เมื่อพูดถึงแบรนด์ ‘มาลี’ (MALEE) เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะนึกถึงน้ำผลไม้ แต่จากนี้ภาพดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะ ‘มาลี กรุ๊ป’ ได้เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ดัน ‘มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์’ (MAS) ให้เป็น New S-Curve สร้างการเปลี่ยนผ่านจาก ‘ผู้ผลิตน้ำผลไม้’ สู่การเป็น Global Wellbeing Company
สำหรับยุทธศาตร์ใหม่นี้ เป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง Longevity การมีชีวิตยืนยาวพร้อมกับมีสุขภาพดี เพื่อจะพลิกเกมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว
เอกรินทร์ พินิจ CEO มาลี กรุ๊ป เล่าว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ Beyond Fruit to Global Wellbeing จะใช้ MAS เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Deep Tech ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา MAS ใช้งบลงทุนวิจัยกว่า 50 ล้านบาท ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาวัตถดิบธรรมชาติต่างๆ ที่เหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นสารสกัดมูลค่าสูงขึ้น
โดย MAS จะมุ่งดิสรัปอุตสาหกรรมด้วย 2 แพลตฟอร์มหลัก:
1.แพลตฟอร์มนวัตกรรมความงาม (Beauty Innovation) นำเสนอ 5 นวัตกรรมครอบคลุมการฟื้นฟูผิว ลดริ้วรอย และดูแลรากผม โดยปัจจุบันมีสินค้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว 12 รายการ
2.แพลตฟอร์มอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต่อยอดความเชี่ยวชาญสร้างนวัตกรรมด้านห่อหุ้ม (Encapsulation) วิตามินและสารอาหารเพื่ออาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอาหารดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม
นอกจากนี้ ยังจะมีการบุกตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเน้นสร้างการรับรู้และขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดที่มีการเติบโตน่าสนใจ อย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น
การประกาศยุทธศาสตร์ใหม่คาดว่า จะสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ 9-12% ในปี 2569 จากปีที่ผ่านมาทำรายได้จากการขายและบริการไป 7,848.3 ล้านบาท และส่งผลให้ MALEE ก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company ภายในปี 2571
สำหรับโครงสร้างรายได้ของบริษัทในปัจจุบัน ประกอบด้วย
-การรับจ้างผลิต หรือ OEM 66%
-ธุรกิจแบรนด์ของตัวเอง หรือ Own brand 33% โดยรายได้จากส่วนนี้ 66% มาจากตลาดในประเทศ อีก 34% มาจากตลาดต่างประเทศ



