เศรษฐกิจชะลอตัว ทำคนไทยอยากมีลูกน้อยลง แม้เป็นกลุ่มคนรวย

"รถเข็นเด็ก" หนึ่งในสิ่งที่แม่ๆ ยอมลงทุนเพื่อลูก (Photo : Pixabay)

ผกาวดี เกตุจรูญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายปฏิบัติการ บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดรักษาผู้มีบุตรยาก มีมูลค่า 6,100 ล้านบาท เติบโตชะลอตัวที่ 3.8%

ปัจจัยหลักมาจาก

  • ปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อคนไทยอ่อนแอลง ทำให้ชะลอแผนการมีลูก แม้กระทั่งกลุ่มผู้มีรายได้สูงก็ตาม
  • กลุ่มลูกค้าหลักอย่างตลาดจีนซบเซา ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงระยะหลังการรักษาผู้มีบุตรยากในจีนพัฒนาขึ้นมาก
ผกาวดี เกตุจรูญ ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด

อย่างไรก็ดี ปี 2569 ประเมินว่า ตลาดรักษาผู้มีบุตรยากมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากเทรนด์คนไทยนิยมมีลูกช้าลง ทำให้บางส่วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยี

โดยเฉลี่ยผู้เข้าทำการรักษา มักมีอายุระหว่าง 30-40 ปี แต่ในอนาคตมองว่ากลุ่มทำ IVF จะขยับไปยังผู้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปด้วย

ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มตลาดใหม่อย่าง ‘เวียดนาม’ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง เริ่มนิยมเข้ามารักษาภาวะมีบุตรยากที่ไทย ด้วยไทยมีสถานพยาบาลและเทคโนโลยีทันสมัย แต่ราคาย่อมเยากว่าฝั่งยุโรปหรือสิงคโปร์ราว 70%

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ ปี 2569 ของกิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้’ คือ การมุ่งตีตลาดคนไทย ผ่านการทำแพ็กเกจราคาสมเหตุสมผล ทำให้คนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการขยายเครือข่ายพาร์ตเนอร์สถานพยาบาลในต่างจังหวัดเพิ่มเติม

กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก

รวมไปถึง การขยายสาขาเพิ่มเติม ล่าสุด ได้ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เปิดตัว  “กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค” คลินิกเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ระดับเรือธงแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพย่านวิภาวดี-หลักสี่ เป็นแห่งที่ 4

จากก่อนหน้านี้มี 3 สาขา ได้แก่ กิฟท์ติด ไอ วี เอฟ อุดรธานี ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี,กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ แบงค็อก ตั้งอยู่ย่านอโศก กทม. และ ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ เซนเตอร์ ร่วมมือกับกลุ่ม รพ.นครธน

นอกจากนี้ ในอนาคตเตรียมขยายฐานลูกค้าในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ

“จากแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้ เราตั้งเป้าปี 2569 บริษัทฯ จะมีรายได้เติบโตราว 20%”

ห้องแลปรักษาผู้มีบุตรยาก ในกิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ นอร์ธปาร์ค ตรงถนนวิภาวดีรังสิต

อย่างไรก็ดี การที่ “คนไทยอยากมีลูกน้อยลง” ซ้ำเติมสถานการณ์อัตราเด็กเกิดใหม่ที่ปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤตอยู่แล้ว

สะท้อนจาก สถิติเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยปี 2568 (อ้างอิงจากกรมการปกครอง) พบว่า มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 โดยอัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) อยู่ที่เพียง 0.86 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร 

ที่น่าจับตามากสุด คือ ประเด็น “อัตราการตายมากกว่าอัตราเด็กเกิดใหม่”

โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2568 สูงถึง 559,684 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึง 143,110 คน และเป็นแนวโน้ม “ตายมากกว่าเกิด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

“วิกฤตนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรไทย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว”