คนไทยเลือก ‘อยู่คนเดียว’ สูงถึง 5.5 ล้านคน ขุมทรัพย์ใหม่ที่พร้อมจ่าย 1.3 ล้านล้านบาท/ปี

นอกจากสังคมผู้สูงวัยแล้ว ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘Solo Economy’ โดยจากงานวิจัยของ Stamina Asia และ Marketbuzz ได้เผยถึงสถิติน่าสนใจว่า ปัจจุบันคนไทยอาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 5.5 ล้านคน คิดเป็น 26% ของประชากรทั้งหมด และมีอัตราเติบโต 240% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  

 

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายถึงแค่คนโสดที่ยังไม่แต่งงานหรือครอบครัวที่ไม่มีลูกเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนที่ตัดสินใจแยกออกมาใช้ชีวิตอิสระด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คนกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อสูงมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายอยู่ที่ 20,200 บาท ต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายในตลาดรวมสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี

 

ดังนั้น กลุ่มคนที่อาศัยคนเดียว จึงกลายเป็น ‘ขุมทรัพย์ใหม่’ ที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต้องทำความเข้าใจ

 

 

เจาะลึกกลุ่มคนที่อาศัยคนเดียว

 

พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ จะตัดสินใจซื้อเพราะความพึงพอใจของตนเองเป็นหลัก ไม่ต้องรอความเห็นจากคนในครอบครัว และพร้อมเปย์ให้กับสินค้าที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และการเติมเต็มทางอารมณ์ 

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่อาศัยอยู่คนเดียวไม่ได้มีความคิดหรือไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักตามทัศนคติ ได้แก่

 

1.Romantic Hopeful (32%) : โสดแบบมีความหวัง ยังเชื่อในรักแท้และรอคอยคนที่จะมาเติมเต็ม

2.Half-Hearted Solo (25%): โสดแบบกึ่งรับกึ่งสู้ ไม่ได้แอนตี้ความสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ได้ภูมิใจกับการอยู่คนเดียวขนาดนั้น

3.Reluctant Solo (22%): โสดแบบจำยอม อยู่คนเดียวเพราะสถานการณ์บังคับหรือเลี่ยงไม่ได้

4.Fulfilled Solo (21%): โสดแบบสตรอง ภูมิใจในความเป็นอิสระ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตคนเดียวอย่างแท้จริง

 

สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

 

เมื่อต้องใช้ชีวิตคนเดียว สิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญ ก็คือ ความสะดวกสบายและความคล่องตัว และแม้ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะค่อนข้างพึงพอใจกับสินค้าที่มีอยู่ในตลาด แต่พวกเขายังคงโหยหาสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อ “ชีวิตคนเดียว” โดยเฉพาะ อาทิ

-อาหาร: ชุดอาหารพร้อมปรุงหรืออาหารจานเดี่ยวที่ปริมาณพอเหมาะสำหรับหนึ่งมื้อ

-บริการ On-Demand: บริการทำความสะอาด ซักรีดแบบรับ-ส่งถึงที่ หรือยิมที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายส่วนตัว

-Pet Economy: 67% ของคนอยู่คนเดียวเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคนกลุ่มนี้มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว (37%) และเป็นเพื่อนคลายเหงา (20%) โดยยอมแบ่งรายได้ถึง 5% ของเงินเดือนเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านี้

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสมหาศาลในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด, เฟอร์นิเจอร์ประหยัดพื้นที่, ประกันภัยสำหรับผู้พำนักคนเดียว, ไปจนถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวและร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการคนเดียว

 

สรุป : การเข้าสู่ยุค ‘อยู่คนเดียว’ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเปลี่ยนผ่านทางสังคม แต่คือโจทย์ใหญ่ในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ต้อง ‘คิดใหม่’ เพื่อให้เข้าถึงใจของคนที่เลือกอาศัยอยู่คนเดียวที่มีกำลังซื้อและพร้อมจะเปย์เพื่อตัวเองให้มากขึ้น

.