ แค่กำลัง FOMO เท่านั้น ซึ่งทางแก้ คือ ก่อนกดซื้อ ลองถามตัวเองว่า ‘ถ้าไม่มีใครพูดถึงสิ่งนี้ เราจะยังอยากได้ไหม’
ถ้าคำตอบยัง ‘ไม่ชัดเจน’ ให้พักไว้ก่อน 24 ชั่วโมง เพราะของที่จำเป็นจริง ๆ…จะไม่หายไปในวันเดียว แต่หากใจยังตอบว่า ‘ใช่’ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการวางแผนใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต



